การเมืองภาคประชาชน

"การเมืองภาคประชาชน" เป็นคำที่ถูกใช้กันมากในระยะนี้ แต่ความหมายของคำนี้คืออะไรกันแน่?

เมื่อคำนี้ถูกใช้ในระยะแรก (ประมาณช่วงก่อนที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญ 2540) ดูเหมือนความหมายชัดเจนในตัวเอง จนกระทั่งไม่มีใครพยายามจะนิยามความหมายที่แน่ชัด เพราะในช่วงนั้นประชาชนระดับรากหญ้าได้ออกมาเคลื่อนไหวในพื้นที่สาธารณะ กดดันให้เปิดการเจรจาต่อรองระหว่างนักการเมืองกับกลุ่มผู้เคลื่อนไหว ในประเด็นนโยบายสาธารณะต่างๆ

   แม้เป็นประชาชนระดับรากหญ้า ซึ่งดูเผินๆ เหมือนจะต่ำต้อยเสียจนไม่อาจเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ แต่ในความเป็นจริง ก็เหมือนคนอื่นๆ ในโลก กล่าวคือเคยเคลื่อนไหวทางการเมืองมาแล้วทั้งนั้น เช่น ฝากตัวเข้าไปในเครือข่ายอุปถัมภ์, ทำเรื่องร้องเรียนถึงนายอำเภอ, หรือฟ้องขับไล่กำนันผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ แต่ไม่ค่อยได้เคยเคลื่อนไหวในพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะในเขตเมืองอันเป็นฐานที่ตั้งของคนชั้นอื่น และสิ่งที่เคยเรียกร้องก็มักไม่กระทบถึงตัวนโยบายสาธารณะนัก

นอกจากนี้ ประชาชนที่ร่วมอยู่ในความเคลื่อนไหว ก็มีสำนึกอย่างเต็มเปี่ยมถึงความเป็น "พลเมือง" ของตน หมายความว่าแม้ฐานะทางเศรษฐกิจ, สังคมและการเมืองของตนอาจต่ำต้อย แต่ก็มีสิทธิเหนือความเป็นชาติเท่าเทียมกับผู้อื่น จึงมีความเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ทั้งหมดในฐานะ "พลเมือง" ของชาติเดียวกัน สำนึกเช่นนี้ก็นับเป็นสำนึกใหม่ในช่วงนั้น โดยเฉพาะในหมู่ประชาชนระดับรากหญ้าเช่นกัน

ยิ่งกว่านั้น เพราะเป็นประชาชนระดับรากหญ้า จึงเข้าไม่ถึง "พื้นที่" สาธารณะอื่นๆ เช่น สื่อ, ระบบการศึกษา, หรือเวทีสาธารณะลักษณะต่างๆ จึงจำเป็นที่ผู้เคลื่อนไหวต้องใช้ "พื้นที่" ทางกายภาพโดยตรง เช่น หน้าทำเนียบ, ถนนอู่ทอง, หรือหัวงานเขื่อนเป็นต้น สังคมไทยเข้าใจข้อจำกัดนี้พอสมควรและดูเหมือนจะให้ความชอบธรรมแก่การเคลื่อน ไหวเช่นนี้ระดับหนึ่ง

คำบัญญัติว่า "การเมืองภาคประชาชน" ที่ใช้ในช่วงนั้น จึงทำให้เกิดความเข้าใจได้ง่าย โดยไม่ต้องนิยามให้ชัดเจน

แต่ปัจจุบัน การเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ ก็มักทำกันในนามของ "การเมืองภาคประชาชน" ด้วยสำนึกหรืออย่างน้อยก็แสดงว่าสำนึกถึงสิทธิของความเป็น "พลเมือง" ด้วยกันทั้งนั้น แม้การเคลื่อนไหวนั้นอาจมุ่งไปในทางตรงกันข้ามก็ตาม

ฉะนั้น ถ้าคำนี้จะยังมีความหมายที่เข้าใจตรงกันได้ในภาษาไทยต่อไป แทนที่จะเป็นเพียงคำโฆษณาชวนเชื่อที่ไร้ความหมาย ผมคิดว่าจำเป็นที่เราต้องช่วยกันนิยามให้ชัดว่า อะไรเป็นและอะไรไม่เป็น "การเมืองภาคประชาชน" กันแน่

ผมคิดว่าคำ "ประชาชน" ในศัพท์นี้เป็นปัญหามาก การที่นักการเมืองระดับเจ้าพ่อเล็กเจ้าพ่อใหญ่ในท้องถิ่น เกณฑ์, จ้าง, หรือปลุกเร้าให้ผู้คนออกมาขับไล่หรือถึงทำร้ายกลุ่มพันธมิตร มิให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองโดยสงบได้ จะถือเป็นการเมือง "ภาคประชาชน" ได้หรือไม่? เพราะผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวล้วนเป็น "ประชาชน" อย่างไม่ต้องสงสัย

เช่นเดียวกับทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร ทหารก็จะออกมาย้ำเสมอว่าทหารก็คือ "ประชาชน" เมื่อรัฐบาลพลเรือนกำลังนำประเทศไปสู่ทิศทางที่ทหารเห็นว่าเป็นอันตราย จึงต้องออกมายึดอำนาจบ้านเมืองด้วยกำลังอาวุธ จะถือว่าการรัฐประหารก็เป็น "การเมืองภาคประชาชน" อย่างหนึ่งได้หรือไม่?

ยิ่งกว่านี้  การเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนเหล่านี้ ก็ล้วนทำด้วยสำนึกหรือแสดงว่าสำนึกในความเป็น "พลเมือง" อย่างชัดแจ้งทั้งสิ้น

ด้วยเหตุดังนั้นผมจึงพยายามหาทางที่จะนิยาม "การเมืองภาคประชาชน" ให้ชัดขึ้น และต่อไปนี้เป็นข้อเสนอของผมซึ่งอาจผิด แต่เราต้องเริ่มต้นด้วยความพยายามจะนิยามก่อนที่คำนี้จะถูกใช้อย่างไร้ความ หมาย

ผมคิดว่ามีลักษณะอย่างน้อยสามอย่างของการเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ "การเมืองภาคประชาชน" ต้องมี

1/ เพราะเป็นประชาชน จึงไร้อำนาจหรือมีอำนาจอันค่อนข้างใกล้เคียงกันในหมู่ผู้ร่วมเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวทางการเมืองของ "ภาคประชาชน" จึงต้องจัดองค์กรให้เป็นลักษณะแนวราบ หมายความว่า ไม่เพียงแต่ละคนและแต่ละองค์กร เข้ามาร่วมกันในการเคลื่อนไหวโดยสมัครใจเท่านั้น แต่ยังดำรงรักษาอัตลักษณ์, ผลประโยชน์, เป้าหมายของตนไว้โดยไม่เปลี่ยนแปลง เป้าหมายของตนต้องได้รับความสำคัญในการเคลื่อนไหวเท่าเทียมกับเป้าหมายขององค์กรอื่น

ดังเช่นการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจน ประกอบด้วยประเด็นปัญหาเป็นร้อย อันล้วนแต่เป็นเรื่องของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ ครอบคลุมทั่วประเทศและกลุ่มคนหลากหลายอย่างยิ่ง

และเพราะเป็นความ สัมพันธ์ในแนวราบ บุคคลหรือองค์กรอาจแยกตัวออกไปเคลื่อนไหวต่างหาก เมื่อพบหนทางการเคลื่อนไหวที่ได้ผลกว่าร่วมกับสมัชชาคนจนก็ได้ โดยไม่มีความรู้สึกเป็นอริต่อกัน

ในด้านการนำก็เช่นกัน "การเมืองภาคประชาชน" ไม่มี "แกนนำ" ที่เป็นกลุ่มก้อนจำนวนน้อย ซึ่งมีหน้าที่ตัดสินใจว่าจะเคลื่อนไหวต่อไปอย่างไร "แกนนำ" คือตัวแทนของกลุ่มองค์กรที่เคลื่อนไหวกับประเด็นปัญหาของตน ร่วมกันคิดและตัดสินใจในการเคลื่อนไหว บางครั้งก็จำเป็นต้องกลับไปถามหามติจากประชาชนที่ร่วมในการเคลื่อนไหว สมัชชาคนจนเรียกแกนนำเหล่านี้ว่า "พ่อครัวใหญ่" และที่ประชุมของพ่อครัวใหญ่ไม่อาจตัดสินใจแทนประชาชนที่ร่วมเคลื่อนไหวทั้ง หมดได้ในทุกกรณี หลายครั้งด้วยกัน ต้องกลับมาถามหามติกันใหม่อีกครั้ง เช่น ได้แค่นี้พอหรือยัง หรือจะชุมนุมต่อ เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ทำให้แตกต่าง จากการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ทำกันในระยะหลังนี้อย่างมาก เช่น ไม่มีใครที่เป็นผู้ออกทุนในการเคลื่อนไหวแต่เพียงผู้เดียวหรือกลุ่มเดียว ทุนเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกัน รวมทั้งการแบกครกจากบ้านมาตำส้มตำขายเลี้ยงตัว ก็เป็นส่วนหนึ่งของ "ทุน" เพื่อการเคลื่อนไหว

ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงเครือข่ายพันธมิตร ซึ่งแม้ไม่ได้เข้าร่วมการเคลื่อนไหว แต่ก็ให้ความอนุเคราะห์ด้วยวัสดุสิ่งของและกำลังใจทั่วประเทศ

ความ สัมพันธ์ภายในขององค์กรเคลื่อนไหวทางการเมืองของสองฝ่ายในปัจจุบัน ล้วนอยู่ในแนวดิ่ง ภายใต้การนำของผู้ที่เข้าถึง "ทุน" สำหรับการเคลื่อนไหว ผมคิดว่าห่างไกลลิบลับจาก "การเมืองภาคประชาชน" อย่างยิ่ง

2/ ด้วยเหตุผลที่กล่าวข้างต้น การเคลื่อนไหวในลักษณะ "การเมืองภาคประชาชน" จึงมีลักษณะลื่นไหลอย่างอิสระมากทีเดียว ดังที่กล่าวแล้วว่ากลุ่มองค์กรหรือแม้แต่บุคคลจะเข้าร่วมหรือออกจากการ เคลื่อนไหวได้อย่างอิสรเสรี ไม่มีฐานะที่แตกต่างกันระหว่างผู้เข้าร่วมแต่แรก หรือเข้าร่วมในภายหลัง แม้แต่เป้าหมายที่ตั้งไว้ก็สามารถลดหย่อนลงได้ในการเจรจา เพราะเป้าหมายปลายทางของ "การเมืองภาคประชาชน" คือการเคลื่อนไหว เพื่อให้ประชาชนที่ไร้อำนาจได้มีส่วนในการกำหนดนโยบายสาธารณะบ้าง ไม่ใช่การเรียกร้องค่าชดเชยจากการสร้างเขื่อน หรือการต่อต้านการประกาศเขตอุทยานฯทับที่ทำกิน ฯลฯ ลักษณะลื่นไหลเช่นนี้จึงมีความจำเป็นสำหรับเป้าหมายในระยะยาว

3/ สภาพภววิสัยของผู้เข้าร่วมใน "การเมืองภาคประชาชน" ซึ่งไร้อำนาจการเงิน, ไร้สื่อของตนเอง, ไร้ความเข้าใจของสาธารณชนรองรับ บังคับหรือกำหนดยุทธวิธีของการเคลื่อนไหวอย่างมาก

การดื้อแพ่งหรือ ที่เรียกกันในปัจจุบันว่า "อารยะขัดขืน" เป็นอาวุธสำคัญ เพราะ "การเมืองภาคประชาชน" ต้องการชี้ให้สังคมเห็นว่า มีหลักการแห่งความเป็นธรรมที่อยู่เหนือ "สถานะเดิม" (status quo) ทางกฎหมาย, เศรษฐกิจ, การปกครอง, การพัฒนา ฯลฯ ฉะนั้นจึงชุมนุมบนท้องถนน ซึ่งอาจทำความเดือดร้อนแก่ผู้ใช้ถนนคนอื่นบ้าง แต่ก็ช่วยตอกย้ำให้ระลึกถึงหลักธรรมบางอย่างที่อยู่เหนือกฎหมายจราจร ในขณะเดียวกัน ก็ระวังไม่ให้การกีดขวางการจราจรของตนรุนแรงขนาดที่ทำให้คนกรุงโกรธจนขาดสติ เพราะความขาดสติทำให้ไม่อาจสื่อหลักการแห่งความยุติธรรมที่ "การเมืองภาคประชาชน" ต้องการได้

ปีนทำเนียบ ก็เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ระบบการเมืองซึ่งไม่ใส่ใจต่อความทุกข์ยากของประชาชนนั้น ไม่ควรดำรงอยู่ต่อไป

และ เพราะดื้อแพ่ง จึงต้องพร้อมจะรับโทษทัณฑ์ (ทั้งถูกและผิดกฎหมาย) จากผู้มีอำนาจด้วย อาจโดนสุนัขตำรวจทำร้าย, อาจโดนกระบองตี, อาจโดนจับกลายเป็นคดี, อาจโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายทั้งร่างกายและทรัพย์สิน (ดังกรณีที่ชาวจะนะโดนที่หาดใหญ่) ทั้งหมดนี้ผู้เข้าร่วมใน "การเมืองภาคประชาชน" ยอมรับโดยดุษณี ไม่มีการเตรียมอาวุธไว้ต่อสู้ เพราะถึงอย่างไรก็สู้กับรัฐด้วยความรุนแรงไม่ได้ (จึงยากที่จะกล่าวว่าการเคลื่อนไหวของ พคท.เป็น "การเมืองภาคประชาชน" อย่างน้อยโดยยุทธวิธีก็ไม่น่าจะใช่ ยังไม่พูดถึงการเปลี่ยนระบบการปกครอง)

ยุทธวิธี ของ "การเมืองภาคประชาชน" เป็นยุทธวิธีของคนไร้อำนาจ นอกจากการดื้อแพ่งแล้ว ยังมีการกระทำอื่นเพื่อเป้าหมายอีกสองประการ หนึ่งคือการช่วงชิงพื้นที่ทางวัฒนธรรม เพราะความแตกต่างทางวัฒนธรรมของผู้เข้าร่วม (ไม่เฉพาะเป็นชาวใต้หรือชาวอีสานที่ต่างจากชาวกรุงเทพฯ แต่รวมถึงความเชื่อทางศาสนา, ศิลปะการแสดง, พิธีกรรม ฯลฯ) จึงจำเป็นจะต้องแสดงความเป็น "คน" ของตนให้ปรากฏในสำนึกของทั้งนักการเมืองและคนชั้นกลาง และสองซึ่งเชื่อมโยงกับข้อหนึ่ง คือการแสวงหาการยอมรับนับถือ (respectability) อันเป็นกุญแจสำคัญในการชิงเอาการรับฟังมาอยู่กับตนบ้าง

แม้ผมเห็นว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองในลักษณะมวลชนในปัจจุบันของทุกฝ่าย ไม่ใช่ "การเมืองภาคประชาชน" ดังที่กล่าวอ้าง แต่ผมคิดว่าการฉ้อฉลคำว่า "การเมืองภาคประชาชน" ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในตอนนี้ "ม็อบ" เกษตรกรที่เข้ากรุงด้วยรถอีแต๋น และชุมนุมกันที่สวนจตุจักร ก่อนการรัฐประหารน่าจะเป็นกลุ่มแรกที่เริ่มฉ้อฉลคำนี้ก่อน

หากไม่สามารถทวงคืนคำ "การเมืองภาคประชาชน" กลับมาได้ คำนี้ก็เป็นคำขยะอีกคำหนึ่งเท่านั้

……………………………………………
ที่มา: มติชนรายวัน วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11090