วันที่ ๑๘ ต.ค. ๕๑ ผมจะไปเป็นผู้ดำเนินรายการการเสวนา เรื่อง เรื่องราวของงานวิจัยที่มีทั้งการสร้างความรู้และการแปลงความรู้   ซึ่งก็คืองานวิจัยที่เป็นทั้ง basic และ applied research ในเวลาเดียวกัน   ในภาษาวิชาการ ว่า งานวิจัยที่มีทั้ง Knowledge Creation และ Knowledge Translation

การประชุมนี้เป็น งานช้าง ของ สกว.   ชื่ออย่างเป็นทางการว่า การประชุม นักวิจัยใหม่...พบเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ครั้งที่ ๘    จัดที่โรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำ  ระหว่างวันที่ ๑๖ ๑๘ ต.ค. ๕๑

ช่วงเวลา ๙๐ นาทีของการเสวนา เราต้องการส่งเสริมให้นักวิจัยที่ทำงานวิจัยพื้นฐานเพื่อการตีพิมพ์ มีทักษะในการตั้งโจทย์และทำวิจัยให้ได้ประโยชน์สองต่อ    คือได้ทั้งผลงานตีพิมพ์ และได้ผลงานที่เอาไปใช้ประโยชน์ได้ด้วย

เราออกแบบกิจกรรมของช่วง ๙๐ นาทีนี้ให้ใช้เครื่องมือ KM   ใช้เครื่องมือ SSS – Success Story Sharing   ทาง สกว. จึงไปหานักวิจัยรุ่นไม่อาวุโสมาก    แต่มีผลงานวิจัยแบบได้ประโยชน์ ๒ ต่อ มา ๔ คน ได้แก่ ศ.ดร. สุทธิชัย อัสสะบำรุงรัตน์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   .ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี   .นพ.ดร. นิพนธ์ ฉัตรทิพากร จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  และ รศ.ดร. รัศมี ชูทรงเดช จากมหาวิทยาลัยศิลปากร    เชิญมาเล่าเรื่อง (Storytelling) ว่าแต่ละท่านทำอย่างไรจึงมีผลงานวิจัยแบบได้ impact สองต่อเช่นนี้

ผมทำหน้าที่ คุณอำนวย ช่วยจุดประเด็น และใช้เครื่องมือ AI – Appreciative Inquiry กระตุ้นให้แต่ละท่านเล่าได้ลึก    ปล่อยเคล็ดลับวิธีทำงานวิจัยแบบได้ผลสองต่อออกมา

ท่านแรก คือ .ดร. สุทธิชัย อัสสะบำรุงรัตน์ แห่งภาควิชาวิศวกรรมเคมี  คณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาฯ  ทำงานวิจัยเรื่อง เครื่องปฏิกรณ์เคมีแบบหลายหน้าที่ (multifunctional reactor) เรื่องเดียวตลอดเวลา ๑๑ ปี   ผลงานทำให้ท่านได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ตั้งแต่อายุเพียง ๓๖ ปี   ผมจะซักให้ท่านเล่าว่าผลงานนี้เอาไปใช้งานอย่างไร    และทำไมจึงมีการนำผลงานวิจัยของท่านไปใช้งาน    อ่านสรุปประวัติและผลงานของท่านได้ที่นี่

อ่านประวัติและผลงานโดยละเอียดของท่านได้ที่นี่

ท่านที่ ๒  .ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี   เป็นนัก ควอนตัมฟิสิกส์ ทำงานวิจัยโดยการคำนวณ ร่วมกับนักวิจัยโดยการทดลอง    มีผลงานที่ได้ทั้ง impact factor และมีการนำไปประยุกต์ใช้    การซักถามของผมก็จะเป็นไปในแนวเดียวกันกับท่านแรก   อ่านสรุปประวัติและผลงานของท่านได้ที่นี่

และอ่านผลงานได้ที่นี่

ท่านที่ ๓   .นพ.ดร. นิพนธ์ ฉัตรทิพากร จากภาควิชาสรีรวิทยา  คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่   เป็นผู้ก่อตั้ง ศูนย์วิจัยและฝึกอบรม Cardiac Electrophysiology   ผมเคยเขียนถึงท่านที่นี่   ผลงานวิจัยของท่านอยู่ในลักษณะ “from bench to bedside”    คือใช้ในการปฏิบัติรักษาผู้ป่วยได้โดยตรง   อ่านประวัติของท่านได้ที่นี่

และอ่านผลงานได้ที่นี่

 

 

ท่านที่ ๔  รศ.ดร. รัศมี ชูทรงเดช จากคณะโบราณคดี  มหาวิทยาลัยศิลปากร  ทำงานวิจัยโบราณคดีเกี่ยวกับถ้ำในภาคเหนือ    ผมเคยเขียนบันทึกถึงท่าน อ่านได้ที่นี่    ผลงานวิจัยของท่านได้รับการเชื่อมต่อไปใช้ประโยชน์ทางศิลปะ และทางการพัฒนาชุมชน อ่านได้ที่นี่ และที่ www.fdhr.co.nr   รายละเอียดของผลงานและวิธีทำงานวิจัยของท่านอ่านได้ที่นี่

 

 

ที่จริงผลงานวิจัยเชิงวิชาการ ถ้ามีการจัดการอย่างถูกต้อง จะมีที่ใช้ประโยชน์เสมอ    คำกล่าวว่า วิจัยขึ้นหิ้ง เป็นคำกล่าวที่ไม่ตรงกับการวิจัยที่มีคุณภาพ   แต่การวิจัยทางวิชาการจะมี impact ต่อสังคมมากยิ่งขึ้น หากมีวิธีตั้งโจทย์วิจัยที่ถูกต้อง    และมีวิธีจัดการงานวิจัยที่ถูกต้อง    เราจะได้เรียนรู้จากยอดนักวิจัยทั้ง ๔ ท่านนี้    แล้งผมจะเอาเคล็ดลับของทั้ง ๔ ท่านมาเล่าต่อ

 

วิจารณ์ พานิช

๑๑ ต.ค. ๕๑