ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย...

ทำไมมนุษย์จึงยอมตัวอยู่ภายใต้ “การจองจำของสังคม” ซึ่งมีแต่ความหลอกหลอน สับปรับ และแปรผัน
ทำไมมนุษย์จึงยอมตัวเป็น “ทาษของสังคม” จนแทบจะกระดิกกระเดี้ยตัวไม่ได้ จะทำอะไร จะคิดอะไร ก็ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของสังคมไปเสียหมด


“สังคมจึงกลายเป็นเครื่องจองจำชีวิต” ที่มนุษย์ซึ่งสำคัญตัวว่าเจริญแล้วช่วยการสร้างขึ้นเพื่อผูกมัดตัวเองให้อึดอัด รำคาญ

มนุษย์ยิ่งเจริญขึ้นก็ดูเหมือนจะมีเสรีภาพน้อยลงทั้งทางกายและทางใจ

ดู ๆ แล้วความสะดวกสบายและเสรีภาพของมนุษย์จะสู้สัตว์เดรัจฉานบางประเภทไม่ได้ ที่มันมีเสรีภาพที่จะทำอะไรตามใจชอบอยู่เสมอ
ดูอย่างเช่นฝูงวิหคนกกา
มนุษย์เราเจริญกว่าสัตว์ตามที่มนุษย์เราเองชอบพูดกัน แต่ดูเหมือนพวกเราจะมีความสุขน้อยกว่าสัตว์ ภาระใหญ่ที่ต้องแบกไว้คือ เรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ “มันเป็นภาระหนักยิ่งของมนุษยชาติ”

สัตว์เดรัจฉานตัดไปได้อย่างหนึ่งคือ เรื่องเกียรติ คงเหลือแต่เรื่องกามและเรื่องกิน
นักพรตอย่างพวกเธอนี้ ตัดไปได้อีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องกาม คงเหลือแต่เรื่องกินอย่างเดียว ปลดภาระไปได้อีกมาก

แต่การกินอย่างนักพรตกับการกินของผู้บริโภคกาม ก็ดูเหมือนจะบริโภคแตกต่างกันอยู่
ผู้บริโภคกามและยังหนาแน่นอยู่ด้วยโลกีย์วิสัย “บริโภคเพื่อยุกามให้กำเริบ” จะต้องกินอย่างมีเกียรติ กินให้สมเกียรติ มิใช่กินเพียงเพื่อให้ร่างกายนี้ดำรงอยู่ได้อย่างสมณะ

ความจริงร่างกายคนเรามิได้ต้องการอาหารอะไรมากนัก
เมื่อหิวร่างกายก็ต้องการอาหารเพียงเพื่อบำบัดความหิวเท่านั้น
แต่เมื่อมีเกียรติเข้ามาบวกด้วย จึงกลายเป็นเรื่อง “กินอย่างเกียรติยศ”
และแล้วก็มีภาระตามมาอย่างหนักหน่วง

คนจำนวนมากเบื่อเรื่องนี้ แต่จำต้องทำเหมือนโคหรือควายที่เหนื่อยหน่ายต่อแอกและไถ
แต่จำใจต้องลากมันไป ลากมันไป อนิจจา...(พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน)