|
เรื่องเล่าจากงานสมาม |
โดย อัษฎาวุธ มงคลแก้ว (สวน)
ผู้ประสานงานพื้นที่
“จาวไฮ่ จาวนาบ่าเดี่ยวนี้อยู่ยาก ค่าน้ำมันแปง ค่าปุ๋ย ค่ายาก็แปง ค่าอยู่ค่ากิ๋นแปงไปเหียหมด เหียเสี้ยง ผลผลิตเฮาออกมาจะไปขายหื้อเขา ราคามันซ่ำถูก กึดอะยั๋งกะบ่อลุกละ” เสียงสะท้อนปัญหาจากการดำรงชีพของเกษตรกรพันธสัญญาผู้ปลูกฝรั่ง คนหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เอ่ยขึ้นมา หลังจากที่ได้นั่งคุยกันเรื่องทางออกของเกษตรกรในระบบพันธสัญญา เมื่อปลายปีที่แล้ว คำถามที่แว๊บ..เข้ามาในตอนนั้นคือทำไมรัฐบาลไม่จัดการคุมค่าปุ๋ย ค่าอยู่ ค่ากิน ของชาวบ้านตาดำ ๆ หรือจะปล่อยให้ชาวบ้านแห้งเหี่ยวไปทุกวัน ๆ อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ
มาสะดุดกับคำถามนี้อีกครั้งหลังจากที่ได้ไปติดตามงานในพื้นที่ ภาคอิสาน พี่น้องเกษตรกรพันธสัญญาที่นั่นบอกว่า “ตอนนี่หมู่ข่อย เซา(เลิก)ปลูกบักแตง (แตงกวา) บักนอย (บวบเหลี่ยม) เอาเม็ด (เมล็ด) ส่งบริษัทแล่ว สู้ปลูกแบบอินทรีย์ขายเองตามหมู่บ้านไม่ได้” พี่น้องแรงงานนอกระบบ กลุ่มผู้เพาะเมล็ดพันธุ์พืชส่งบริษัท บ้านโนนเรือ ได้สะท้อนปัญหาให้ฟัง พี่ภัยมณี แกนนำกลุ่มอธิบายว่า “ก่อนหน้านี้ได้เอาเมล็ดพันธุ์พืชส่งให้บริษัท พอเพาะเสร็จก็ส่งขายให้ กับบริษัท ก็ได้ตังค์มั่ง ได้แต่ไม่เต็มจำนวนมั่ง หรือไม่ได้เลยก็มี เขาอ้างว่าความงอกของเราไม่ดี แต่เขาก็ไม่เคยจะส่งเมล็ดพันธุ์นั้นคืนให้กับเราเลย” ซึ่งก็ตรงกับการแลกเปลี่ยนกับพี่อินแปลง และพ่อเปลี่ยน
บ้านโนนเรือ เป็นหมู่บ้านหนึ่งในจังหวัดสกลนคร ประชากรส่วนหนึ่งเป็นชาติพันธุ์ญ้อ อยู่ด้วยกันด้วยความเป็นพี่น้องสายสัมพันธ์เดียวกัน สำหรับงานเกษตรกรรมแล้ว น้ำที่นี่มีใช้ได้ตลอดปี เนื่องจากเป็นพื้นที่ชลประทานจากเขื่อนน้ำอูน ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก จากการเยี่ยมบ้านพี่อินแปลง พี่แต๋วเมียพี่อินแปลงก็เอาผลไม้ชนิดหนึ่งมาให้ “กินบักเม่า บ่หล่า” (บักเม่า หรือ ต้นเม่า หรือ มะเม่า หรือ หมากเม่า มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Antidesma thwaitesianum เป็นไม้ในสายพันธุ์เบอร์รี่ ซึ่งมีอยู่ในป่าตามธรรมชาติในทั่วทุกภาคในประเทศไทย โดยแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่าง คือ ขนาดของผล โดยเม่าในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีขนาดผลใหญ่กว่าภาคอื่น ซึ่งเรียกกันในท้องถิ่นว่า เม่าหลวง ผลไม้ในสายพันธุ์นี้ได้รับความนิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในการนำมาแปรรูปเป็นน้ำผลไม้เข้มข้น โดยนิยมดื่มเพื่อบำรุงสุขภาพ เนื่องจากมีสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และอื่นๆที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีวางจำหน่าย เช่น " วีต้าเบอร์รี่" ผลิตโดยบริษัทแบรนด์ ซึ่งผลิตจากผลเบอร์รี่ต่างประเทศ) จากที่ได้นั่งคุยกับพี่อินแปลงกับเมียของแก ได้ประมาณชั่วโมงเศษ ก็มีเพื่อนบ้านเอานมวัวผ่านการพาจเจอร์ไร้ท์ เตรียมส่งขายในตลาดมาให้คณะติดตามได้กินอย่างอิ่มหน่ำสำราญกันไปตาม ๆ กัน
ด้วยเหตุจากการเป็นหมู่บ้านที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ หมู่บ้านโนนเรือ จึงเป็นที่ต้องตาต้องใจของบริษัทเพาะเมล็ดพันธุ์มาว่าจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์ผักในรูปแบบพันธสัญญา “บริษัทหมู่นี่เอาเม็ดผักของเฮาไป แล่วบ่จ่ายเงินให่เฮา หลายเทือแล่ว เขาบอกวามันบ่ได่มาตรความงอก” พ่อเปลี่ยนเล่าให้ฟังถึงปัญหาที่มักจะถูกบริษัทเบี้ยวค่าเมล็ดพันธุ์ “โดนเข่า ๆ (นานเข้า ๆ) เฮากะเซาเฮ็ดท่อนั่นตั๊ว” พ่อเปลี่ยนเล่าให้ฟังต่อด้วยความอัดอั้น เกษตรกรในระบบพันธสัญญาผู้เพาะเมล็ดจำนวน 18 ครัวเรือนในหมู่บ้านโนนเรือ ได้รวมตัวกันเลิกผลิตส่งให้กับบริษัท ต่างคนก็มาปรึกษาหารือกันและรวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่มปลูกพืชโดยใช้ระบบอินทรีย์ทั้งหมด “เฮากะหักดิบเลย เซาใซ่สารเคมีทันที ปีแรก ๆ กะต้องยอมขาดทุน แต่ปีที่ 3 ที่ 4 ได่ผลผลิตดีขึ้นเรื่อย ๆ เฮาเอาเทคนิคเก่าตอนเฮ็ดเกษตรเคมี มาเฮ็ดในเกษตรอินทรีย์ ต้นไม่แฮ่งแข็งแรงกว่าเก่าอีก” พี่ภัยมณี เล่าให้ฟังถึงเรื่องช่วงเปลี่ยนผ่านการเลิกใช้สารเคมี ซึ่งแกเอาเทคนิคการเพาะเมล็ดมาจากบริษัท มีต้นมะเขือ โดยวิธีการเสียบต้น “เพาะต้นบักเขือเครือ (มะเขือเทศ) พร่อมกับเพราะต้นบักเขือเปราะ ประมาณ 7 มื่อ (วัน) แล่วกะตัดต้นบักเขือเปราะทิ่ม เหลือไว่แต่ตอจัก 7 เซ็น แล่วกะตัดเอาต้นบักเขือเทศไปเสียบใส่แทน แล่วกะเก็บไว้ในห้องปลอดเชื้อจัก 1 เดือน กะสามารถเอาออกไปปลูกได่ ” พี่ภัยมณีแนะนำเทคนิคที่แกได้เรียนรู้จากบริษัทแล้วนำมาปรับใช้ให้เป็นวิธีการทำแบบอินทรีย์ ให้ได้ต้นพันธุ์ที่แข็งแรงทนต่อโรคและได้รากที่หากินได้ไกลขึ้น นอกจากนี้ที่บ้านโนนเรือยังทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง ทำดินสำหรับเพาะต้นกล้าจากเศษพืช โดยรวมตัวออมเงินซื้อเครื่องบดเศษพืชได้ 1 เครื่อง และมีแนวคิดที่จะจัดสวัสดิการสำหรับกลุ่มผู้ปลูกผักอินทรีย์ด้วย
“ตอนนี่เรื่องเทคนิคการปลูกเฮาเฮ็ดได่แล่ว เหลือแต่เรื่องการขายนั่นหล่ะ ตอนนี่กำลังติดต่อขายในอำเภอ คนเขากำลังฮิตผักอินทรีย์กัน” พ่อเปลี่ยนเสริมขึ้นถึงเรื่องการกระจายผลผลิต และได้สรุปให้เราฟังว่า “ความเป็นอยู่เฮาไคขึ้น(ดีขึ้น) จักหน่อย บ่ต้องยานว่าสิโดนเอาเปรียบจากบริษัทแล่ว เฮ็ดขายเองสบายใจกว่า” ภาพสะท้อนของการต่อรองการผลิตของพี่น้องแรงงานนอกระบบบ้านโนนเรือ ผ่านการต่อรองกับบริษัทในรูปแบบการเลิกผลิตในรูปแบบพันธสัญญา และเลือกวิธีการผลิตในรูปแบบที่ลดการถูกเอาเปรียบ
ในวันนี้ แม้ว่าทางออกของเกษตรกรจำนวน 18 ครัวเรือนนี้จะยังไม่ประสบผลสำเร็จที่สามารถเป็นตัวอย่างให้กับแรงงานนอกระบบในพื้นที่อื่น ๆ ได้ถอดบทเรียนเพื่อที่จะเอาไปเป็นแบบอย่างได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นการเริ่มต้นของการสร้างทางเลือกให้กับคุณภาพชีวิตของตัวเอง โดยการหันมาดูทรัพยากรที่หลากหลายที่มีอยู่แล้วในชุมชน ต้องบอกว่าของ ๆ เรา ทำไมไม่สร้างประโยชน์ให้กับเรา เอาไปสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นให้เขามาเอาเปรียบเราทำไป
เป็นเรื่องน่าสนใจมากครับ หากอยากเดินทางไปศึกษาดูงานสามารถติดต่อได้ที่ใครได้บ้างครับ ผมกำลังศึกษาเกี่ยวกับเกษตรกรใต้บรรษัทเมล็ดพันธุ์ที่น่าน
บทความชิ้นนี้ผมเขียนไว้นานมากแล้ว และผมลืมรหัสผ่านเข้าสู่เว็บนี้ไปแล้ว ยังไงถ้าอยากได้ข้อมูลช่วยส่ง E-mail มาที่ [email protected] นะครับ