ดัดแปลงจาก บทความวิทยุ ม.นเรศวร กันยายน 2551 โดยสมชาย แสงอำนาจเดช

สุกใส กับวัคซีน

เมื่อเอ่ยถึง สุกใส คนส่วนใหญ่มักจะรู้จักกันดี เพราะพบเห็นได้บ่อยตลอดปี

ทบทวนเกี่ยวกับสุกใส

  • สุกใส คือโรคติดเชื้อไวรัส ที่แสดงอาการส่วนใหญ่ที่ผิวหนัง
  • เกิดได้ตลอดทั้งปี มักเกิดช่วงปลายหน้าหนาว 
  • การระบาดมักเกิดในเด็กนักเรียนส่วนมากเมื่อเข้าโรงเรียนปีแรก
  • ไวรัสนี้แพร่ติดต่อได้ง่าย การแพร่ของเชื้อเกิดจากการสูดหายใจเอาเชื้อเข้าไป หรือจากการสัมผัสแผล ผิวหนังผู้ป่วย หรือแม้แต่ของอะไรก็ตามที่มีเชื้อติดอยู่ (fomite)
  • เชื้อใช้เวลาฟักตัว 10-20 วัน ปกติ 2 สัปดาห์ แล้วแพร่กระจายผ่านทางน้ำเหลืองและเลือด ไปเพิ่มจำนวนในเม็ดเลือดขาว และเซลที่หลอดเลือด
  • เมื่อเพิ่มจำนวนในผิวหนังจะเกิดผื่น ผื่นจะเริ่มที่ลำตัวก่อนแล้วกระจายไป ตุ่มน้ำใสเต็มไปด้วยไวรัส มักไม่เจ็บแต่คัน เกาอาจเป็นแผลเป็น ถ้าเป็นในผู้ใหญ่อาการจะรุนแรงกว่าในเด็ก
  • จากนั้นไวรัสเข้า ไปตามเส้นประสาทแอกซอน ไปสู่ปมประสาท และหลบแฝงตัวอยู่
  • การติดเชื้อครั้งแรก ตามปกติร่างกายควบคุมไวรัสได้อย่างรวดเร็วโดยใช้ภูมิคุ้มกันด้านเซล (T cell)
  • เมื่อหายแล้วมีภูมิคุ้มกันจะคงอยู่นาน แต่อาจเกิดการติดเชื้อซ้ำๆ ที่ไม่แสดงอาการได้ หรืออาจมีอาการเล็กน้อยได้โดยเฉพาะในคนที่เป็นภูมิคุ้มกันบกพร่อง

    ไวรัสชนิดนี้ สามารถเข้าไปหลบแฝงตัวในร่างกายได้

  • โดยไวรัสเข้าไปแฝงตัวในปมประสาท พบมากที่สุดที่ ปมเส้นรวมรับความรู้สึกที่ใบหน้า และปมประสาทที่ รวมเส้นประสาทรับมาจากบริเวณช่วงอก และอยู่ในร่างกายของเราตลอดไป
  • ไวรัสจะพร้อมที่จะออกมาเมื่อร่างกายอ่อนแอ มีภูมิคุ้มกันต่ำ ไวรัสจะเพิ่มจำนวนในเซลประสาทที่แฝงตัว  และทำลายเซลประสาทก่อนที่จะเกิดผื่น เกิดผื่นตุ่มน้ำใสทั่วบริเวณที่เส้นประสาทที่เกี่ยวข้องอยู่ เกิดเป็นโรคที่เรียกว่า งูสวัส ภาษาอังกฤษเรียกว่า เฮอร์ปีส ซอสเตอร์ (Herpes zoster)
  • การเป็นงูสวัสไม่ได้เกิดกับทุกคนที่เคยเป็นสุกใส เกิดเพียง 10-20% (บางรายงานว่า 30%) ของคนที่เคยเป็นเท่านั้น และมักเป็นในผู้สูงอายุ
  • โดยทุกๆปี จะพบประมาณ 1 ใน 100 คน ของคนที่มีอายุ 50-60 ปี และจะพบมากขึ้นๆ ในผู้ที่มีอายุมากขึ้น ทั้งนี้อาจมีสาเหตุจากมีภูมิคุ้มกันด้านเซลล์ลดลง ซึ่งพบบ่อยใน ผู้ป่วยเม็ดเลือดขาวหรือมะเร็งชนิดอื่น หรือได้ยากดภูมิคุ้มกัน ฉายแสง หรือบาดเจ็บที่สันหลัง
  • งูสวัส มักเกิดที่ลำตัวหรือใบหน้ารวมทั้งตา อาการปวดมักปวดมากเป็นเวลา2-3สัปดาห์ แต่อาการปวดบริเวณต่างๆที่เส้นประสาทที่เกี่ยวข้องไปเลี้ยงอยู่ (postherpetic neuralgia) ซึ่งจะเกิดในประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 60 ปีและเกิดอยู่เป็นเวลานานหลายเดือน

    ความรุนแรงของโรค

  • คนปกติส่วนมาก หลังจากได้รับการดูแลรักษาพื้นฐาน ก็ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ
  • ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดได้ คือ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน ติดเชื้อผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อน ปอดบวม ภาวะพร่องน้ำ สมองอักเสบ
  • โดยภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยมากที่สุดที่นำไปสู่การเสียชีวิต คือ ปอดบวม ภาวะแทรกซ้อนของประสาทส่วนกลาง (รวมทั้งสมองอักเสบ) การติดเชื้อแบคทีเรีย และภาวะเลือดออก
  • ภาวะโรครุนแรง จะพบในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันด้านเซลต่ำ ไม่ว่าเป็นแต่กำเนิดหรือเนื่องจากเป็นมะเร็ง เช่น  มะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้ที่ได้รับยาต้านมะเร็ง ยาสเตียรอยด์ นอกจากนี้แผลผื่นอาจเน่า และมีเลือดออก  เชื้ออาจกระจายไปยังอวัยวะต่างๆ เช่น ปอด ตับ สมอง

    กรณีที่การติดเชื้อของหญิงมีครรภ์

    ถ้าหญิงมีครรภ์ไม่เคยติดเชื้อตั้งแต่เด็ก อาจเกิดโรครุนแรงและอาจมีผลต่อทารกในครรภ์

    เมื่อมารดาไม่มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส ทารกที่เกิดใหม่ก็ไม่ได้ภูมิคุ้มกันจากมารดา อาจติดเชื้อแพร่กระจาย

ดังนั้นหญิงมีครรภ์ควรได้รับการดูแลใกล้ชิดจากแพทย์

การดูแลรักษา

คือ รักษาตามอาการ ป้องกันการคัน เกา ติดเชื้อแทรกซ้อน ในรายที่รุนแรงมียารักษา
    ไม่ใช้ยาแอสไพริน
    ถ้าเด็กกำลังมีตุ่มน้ำใสให้พักอยู่กับบ้านไม่ต้องไปโรงเรียนจนกว่าแผลแห้ง


    วัคซีน

แบ่งเป็น สองประเภท

  1. วัคซีน ชนิดที่ให้ภูมิคุ้มกันทันที (สร้างภูมิคุ้มกันทางลัด) ถ้าหญิงมีครรภ์ สัมผัสโรคมาไม่เกิน 3 วันควรได้รับวัคซีนแซด-ไอ-จี (ZIG) และในผู้ป่วยภูมิบกพร่อง ที่เสี่ยงต่อโรค เช่น เด็กเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว
  2. วัคซีน ชนิดกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นเชื้ออ่อนกำลัง
  • วัคซีน  สายพันธุ์ oka  เข็มเดียว ให้ผลป้องกันโรคได้หลายปี
  • วัคซีนได้ใช้กันมามากกว่า 55 ล้านเข็ม รายงานการศึกษาในสหรัฐฯ พบว่าตั้งแต่ใช้วัคซีนตั้งแต่ พ.ศ. 2538 รวมเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว  พบว่าการเกิดโรคลดลง การป่วยที่ต้องเข้าโรงพยาบาล การเสียชีวิต รวมทั้งค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ ลดลงชัดเจน
  • อาการไม่พึงประสงค์ที่ไม่รุนแรงส่วนมาก (2 ใน 3 ของรายงาน) เกิดผื่น เป็นไข้ และปฏิกิริยาบริเวณฉีด เช่นรอยแดง เจ็บหรือกดเจ็บ บวมหรือคัน
  • อาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง พบได้ไม่บ่อย คือ ปอดบวม ตับอักเสบ และสุกใสรุนแรง
  • วัคซีนอาจรวมกับวัคซีนป้องกันหัด คางทูมและหัดเยอรมัน (MMRV) อยู่ในเข็มเดียว หรือแยกเดี่ยวๆ
  • วัคซีนชนิดนี้กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันทั้งแอนติบอดีและเซลต้านทาน
  • เดิมทีให้ครั้งเดียว ปัจจุบันแนะนำให้ให้ 2 ครั้ง  ครั้งแรกเมื่อ 12-15 เดือน และครั้งที่สอง 4-6 ขวบ จะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น   
  • นอกจากนี้ยังมีวัคซีนที่มุ่งใช้กับผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีสำหรับป้องกันงูสวัส เรียกว่า Zostavax ของ   บริษัทเมอร์ค ซึ่งจะมีไวรัสในปริมาณสูงกว่า ProQuad และ Varivax เป็นปริมาณมากๆ วัคซีนชนิดนี้ไม่ควรใช้กับผู้ป่วยวัณโรค หญิงมีครรภ์ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ได้รับยาสเตียรอยด์



References and more info.

  1. Mona Marin, M.D., H. Cody Meissner, M.D., Jane F. Seward, MBBS, MPH.  Varicella Prevention in the United States: A Review of Successes and Challenges. PEDIATRICS. Volume 122, Number 3, September 2008.
  2. David W. Kimberlin, M.D., and Richard J. Whitley, M.D. Varicella–Zoster Vaccine for the Prevention of Herpes Zoster. N. Engl J Med 356;13 www.nejm.org march 29, 2007.
  3. http://en.wikipedia.org/wiki/Trigeminal_neuralgia
  4. http://en.wikipedia.org/wiki/Trigeminal


อาจมาเพิ่มเติมอีกภายหลังครับ