น้ำท่วมบ้านนุตเกือบจะชนเดือนแล้ว จากที่เคยสนุกสนานตื่นเต้นในระยะแรกๆ พวกเราก็ชักจะเริ่มชิน และก็เป็นช่วงปิดเทอมพอดี พ่อกับแม่ใช้วิธีสกัดลูกๆ ไม่ให้เล่นน้ำทั้งวัน โดยการยืมหนังสือจากห้องสมุดโรงเรียนที่พ่อกับแม่สอนอยู่มาให้ลูกๆ อ่านกัน
แม่ขนเพชรพระอุมา มาทุกเล่มทุกตอน เพราะแม่บอกว่ามันเยอะดีไม่ต้องเสียเวลาเลือก ส่วนพ่อยืมเรื่องอะไรต่อมิอะไรจิปาถะ มีทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น สารคดี และวรรณกรรมเยาวชน
ดังนั้น เวลาที่พวกเราเล่นน้ำกันจนหนำใจแล้ว เราก็จะมาสงบเงียบอยู่บนเตียงคนละเตียง เพื่อฉลองศรัทธาของพ่อกับแม่ที่อุตส่าห์หอบหนังสือมาประเคนให้เราจนถึงที่
พี่นิธกับพี่นันท์แข่งกันอ่านเพชรพระอุมาจนจบครบทุกเล่ม ทุกตอน ส่วนพี่ณัฐอ่านอยู่ตอนเดียว คือตอนไพรมหากาฬ พี่ณัฐให้เหตุผลกับคนอื่นๆ ว่า
“ไม่อยากอ่านตอนอื่น กลัวไม่สนุกเท่าตอนนี้” ในขณะที่พ่อกับแม่รู้ทันสัพยอกว่า
“ขี้เกียจอ่านล่ะไม่ว่า” หรือ “อ่านไม่ออกซะมากกว่า เลยอ่านช้ากว่าคนอื่นเขา”
ส่วนนุตแม่บอก “นี่เลยสองเล่มนี้ เอาไปอ่านก่อน แก้วจอมแก่น แก้วจอมซน ของแว่นแก้ว เห็นมั้ย ตัวหนังสือตัวโตๆ อ่านง่าย รูปก็สวยๆ อ่านแป๊บเดียวก็จบ ถ้าอ่านจบเล่มนึงเมื่อไร มีรางวัล”
แม่บอกพร้อมกับตบกระเป๋ากางเกงขาสั้น ที่แม่ใส่ลุยน้ำอยู่ทุกวัน เสียงเหรียญกระทบดังกรุ๋งกริ๋งๆ พี่ทั้งสามลุกและโวยขึ้นพร้อมกัน
“ไม่ยอม หนูไม่ยอม” พี่ณัฐก็พลอย ‘หนู’ ไปกับพี่นันท์ พี่นิธด้วย
“หนูอ่านจบเป็นแถวๆ เลย ยังไม่ได้ซักกะบาทนึง” พี่นิธทำปากจู๋โวยวาย
“ก็เราสามคนโตแล้ว เอางี้ ถ้าอ่านแล้วเขียนบันทึก มาส่งเอารางวัลกับพ่อ พ่อให้หน้าละ ๕ บาท เรื่องของใครสนุกถูกใจพ่อจะแถมให้อีกเรื่องละ ๒ บาท”
เป็นอันว่าพี่ทั้งสามยอมจำนน และแทนที่ตอนนี้จะอ่านอย่างเดียวก็เลยงานเข้า ต้องเขียนบันทึกประจำวันหรือแต่งเรื่องแถมอีกต่างหาก
พี่นิธไม่รอช้า ค่าขนม อย่างน้อยก็ ๕ บาทลอยอยู่ในอากาศ พี่นิธเริ่มหาข้อมูลใหม่ ลุกไปที่ชั้นหนังสือซึ่งตอนนี้ถูกยกให้สูงเพื่อหนีน้ำ จับๆ วางๆ เลือกๆ หนังสือที่พ่อยืมมา เห็นเล่มนึงมีรูปงูอยู่หน้าปก ชื่อเรื่อง ‘แม่เบี้ย’ ของ วาณิช จรุงกิจอนันต์ บังเอิญพ่อเห็นเข้าพอดีก็ร้องห้าม
“เล่มนี้พ่อยืมมา จะอ่านเอง เป็นเด็กเป็นเล็ก อย่าเพิ่งอ่าน เอาไว้ค่อยอ่านตอนโตๆ”
“มันเป็นยังไงอ่ะพ่อ แน่ะ...แน่ะ...โป๊ แน่เลย”
“ก็ไม่โป๊หรอก”
“งั้นหนูอ่าน”
ว่าแล้วพี่นิธก็นอนหงายผึ่งพุง เปิดหนังสืออ่านไม่สนใจคำห้ามของพ่อ อ่านไปได้ครึ่งเล่มกว่าๆ
“ว้าย! ว้าย! อึ๋ยยยยย.......” เป็นเสียงของแม่ อยู่ในครัวนั่นเอง
“เป็นอะไรอีกล่ะแม่” พ่อร้องถาม
“พ่อ มาดูอะไรนี่ อึ๋ยยยยย.....” แม่ชี้ไปที่กะละมังที่คว่ำไว้บนฝาโอ่ง
พวกเรารวมทั้งพ่อ รีบไปตามเสียง พ่อกำลังจะเอื้อมมือไปเปิดดู แม่ก็บอกว่า “อย่าเอามือไปจับ ใช้ไม้ยาวๆ ซิ”
พอกะละมังหงาย ทุกคนก็ผงะออก โดยเฉพาะพี่นิธกระโดดไปไกลกว่าเพื่อนตะโกนว่า
“มันมาแล้ว แม่.....แม่....มันมาจริงๆ”
“อะไรมา ยัยนิธ”
“ก็....ก็...งูเห่าในแม่เบี้ยไง”
“จะบ้าเหรอ นั่นมันในนิยาย ฝันเฟื่องเป็นนางเอก มีแม่เบี้ยมาหารึไง”
พ่อขำพี่นิธเลยบอกว่า “งูเห่าที่ไหนกันล่ะ งูแสงตะวันนี่เอง เพียงแต่ตัวมันใหญ่จังคงเพราะอาหารอุดมสมบูรณ์ล่ะมั้ง”
ถึงแม้กะละมังจะถูกเปิดแล้ว แต่ ‘แม่เบี้ยในความคิดคำนึงของพี่นิธ’ ก็ยังไม่ยอมเคลื่อนไหวไปไหน พ่อเลยใช้ไม้ยาวๆ ที่เปิดกะละมังเขี่ยที่ตัว มันตกใจจึงเลื้อยลงน้ำ พวกเราสังเกตดูจนมันดำน้ำหายไป
“ระวังๆ กันหน่อยก็ดี หน้าน้ำอย่างนี้ งูมันก็ไม่มีที่อยู่ เดี๋ยวจะเผลอไปใกล้ๆ มันเข้า จะโดนกัดเอา ถ้าเป็นงูทางมะพร้าว งูกินปลา งูลายสอ หรืองูเขียวก็ยังพอทำเนา เพราะไม่มีพิษ แต่ถ้าไปเจอ งูเห่า งูกะปะ งูเขียวหางไหม้ งูสามเหลี่ยม งูแมวเซา งูจงอาง ละก็ มีพิษร้ายแรงโดนกัดล่ะถึงตายเชียวนา”
วันต่อมาพี่นิธเจอเจ้างูตัวเดิมอีก คราวนี้ขดตัวอยู่ใต้โอ่งน้ำที่พ่อใช้ขอนไม้หนุนใต้โอ่งไว้เป็นช่องมันจึงเข้าไปอยู่ได้ พี่นิธร้องบอกพ่อ แต่คราวนี้พ่อทำเฉยๆ แถมบอกว่า
“ช่างมันเฮอะ อย่าไปยุ่งกับมัน มันไม่ทำอันตรายเราหรอก”
เป็นอันว่าพี่นิธได้เป็นนางเอกสมใจ แต่ไม่ใช่ในเรื่องแม่เบี้ยนะ กลายเป็นเรื่อง ‘แม่แสงตะวัน’ เพราะแทนที่จะมีงูเห่ามาแผ่แม่เบี้ยคอยห่วง หวง พี่นิธ กลับกลายเป็นงูแสงตะวัน ที่มานอนขดอยู่ใต้โอ่งให้นุตหวาดหวั่นอยู่หลายวัน