ตัอต่อพันธุกรรมข้าว
ข้าวตัดต่อพันธุกรรม บทเรียนสู่อนาคต

เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาอีกแล้วเกี่ยวกับพืชตัดต่อพันธุกรรม หรือ พืชจีเอ็ม (เจเนติคัลลี มอดิฟายด์ ครอป) เมื่อรัฐบาลไทยยกเลิกข้อห้ามการทดลองปลูกในระดับไร่นา ซึ่งความจริงเป็นเรื่องที่น่าจะผ่านการระดมความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง เพราะเกี่ยวพันกับอนาคตของประเทศที่ชะตาชีวิตของคนส่วนใหญ่ยังผูกพันอยู่กับการส่งออกสินค้าเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหาร

และก็คงน่าเสียดายหากเรื่องนี้จะถูกกระแสการเมืองอื่นๆ กลบไป พร้อมกับตัววิ่งในทีวีช่องรายการข่าวยัดเข้าสมองคนที่ไม่ค่อยได้ติดตามเรื่องนี้ว่า "ไม่มีเคยมีการพิสูจน์ว่าพืชตัดต่อพันธุกรรมเป็นอันตรายต่อมนุษย์" แล้วก็จะลืมๆ กันไป

ทั้งที่จริงในทางกลับกันก็ไม่เคยมีการพิสูจน์ยืนยันเหมือนกันว่ามันปลอดภัยกับมนุษย์ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น อาจจะยาวนานเป็นสิบๆ ปี ก็หาใครมารับผิดชอบอะไรไม่ได้ ไม่ต่างไปจากค่าโง่ทางด่วนที่ขนาดว่าเป็นเรื่องจับได้ไล่ทันมากกว่าด้วยซ้ำ

ความจริงเรื่องความปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยสำหรับการบริโภคนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพียงแต่เป็นเรื่องยากมากที่จะพิสูจน์ เว้นแต่ฝ่ายสนับสนุนสักคนในคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะอุทิศตัวเป็นหนูทดลองยาให้กระจ่างแจ้งกันไปเลย

ประเด็นของพืชจีเอ็มนั้นยังกินความครอบคลุมไปถึงเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญ เช่น ผลต่อระบบนิเวศน์ในระยะยาว ซึ่งความจริงในระยะสั้นก็เกิดผลแล้วในบางประเทศ เช่น เม็กซิโก แคนาดา และ อเมริกา กรณี ซูเปอร์วีด และการทำลายพืชพันธุ์ท้องถิ่น อันเกิดมาจากการปนเปื้อน ทั้งในสายพันธุ์เดียวกันและข้ามสายพันธุ์

อีกประเด็นหนึ่งที่คิดว่าสำคัญมากสำหรับประเทศไทยเราก็คือ การส่งออกสินค้าเกษตร ถ้าเกิดการปนเปื้อนขึ้นมาเห็นจะไม่ต้องพูดถึงความเสียหาย และการปนเปื้อนนั้นก็เกิดขึ้นเป็นตัวอย่างมาแล้วในต่างประเทศ

มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจหยิบมาเล่าสู่กันฟังสักเล็กน้อย เพราะว่าก็เข้ากันดีกับประเทศไทยเรา

เรื่องเกิดในแซคราเมนโต, แคลิฟอร์เนีย บริษัท เวนเทรีย ไบโอไซน์ ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ ต้องการปลูกข้าวตัดต่อพันธุกรรมขาย ข้าวที่ว่านี้ตัดต่อพันธุกรรม โดยเอาพันธุกรรมบางอย่างจากมนุษย์สอดใส่เข้าไปในข้าว เพื่อให้ข้าวที่ปลูกสร้างโปรตีนชนิดหนึ่งซึ่งสามารถเอาไปใช้รักษาโรคท้องร่วงได้

พูดง่ายๆ ก็คือ เปลี่ยนนาข้าวให้กลายเป็นโรงงานผลิตยาไปเลย

การยื่นขออนุญาตถูกปล่อยทิ้งไว้หลายเดือนเพราะเกษตรกรและประชาชนไม่ยอมรับ ไม่ต้องการให้ปลูกข้าวตัดต่อพันธุกรรมในแคลิฟอร์เนีย แต่แล้วเมื่อสามสี่เดือนก่อน คณะกรรมาธิการข้าวแห่งแคลิฟอร์เนียกลับมีมติอนุมัติด้วยคะแนนเสียง 6-5 ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยในคณะกรรมาธิการคือตัวแทนจากเกษตรกรนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเรื่องผ่านจากกรรมาธิการไปถึงสำนักงานอาหารและเกษตรกรรมแคลิฟอร์เนียเพื่อขออนุมัติเป็นกรณีเร่งด่วน ก็ถูกตีกลับมาให้คณะกรรมาธิการไปทำการบ้านมาใหม่

เหตุผลสำคัญที่เรื่องตีกลับก็คือ ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่มีการปนเปื้อนเกิดขึ้นจากข้าวตัดต่อพันธุกรรมไปยังข้าวที่ไม่ได้ตัดต่อพันธุกรรม และประสบการณ์ในเรื่องนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติก็เคยทำรายงานออกมาว่าไม่ควรปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรมเป็นยาเพราะการปนเปื้อนดีเอ็นเอในพืชเกิดขึ้นแน่ๆ

เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องกับการทำมาค้าขายข้าวในแคลิฟอร์เนียคัดค้านการปลูกข้าวตัดต่อพันธุกรรม เพราะคิดว่าหากยินยอมให้ปลูกก็จะส่งผลสืบเนื่องมาถึงอุตสาหกรรมข้าวของแคลิฟอร์เนีย ซึ่งปัจจุบันพึ่งพาการส่งออกอยู่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่าปีละกว่า 20,000 ล้านบาท

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรปลูกข้าวสาลีตัอต่อพันธุกรรมในอเมริกาเกิดขึ้นมาแล้ว และทำนายว่าสูญเสียตลาดส่งออกไปถึง 30-50 เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่เริ่มปลูกข้าวสาลีตัดต่อพันธุกรรม อันเป็นผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยไอโอว่า ในขณะเดียวกันกับที่เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดตัดต่อพันธุกรรมสูญเสียตลาดส่งออกไปแล้วกว่า 40,000 ล้าน

เหตุผลหลักๆ ที่ง่ายมากก็คือ ผู้เบริโภคไม่ยอมรับพืชตัดต่อพันธุกรรม

กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในแคลิฟอร์เนียบอกด้วยว่าในขณะที่ญี่ปุ่นคือตลาดส่งออกข้าวใหญ่ที่สุดของพวกเขา เมื่อไม่นานมานี้ พวกเขาได้รับหนังสือจากสมาคมผู้ค้าปลีกข้าวแห่งญี่ปุ่นบอกกันโต้งๆ เลยว่า

"จากจุดยืนของผู้ค้าส่งและค้าปลีกข้าวในญี่ปุ่น เป็นที่แน่นอนว่าการปลูกข้าวตัดต่อพันธุกรรมเชิงพาณิชย์ในอเมริกา จะก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจต่อข้าวจากอเมริกาทั้งหมดในหมู่ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น เนื่องจากเราคิดว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรับประกันว่าไม่มีการปนเปื้อนจากข้าวตัดต่อพันธุกรรม ไปยังข้าวที่ไม่ตัดต่อพันธุกรรมของอเมริกา ดังที่ท่านทราบดีว่าผูบริโภคชาวญี่ปุ่นมีปฏิกิริยาในทางลบต่อพืชผลตัดต่อพันธุกรรม"

และตบท้ายเชิงขู่ด้วยว่า "หากมีการปลูกข้าวตัดต่อพันธุกรรมเชิงพาณิชย์ในอเมริกาขึ้นมาจริงๆ เราจะร้องขออย่างหนักแน่นให้รัฐบาลญี่ปุ่นใช้มาตรการที่จำเป็นในการห้ามนำเข้าข้าวจากแคลิฟอร์เนีย"

ก็แล้วแต่จะตัดสินใจละครับ สวรรค์ในนามของ "ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี" ของใครบางคน อาจจะกลายเป็นทางลัดสู่นรกสำหรับคนอื่นก็ได้

ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.. แลไปข้างหน้า