มนุษย์เรามีความอยากมากมายเหลือเกิน ตั้งแต่เกิดมา เราอยากที่จะมีชีวิตรอด จึงต้องขวนขวายหาหัวนมแม่ว่าอยู่หนใด พอเราโตขึ้นอีกหน่อย ก็เริ่มอยากคลาน อยากเดิน อยากลองลิ้มชิมรสชาติอาหาร เป็นความอยากโดยสัญชาติญาณของมนุษย์ทั่วไป
พอโตขึ้นอีกนิด ก็อยากได้ตุ๊กตา อยากได้รถบังคับ อยากได้เกมส์กด เหมือนอย่างคนอื่นเขาบ้าง เมื่อมีความอยาก ก็มีความไม่อยาก เช่น ความไม่อยากเรียนหนังสือ เพราะอยากไปเที่ยวเล่นมากกว่า ไม่อยากกินของที่มีรสขม เพราะมันไม่อร่อยเอาซะเลย ไม่อยากกินผักจืดชืดไม่มีรสชาติ
พอย่างเข้าสู่วัยรุ่น ก็อยากได้มือถือ อยากได้คอมพิวเตอร์ อยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ บางคนอยากได้เงินเพื่อมาสนองความอยากได้อย่างอื่นก็ต้องถึงกับเอาตัวเข้าแลก เอาอนาคตเข้าแลก เอากิเลสตัณหาชั่ววูบแปรเปลี่ยนเป็นพลังที่จะยอมทำได้ทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ
พอเราโตขึ้น เรียนรู้มากขึ้น ก็เกิดความอยากมากขึ้น อยากมีเงินมากๆ อยากมีรถ อยากได้ทีวีจอแบนเครื่องใหญ่ๆ อยากมีงานทำ อยากได้ตำแหน่งดีๆ อยากได้เงินเดือนเยอะๆ อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง อยากมีครอบครัว อยากมีลูก เป็นปกติวิสัยของคนทั่วไป บางคนต้องการทางลัด ก็ทำผิดศีลธรรมบ้าง กินถนนบ้าง กินเมกกะโปรเจคบ้าง กินเงินคนอื่นบ้างจนปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่เป็นไปตามจรรยาบรรณบ้าง
ความอยากหรือไม่อยากนั้นแปรเปลี่ยนไปตามวัยของเราไปเรื่อยๆ พอเราแก่ตัวลงเราก็อาจจะไม่อยากตาย อยากมีชีวิตต่อไปอีก ทั้งๆที่สุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี(เราไม่ควรกลัวตาย แต่เราคงไม่อยากตายเร็วนักหรอก) จึงมีคนเคยกล่าวว่า มนุษย์มีความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด จักรวาลที่กว้างใหญ่หาขอบเขตไม่ได้ เปรียบดังความโง่ของมนุษย์ที่หาที่สิ้นสุดมิได้ ผมเป็นคนโง่ เราเกือบทุกคนเป็นคนโง่ โง่ที่มีความต้องการอยากได้อะไรหลายๆอย่างที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า สิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตคือ ปัจจัยสี่ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค หากเราควบคุมความอยากให้อยู่ในปัจจัยทั้งสี่นี้ได้ สังคมของเราก็จะยกระดับขึ้นได้ แม้จะไม่ใช่การยกระดับไปในทาง ไฮเทค หรือความสะดวกสบายขึ้น(แต่ทำให้ธรรมชาติบนโลกเราเลวร้ายลง) เราจะสามารถยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นได้
ผมคิดว่าคนทุกคนอยากเป็นคนดี มีศีลธรรม แต่การปฏิบัตินั้นก็ไม่ง่ายนัก เมื่อปัจจัยภายนอกคอยกระตุ้นเร่งเร้า เช่น หน้าที่การงาน กิจการ ครอบครัว และสื่อต่างๆ และยิ่งถ้าเรามีอำนาจมากขึ้น ความบ้าอำนาจก็จะทำให้เรามีความอยากมากขึ้น บางคนเป็นเพราะถืออำนาจอยู่ในมือ ความอยากชั่ววูบทำให้เกิดการฆ่ากันได้ แต่ความอยากได้นั้น เมื่อได้มาแล้วเกิดความสุขขึ้นเพียงชั่วครู่เท่านั้นเอง เราอาจต้องเป็นทุกข์จากการกระทำของเราเองต่อไป กรรมจะตอบสนองการกระทำของเราต่อไป
ทำไมคนเราถึงอยากรวยกันนักนะ เป็นคำถามที่เกิดขึ้นกับตัวผมในช่วงเวลาหนึ่ง เพราะรวยแล้วทำให้สุขสบายจริงหรือ ผมว่ามันไม่ใช่เลย คนรวยบางคนเป็นทุกข์มากกว่าคนทั่วๆไปมากนัก บางคนมัวแต่ทำงานจนรวยล้นฟ้า แต่ไม่มีเวลาให้ลูกและครอบครัว ไม่มีเวลาอบรมสั่งสอนลูกให้เป็นคนดี เมื่อรวยขึ้น ก็ต้องมีจุดเสมอตัว เราอยากให้มันคงที่อยู่นานที่สุดใช่ไหม แต่สุดท้ายมันก็หมดไปอยู่ดี จะหมดจากตัวเราเอง หรือหมดเพราะลูกหลานหลังจากเราตายไปแล้ว ก็เป็นไปได้ ไม่มีอะไรคงทนถาวร
บางคนไม่รู้จักความอยากของตัวเอง ทำให้ทำอะไรผิดพลาดไป เราจึงควรหันมาศึกษาความอยากของเรา ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว มันจะฝังอยู่ที่จิตใต้สำนึก ทำให้เราทำอะไรต่างๆออกมาโดยไม่ทันคิด หากเรารู้เท่าทันความอยากของเรามากยิ่งขึ้น รู้เท่าทันจิตใต้สำนึกเรามากยิ่งขึ้น ชีวิตของเราก็จะมีความสุขได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง