ถ้าเราเป็นแบบอย่างที่ดีเสมอ ทำซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ เมื่อถึงวัยอันควร ลูกก็จะเรียนรู้ได้เอง

แม่...สื่อบุคคล...คนสำคัญของลูกน้อย

นันทนา  อินทะใจ

สวัสดีค่ะ ทุกๆ ท่านที่ให้ความสนใจกับคอลัมน์ "การเรียนรู้ของเจ้าตัวเล็ก" ค่ะ  ดิฉันขอเล่าประสบการณ์ของการเลี้ยงลูกน้อย ซึ่งหลายครั้งทำให้เราปั่นป่วนหัวใจยิ่งนัก แต่หลายครั้งก็เติมเต็มความสุข ความสดชื่นให้กับเราได้เช่นเดียวกัน ขอนำบทความที่เขียนไว้เมื่อปีที่แล้ว มาแลกเปลี่ยนกันนะคะ ............

“ช่วง ๘ ปีแรกของชีวิต มีความสำคัญ อย่างยิ่งในการกำหนดคุณภาพของคน โดยเฉพาะตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงอายุ ๓ ปี เพราะเป็นระยะที่มีการสร้างรากฐาน ของสุขภาพ การเจริญเติบโตและพัฒนาการ เด็กเรียนรู้ที่จะประพฤติตนตามแบบอย่าง พฤติกรรมของพ่อแม่ ผู้คนที่อยู่ ใกล้ชิดและ เลียนแบบสิ่งที่พบเห็นบ่อยๆ”

.....แม่หยิบ หนังสือเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กขึ้นมาอ่าน หลังจากที่พบว่า ลูกเริ่มมีคำอุทานแปลกๆ เช่น “…ฮื้อ…โอ๊ย...อ๊าย...” แรกๆ แม่ก็สงสัย ว่าลูกเอาคำพูดเหล่านี้มาจากไหน จนกระทั่ง วันหนึ่ง ลูกชายจอมซนหยิบสิ่งของต่างๆ ใส่ลงในหม้อแกงที่แม่ตั้งไว้ในครัวและ ใช้ทัพพีคนเล่นอย่างสนุกสนาน แม่เดิน มาเห็นทั้งตกใจและโกรธ ยืนมองลูกตาค้าง เจ้าลูกชายก็มองหน้าแม่แล้วพูดขึ้นมาว่า “อ๊าย.......” นั่นมันเป็นคำที่แม่ต้องเป็นคน พูดไม่ใช่หรือ ที่แท้ลูกก็เลียนแบบคำพูด ของแม่นี่เอง ไม่ใช่แค่นั้น อยู่ๆ ไป ลูกผู้ชาย ก็พูดคำลงท้ายว่า “ค่ะ” ลูกเลียนแบบ คำพูดของแม่นั่นเอง

ลูกไม่เพียงแต่เลียนแบบคำพูดจากแม่ เท่านั้น แต่ยังเลียนแบบท่าทางและสีหน้า อีกด้วย เห็นได้จากเวลาที่ลูกทำพฤติกรรม ที่ไม่เหมาะสม แม่จะบอกให้หยุด “ทำแบบ นั้นไม่ได้นะลูก” แล้วเมื่อมองไปที่ลูก ที่กำลังมองแม่และทำตาหรี่ๆ ขมวดคิ้ว ทั้งสองข้างเข้าหากัน มองหน้าลูกสะท้อน เห็นหน้าของตนเองในขณะนั้น แย่แล้ว! ลูกกำลังเลียนแบบกิริยาท่าทางของแม่อยู่ นึกขึ้นได้แม่จึงรีบเปลี่ยนสีหน้าใหม่ จับลูก มากอด มองหน้าลูก ยิ้ม และพูดกับลูกด้วย เหตุผล “หกเลอะเทอะหมดแล้วครับลูก” แล้วก็เบี่ยงเบนความสนใจลูกไปเรื่องอื่น ที่ลูกชอบ เพื่อให้ลูกลืมพฤติกรรมที่ไม่ เหมาะสมเมื่อครู่ อาจพาลูกไปดูสมุดภาพ อ่าน ก หรือ A B C และขีดเขียนบนสมุด ตามพัฒนาการของเด็กวัย ๒-๓ ขวบ นับเป็น วิธีการส่งเสริมพัฒนาการที่ดีให้กับลูกน้อย

ไม่เพียงแต่แม่จะปฏิบัติตนเป็นสื่อ บุคคลที่ดีให้กับลูก ในขณะเดียวกันแม่ต้อง ปกป้องลูกออกจากสื่อที่ไม่ดีด้วย ที่สำคัญ คือ สื่อโทรทัศน์ วันหนึ่งแม่เปิดละครดู ถึงตอนที่ตัวละครโกรธและพูดปฏิเสธว่า “ไม่” เจ้าลูกชายตัวน้อยนั่งเล่นอยู่หน้าจอ ดูเหมือนไม่สนใจ แต่ก็พูดตามทันควัน “ไม่” แถมยังทำหน้าตาขึงขังอีกด้วย

และนอกจากการเลียนแบบ ภาษาและ พฤติกรรมจากทีวีแล้ว ผลงานวิจัยยังพบว่า ไม่ควรให้เด็กอายุ ต่ำกว่า ๓ ขวบดูทีวี เพราะมีความเชื่อมโยงกับ ทักษะด้าน การอ่าน และคณิตศาสตร์ ตอนเด็กมีอายุ ๖ และ ๗ ขวบได้ ในช่วงที่เด็กอายุ ๑-๓ ขวบ ถ้ามีการดูทีวีมากเกินไป จะมีความ เสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหา เกี่ยวกับสมาธิใน การเรียนเมื่ออายุ ๗ ขวบ เนื่องจากช่วง อายุ ๒-๓ ปีแรก เด็กจะมี พัฒนาการอย่าง รวดเร็ว การดูทีวี ซึ่งเต็มไปด้วยภาพ และเสียงที่กระตุ้นสมองของเด็กมากจน ผิดธรรมชาติ จะส่งผลต่อพัฒนาการของ สมองเด็ก ทำให้เป็นโรคสมาธิสั้นได้

แม่พร่ำสอนให้ลูกพูดและทำตามในสิ่งที่ดี และถูกต้อง ถึงแม้จะไม่ส่งผลให้เห็นในทันที ทุกครั้ง เพราะถ้าลูกกำลังอยู่ในวัยที่เป็น ตัวของตัวเองก็มักจะต่อต้าน แต่แม่ก็จะยัง 

ไม่ท้อและละความพยายาม เพราะคำพูด สีหน้าท่าทาง กิริยาของพ่อแม่ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิด และสิ่งแวดล้อมมีผลต่อเด็กอย่างแน่นอน ถึงแม้หลายครั้งดูเหมือนลูก จะไม่ใส่ใจ กับสิ่งที่พ่อและแม่พร่ำสอน แต่ถ้าเราเป็นแบบอย่างที่ดีเสมอ ทำซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ เมื่อถึงวัยอันควร ลูกก็จะเรียนรู้ได้เอง เช่น สอนให้ลูกสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนทุกคืน ดูลูกจะไม่ค่อยสนใจ ไหว้บ้างไม่ไหว้บาง แต่อยู่มาวันหนึ่ง ลูกเข้าไปนั่งเล่นในห้องพระ พนมมือ และพูดว่า “นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ” นั่นคือ ความอัศจรรย์ใจที่เกิดขึ้นกับผู้เป็นพ่อแม่

อาจกล่าวได้ว่า พ่อแม่

และผู้เลี้ยงดู สามารถสร้างเสริมให้เด็ก ประสบความ สำเร็จในทุกๆ ด้าน โดยการวางรากฐาน ที่ดีให้แก่ลูกตั้งแต่แรกเริ่ม และพึง ระลึกเสมอว่า ตนเป็นบุคคลต้นแบบ ของลูก เพื่อให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดี และมีพฤติกรรมที่เหมาะสมตามวัย และเหนือสิ่งอื่นใด แม่...คือผู้ที่ใกล้ชิดลูก มากที่สุด จึงต้องทำหน้าที่เป็นสื่อบุคคล คนสำคัญที่สมบูรณ์แบบที่สุดให้แก่ลูกน้อย

 

แหล่งอ้างอิง

๑. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็ก และครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ความรู้ เพื่อชีวิต : สาระสำคัญเพื่อการปฏิบัติ”, ๒๕๔๘.

๒.http://www.bangkokbiznews.com/scitech/2005/0702/news.php?news= column_17995670.html

๓. http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document9673.html