ศิริราชให้บริการวัคซีนมะเร็งปากมดลูกเป็นโรงพยาบาลรัฐแห่งแรกของไทย

     ศิริราช ให้บริการฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกเป็นโรงพยาบาลรัฐแห่งแรกของไทย ๓ เข็ม ๑ หมื่นบาท ป้องกันได้ ๗o% เตรียมเสนอคณะแพทย์ให้การสนับสนุนฉีดในหญิงกลุ่มเสี่ยง

     รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ รองหัวหน้าภาควิชา ฝ่ายวิชาการและวิจัย ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า โรคมะเร็งปากมดลูกเกิดจากเชื้อเอชพีวี (HPV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัส ที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยพบมากเป็นอันดับ ๑ ในหญิงไทย ทั้งนี่ในปี ๒๕๔๙ มีผู้ป่วย เข้ารับการรักษาพยาบาลโรคมะเร็งปากมดลูกที่โรงพยาบาลศิริราชประมาณวันละ ๑ ราย และในภาพรวมของประเทศจะเสียชีวิตประมาณวันละ ๗ ราย ทั่วโลกเสียชีวิตวันละ ๖๕o ราย ดังนั้นการป้องกันเพื่อให้ทราบอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

     จาการศึกษาพบว่าเชื้อไวรัสเอชพีวีที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก เกิดจากเชื้อเอชวีพีชนิด ๑๖ และ ๑๘ ซึ่งทางโรงพยาบาลศิริราชได้ตระหนักถึงอันตรายของโรคดังกล่าวจึงนำวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกมาบริการให้กับผู้ป่วย สายพันธุ์ที่วัคซีนครอบคลุมนั้นป้องกันได้ ๗o% เฉพาะเอชพีวีสายพันธุ์ ๖ , ๑๑ ซึ่งป้องกันโรคหูดหงอนไก่และป้องกันสายพันธุ์ ๖ , ๑๑ ในขณะที่ยังมีเชื้อเอชพีวีไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ที่มีมากกว่าพันสายพันธุ์ และหากได้รับเชื้อจาการมีเพศสัมพันธ์มาก่อนฉีดวัคซีน ประสิทธิภาพของวัคซีนก็ไม่เท่ากับผู้ที่ไม่เคยได้รับเชื้อมาก่อน ส่วนช่วงอายุที่เหมาะสมในการับวัคซีนนี้ อยู่ที่อายุ ๙ ๒๖ ปี ซึ่งเป็นวัยที่คาดว่ายังไม่มีเพศสัมพันธ์ โดยต้องได้รับวัคซีนจำนวน ๓ เข็มในช่วง ๕- ๖ เดือน สามารถป้องกันได้ประมาณ ๕ ปี

     ขณะนี้ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้เปิดให้บริการวัคซีนมะเร็งปากมดลูกแล้ว ถือเป็นการให้บริการของโรงพยาบาลรัฐแห่งแรกของไทย ที่นำวัคซีนมะเร็งปากมดลูกมาให้บริการเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูกในหญิงไทยค่าวัคซีนที่โรงพยาบาลศิริราช ตกราคาเข็มละ ๓,ooo กว่าบาท โดยต้องฉีดเดือนที่ o,๒ และ ๖ รวมค่าใช้จ่ายประมาณ ๑ หมื่นบาท ซึ่งมีราคาสูง แต่ได้เตรียมทำเรื่องเสนอคณะแพทยศาสตร์ในการสนับสนุนวัคซีนดังกล่าวให้แก่ผู้ป่วย รวมถึงการช่วยเหลือผู้ป่วยเพื่อสามารถใช้สิทธิตามกองทุนสวัสดิการสุขภาพที่สังกัดอยู่ด้วย โดยฉีดให้ผู้หญิงไทยที่จำเป็นต้องฉีดทุกคนอาจเป็นลักษณะใครมีกำลังทรัพย์ก็จ่ายเอง แต่หากกลุ่มเสี่ยงภาครัฐอาจช่วยสนับสนุนบางส่วนอย่างไรก้อตามแม้จะมีวัคซีนดังกล่าว แต่การตรวจแปปสเมียร์ ยังคงมีความสำคัญต้องทำต่อไปเพราะวัคซีนไม่สามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

อ้างอิงจาก : http://www.si.mahidol.ac.th/th/department/obstretrics_gynecology/dept_news_detail.asp?n_id=19&dept_id=22