การให้บริการเก็บขนขยะของท้องถิ่นในปัจจุบันเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนขาดความรับผิดชอบในการผลิตขยะของตนเอง  ประชาชนจะผลิตขยะประเภทไหนท้องถิ่นก็บริการเก็บให้ เมื่อขยะถูกปล่อยจากมือลงถังขยะเมื่อไรเมื่อนั้นความรับผิดชอบก็ตกไปอยู่กับท้องถิ่นที่เก็บขยะ  ประชาชนจึงสร้างขยะได้โดยเสรีไม่มีข้อจำกัด ขยะจึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ การให้ประชาชนแยกขยะจึงเป็นเรื่องยาก  
        ถ้าประชาชนรู้จักแยกขยะและจัดการขยะที่ตนเองสร้างปัญหาขยะจะลดน้อยลงหรืออาจไม่มีเลย มีคนพูดว่ากองขยะคือเหมืองแร่  ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วก็น่าจะจริงเพราะว่าบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ เป็น สังกะสี อลูมิเนียม เหล็ก หรือขยะที่เป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าก็มีทองแตง ตะกั่ว ถ้านำไปหลอมใหม่ก็ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมารวดเร็วกว่าการไปขุดแร่เหล็กหรือแร่สังกะสีมาถลุง ขยะประเภทขวดพลาสติก  ขวดแก้วก็นำไปรีไซเคิลได้ ขยะอินทรีย์ก็สามารถนำไปหมักทำเป็นปุ๋ยได้ ถุงพลาสติกที่สะอาดรวมไว้ก็ขายได้  กล่องนมผ่าล้างสะอาดก็ขายได้ จะเห็นได้ว่าถ้าประชาชนแยกขยะแล้วภาระการเก็บขนขยะของท้องถิ่นจะเหลือน้อย ยิ่งถ้าท้องถิ่นใดเป็นพื้นที่เกษตรกรรม สามารถส่งเสริมให้เกษตรกรทำปุ๋ยชีวภาพจากขยะ  เกษตรกรอาจเป็นผู้รับขนขยะอินทรีย์ให้กับท้องถิ่นทำให้ท้องถิ่นประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นท้องถิ่นส่วนใหญ่จะมีสวนสาธารณะก็สามารถนำขยะอินทรีย์ไปหมักเป็นปุ๋ยใช้กับสวนสาธารณะ  หรือบางแห่งมีที่สาธารณะอยู่ในความดูแลก็อาจสร้างเป็นแหล่งทดลองปลูกพืชผักปลอดสารพิษ แปลงเกษตรทดลองต่าง ๆ ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ประชาชนในท้องถิ่นได้ศึกษาเรียนรู้และได้ใช้ประโยชน์  การจัดการขยะก็จะไม่เป็นปัญหากับท้องถิ่นอีกต่อไป
        บางทีการซื้อรถขนขยะ  การจ้างคนขนขยะอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกทางก็ได้  ลองเอาเงินค่าซื้อรถขนขยะหรือค่าจ้างคนขนขยะมาสร้างให้คนแยกขยะดูบ้างก็น่าจะดี