คติที่ ๑๗ ขึ้นชื่อว่าโทษแล้ว แม้เท่าปลายผมอย่าให้กระเซ็นถูก ฯ

คติธรรมของหลวงพ่อเป็นคติปฏิบัติ

คติที่ ๑๗ ขึ้นชื่อว่าโทษแล้ว  แม้เท่าปลายผมอย่าให้กระเซ็นถูก ฯ
                       

                               ขึ้นชื่อว่าโทษแล้ว แม้เท่าปลายผม ปลายขน

อย่าให้กระเซ็นถูก หากถูกเข้า จะเกิดความมัวหมอง

     อุปมาว่าอุจจาระเป็นของเหม็น แม้มีขนาดเท่าปลายเส้นผมหรือเท่าปลายขน กระเซ็นไปถูกอะไร ก็จะส่งกลิ่นที่นั่น กว่าจะให้ความเหม็นหมดไป ถึงกับต้องเช็ดหรือล้างน้ำ บางทีเช็ดเท่าไรไม่หายเหม็น แม้ล้างเท่าไรก็ยังมีกลิ่นติดอยู่นิด ๆ ความเหม็นที่ยังมีนิดๆ นี่เองคือ ความมัวหมอง ความเหม็นไปอยู่ที่ใด ที่นั่นก็มัวหมอง

     ยาเสพติดก็ดี เชื้อโรคก็ดี ยาพิษก็ดี เป็นโทษทั้งนั้น เพราะเกิดโทษแก่ผู้สัมผัส

     โทษคืออะไร โทษคือสิ่งที่เกิดจากทุกข์ อะไรที่จะให้ผลเป็นทุกข์ เป็นโทษทั้งนั้น โทษที่ส่งผลร้ายที่สุดคืออะไร คือ อบายมุขและคบคนชั่วเป็นมิตร

     หลวงพ่อท่านเน้น ให้ห่างจากคนชั่ว ให้ห่างจากอบายมุข เรื่องของอบายมุข 6 มีสอนในโรงเรียนแล้ว เราเข้าใจกันทั้งนั้น และเรื่องคนพาล มิตรแท้ มิตรเทียม เราก็เรียนกันมาแล้วในโรงเรียน แม้ถึงอย่างนั้น เราก็ยังพบคนชั่วในชีวิตประจำวันของเรา เพราะไม่มีเครื่องหมายบอกว่าเขาเป็นคนชั่ว เวลาที่เขามาติดต่อเรา เขาก็แต่งตัวเรียบร้อย พูดจาดี เราก็อนุญาตให้เขาพักค้างศาลาวัด แต่พอได้จังหวะ เขาก็ขโมยพระพุทธรูปของวัดไป

     แม้โบราณจะสอนให้ดูคน สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล เราก็เคยเรียนรู้มา

     “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล คบคนชั่ว พอตัวให้อับจน” เราก็เคยเรียนมา

     คราวนี้มาดูธนาคาร พอมีตำแหน่งเป็นใหญ่ขึ้นมา เงินธนาคารหายไป จนธนาคารตั้งอยู่ไม่ได้ นี่คือข่าวที่เราทราบจากหนังสือพิมพ์ ลูกฆ่าพ่อเพื่อเอามรดก เราก็ทราบจากหนังสือพิมพ์เช่นเดียวกัน

     ตามที่บรรยายมานี้ เรื่องของคนชั่วทั้งนั้น คนชั่วทำให้เกิดทุกข์ได้ทั้งนั้น ปัญหาอยู่ที่ว่า เราจะห่างคนชั่วได้อย่างไร และเราจะทราบได้อย่างไรว่าเขาเป็นคนชั่ว

     บางคนแต่งกายเรียบร้อย มีตำแหน่งหน้าที่ มีฐานะความเป็นอยู่ดีมาก แต่เข้าที่ไหน วงแตกที่นั่น กว่าเราจะรู้ว่าเขาชั่ว คนของเราแตกกันหมดแล้ว งานของเราเสียหมดแล้ว กรณีอย่างนี้ เราจะรู้ได้อย่างไร จนปัญญาจริง ๆ

     นี่คือ ความหมายทั่วไป หลวงพ่อท่านสอน เราจะระวังได้แค่ไหน ก็สุดแต่เราจะพิจารณา

     แต่หลวงพ่อท่านมีวิธีดูคน วิธีของท่านคือ ดูดวงธรรมของเขาผู้นั้น ถ้าดวงธรรมใส หลวงพ่อจะรับเข้าวัด

     เวลาที่พระเณรจะมาอยู่วัดปากน้ำ หลวงพ่อท่านจะชูนิ้ว 3 นิ้ว ถ้าจะอยู่ด้วยกันต้องเลือกเรียนอย่างหนึ่งอย่างใด จะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ คือ 1. นักธรรม 2. บาลี 3. ภาวนา ขณะที่หลวงพ่อสนทนานั้น ท่านดูดวงธรรมไปด้วยตามแนววิชาธรรมกาย ท่านใดดวงธรรมใส หลวงพ่อจะรับไว้ ท่านใดดวงธรรมไม่ใส หลวงพ่อจะอิดเอือนแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะประเภทดวงไม่ใสนี้ สักวันหนึ่งก็ต้องก่อเรื่อง สุดท้ายความเดือดร้อนก็มาถึงผู้ปกครอง แม้ถึงอย่างนี้ ยังมีหลงหูหลงตา

     เมื่อเราจะอยู่ร่วมกันเป็นบริษัท ศึกษาเล่าเรียนกันให้ราบรื่น ก็อย่าให้คนชั่วแปลกปลอมเข้ามา มีคนชั่วปนมาเพียงคนเดียว สักวันหนึ่งก็ต้องปั่นป่วน กว่าจะสงบได้ เราเดือดร้อนกันทั้งนั้น จำคำของหลวงพ่อไว้ เป็นการเตือนสติเรา ขึ้นชื่อว่าโทษแล้ว แม้เท่าปลายผม ปลายขน อย่าให้กระเซ็นถูก หากถูกเข้าแล้ว จะเกิดความมัวหมอง

************************************************************
ข้อมูลจาก หนังสือคติธรรม  คตินิยม  การดำเนินชีวิต  ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน คติธรรม คตินิยม ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ

คำสำคัญ (Tags)#คติธรรม#หลวงพ่อวัดปากน้ำ#ชมรมพัฒนาใจให้สว่างใส#ปราชญ์ขยะ#คุณสมถะ

หมายเลขบันทึก: 215316, เขียน: 09 Oct 2008 @ 20:44 (), แก้ไข: 12 Feb 2012 @ 02:37 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)