แวะเข้าไปอ่านของ ดร.สาโรช บุญยกิจสมบัติ มาได้ข้อคิดเกี่ยวกับงานวิจัยดีดีครับ

ยุคนี้ต้องยอมรับว่าการวิจัยเป็นเรื่องที่จำเป็นเพื่อการพัฒนาประเทศในระยะสั้นและระยะยาว แต่ดูเหมือนว่าผู้คนในสังคมส่วนใหญ่รวมถึงภาคเอกชนของเราเองกลับสะท้อนความคิดเห็นมายังกลุ่มนักวิจัยภาครัฐกลุ่มใหญ่ ซึ่งหมายถึงอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้นว่างานวิจัยส่วนใหญ่ขึ้นหิ้งและไม่ค่อยมีประโยชน์
 
  ปัญหางานวิจัยขึ้นหิ้งที่ว่านี้เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและคงจะต้องใช้เวลานานพอสมควรในการกอบกู้ศักดิ์ศรีของนักวิจัยไทยกลับมา และทุกคนที่กำลังทำหน้าที่นักวิจัยอยู่ก็มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานี้ร่วมกัน   
   
“ทำอย่างไรงานวิจัยจึงจะไม่ขึ้นหิ้ง?” คำถามนี้สามารถแปลกลับมาเป็นคำถามใหม่ได้ว่า “ทำอย่างไรงานวิจัยจึงจะมีประโยชน์และคนในสังคมรับทราบ?”  โจทย์นี้น่าสนใจเพราะว่างานวิจัยที่ทุกคนทำอยู่นี้ก็ต้องมีประโยชน์อยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นเราจะทำหรือ แต่หากคนในสังคมไม่รับทราบก็จะเกิดปัญหาเพราะว่าเขาคือผู้ประเมิน    
      
ทำอย่างไรงานวิจัยของเราจึงจะอยู่ในความสนใจของประชาชนและถูกประเมินว่ามีประโยชน์จริง? ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมตอบว่างานวิจัยนั้นต้องเป็นประโยชน์ประชาชนและประเทศชาติในปัจจุบันอย่างจับต้องได้ ส่วนงานวิจัยที่จะเป็นประโยชน์ในอนาคตนั้น ความน่าสนใจจะน้อยกว่าเป็นธรรมดา อย่างไรก็ตามเมื่อประโยชน์ในอนาคตมาถึง ก็จำเป็นต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่าเป็นผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่องยาวนาน งานวิจัยเพื่ออนาคตนั้นๆก็จะได้รับเครดิตเช่นกัน   
 

ขอแสดงจุดยืนอย่างนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยแบบ Basic Research หรือ Application Research โดยภาพรวมย่อมมีความสำคัญต่อประเทศชาติทั้งนั้น แต่ในฐานะบุคคลนั้นงานวิจัยที่กำลังทำอยู่ต้องมีเป้าหมายต่อเนื่องไปสู่ขั้นสุดท้ายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยมีระยะเวลาที่กำหนดไว้ในใจ ส่วนการเริ่มงานวิจัยนั้นจะเริ่มที่ Basic Research หรือ Application Research ก่อนนั้น ไม่คำตอบที่แน่นอนตายตัว ขึ้นกับกลยุทธ์การวางแผนวิจัยและโอกาสที่ได้รับครับ เพราะสุดท้ายงานวิจัยจะต้องเป็นแบบวนรอบนั่นคือ Basic  Application  Basic … หรือ  Application  Basic  Application … วนไปไม่มีที่สิ้นสุด ก่อนจากกันอยากฝากนักวิจัยรุ่นใหม่ว่าอย่าลืมนะครับท่านอาจเริ่มจาก Application Research ได้เช่นกัน