วันที่ 16 กันยายน 2551

           วันนี้เป็นวันอังคารครับ เป็นวันที่ 2ที่ผมเข้าร่วมประชุม IUGA วันนี้ตื่นสายขึ้น 1 ชั่วโมง เพราะว่านัดแนะกับมวลสมาชิกแล้วว่า เราคงไม่ขึ้นรถบัสไปที่ศูนย์ประชุม แต่จะนั่งแท็กซี่ไปแทน เนื่องจากหัวข้อแรกที่เขาจะเริ่มในเวลา 7.30 น.นั้นไม่น่าสนใจ เป็นการบรรยายที่มีสปอนเซอร์ก็คือบริษัทไฟเซอร์ มาขายยา เราก็เลยยืดเวลาตื่นนอนด้วยประการฉะนี้

            ผมตื่นก่อนพี่พิชัยด้วยเงื่อนไขของลำไส้ตื่นช้า วันนี้ประสบความสำเร็จในการรีดไส้ แต่นั่นแหละ ซัดไป 45 นาที อ่านหนังสือพิมพ์ไต้หวันได้หลายหน้าเชียว อ่านข่าวเรื่องผลกระทบของไต้ฝุ่น อ่านเรื่องนมผสมสารเมลามีนของจีนที่เล่นเอาเด็กตายไปหลายคนแล้ว อ่านไปเบ่งไป สลดใจไป สบายท้อง

            มื้อเช้าของวันที่ 2 นี้ ผมกินซะจนท้องเกือบแตก กินขนมปังฝรั่งเศสกับเนย กินข้าวต้มกุ๊ย กินผักต่างๆ กินชี๊สของโปรด ตบท้ายด้วยน้ำมะเขือเทศ แบบนี้จะไม่ให้พุงแตกได้อย่างไร

            รายการบรรยายที่เป็นสุดยอดของการประชุมในวันนี้คงจะเป็น ปาฐกถาพิเศษ Ulf Ulmsten Memorial: Urogynecology in the developing world” ซึ่งบรรยายโดย ศาสตราจารย์ N Rajamaheswari จากประเทศอินเดีย ซึ่งซาบซึ้งกินใจผมอย่างมาก จนต้องวิ่งไปขอจับมือเพื่อเป็นเกียรติกับชีวิต

            ท่านได้บรรยายถึงบริบทการแพทย์ของประเทศอินเดียว่า ในอดีตนั้น การแพทย์ในอินเดียเป็นเช่นไร สกปรกและขาดแคลนมากแค่ไหน คนจำนวนมากที่ต้องตายเนื่องจากการเจริญพันธุ์ส่วนหนึ่งเกิดจากการมาโรงพยาบาลไม่ทัน ตายคาเกวียน ซึ่งประโยคนี้เองที่ช่วยส่งเสริมภาพของการอภิปรายในวันแรก ที่บอกว่า ทำไมรัฐบาลต้องสร้างถนน เพราะถนนที่ไม่ดี ทำให้การคมนาคมไม่ดี การเข้ารับบริการต่างๆของรัฐก็จะเข้าไม่ถึง ผมก็เลยได้เข้าใจ นอกจากนี้ท่านยังเล่าถึงจำนวนหมอกับประชากรและการกระจายตัวเป็นอย่างไร ปัญหาเรื่องทางเดินปัสสาวะที่เกี่ยวกับสตรีเป็นเช่นไร และเราก็ได้เห็นสภาพห้องคลอด หนูแมววิ่งกันขวักไขว่ ถุงมือที่ต้องใช้แล้ว ล้าง ตากแดด เป็นเช่นไร เตียงคลอดที่เห็นแล้วรู้สึกสมเพสมากกว่าสงสาร และก็มาถึงปัญหาที่เกิดจากการคลอดทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น มดลูกโผล่และการเกิดรูรั่วในช่องคลอด

            ท่านบอกว่า ในขณะที่เราประชุมกันวันนี้ เรามักจะพูดถึงเทคโนโลยีรักษาปัสสาวะเล็ด รูรั่วที่เกิดจากการรักษา จากการใช้เทคโนโลยีตะวันตก แต่ในอินเดีย ปัญหารูรั่วเกิดจากการคลอด การขาดแคลนเทคโนโลยี มันช่างห่างกันราวเหวกับฟ้า บางรูปบางตอนเล่นเอาผมต่อมน้ำตาตื้นเชียวครับ

            และที่ขาดไม่ได้ก็คือ พัฒนาการของการแพทย์อินเดีย ตรงนี้แหละครับที่ต้องอาย เพราะชักจะเริ่มก้าวหน้ามากและเร็ว มีความร่วมมือและการช่วยเหลือด้านเงินทุนจากต่างประเทศ ชักไม่แน่ใจแล้วสิ ว่าใครพัฒนาไปไกลกว่าใคร เขาพัฒนามาจากความขาดแคลน แต่เราเป็นแบบไหนผมก็ชักไม่มั่นใจ

            แล้วก็ถึงช่วงเวลาที่ต้องออกสัญจรชมไต้หวันบ้าง หลังจากสมองเริ่มบวมเป่งนิดๆ ฮ่า ฮ่า

            ผม บี พี่หน่อย พี่น้อง และน้องเล็ก ไปทานอาหารเที่ยงกันที่ใต้ตึก 101 อิ่มท้องแล้วก็เริ่มออกเดิน โดยเป้าหมายแรกของการเดินทางก็คือ อนุสรณ์สถาน ดอกเตอร์ซุน ยัด เซ็น (National Dr. Sun Yat-Sen Memorial Hall) ซึ่งมีลักษณะเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่แสดงรูปภาพความเป็นมาของไต้หวัน มีรูปปั้นของท่านซุน ยัด เซ็น รูปเบ้อเริ่ม ตั้งและนั่งอยู่ในห้องโถง ท่านนั่งและมองออกไปนอกอาคาร ดูไปที่ธงชาติไต้หวันที่ปลิวไสวอยู่ภายนอก และที่นี่ก็มีเรื่องตลกของพวกเรา

        

    ที่ด้านหน้าของรูปปั้น มีทหาร 2 นายยืนเฝ้าอยู่ และด้วยความที่ดูเหมือนคนมากๆ ผมจึงคิดว่านี่น่าจะเป็นหุ่นขี้ผึ้งกระมัง และคนอื่นก็ดูจะคิดอย่างนั้น แต่เอ๊ะ ผ้าขยับตามแรงลมด้วย เฮ้ย..หายใจอ่อนๆ ทำเหมือนแฮะ นั่น..มือกำ ฮ่า ฮ่า แล้วก็มีคนดูแลที่ยืนอยู่ข้างๆมาเกาให้ด้วยครับ สรุปว่าเขาเป็นคนครับ เล่นเอาพวกเรารู้สึกเขิน และเวลา 15.00 น.เขาก็มาเปลี่ยนเวรกัน พิธีมากมายเหลือคณานับ

            กว่าจะออกจากที่นี่ก็ใช้เวลาไปนานโข จากนั้นเราก็ตรงไปยังวัดแห่งหนึ่ง ที่ว่ากันว่าใครมาไทเป ก็ควรไปที่วัดนี้ วัด Longshan” อายุอานานก็ปาเข้าไปเป็นร้อยปีแล้ว ดูสวยงามมาก เมื่อเข้าไปภายในก็พบว่ามีผู้คนมากมาย ควันธูปลอยจนดูพร่ามัว น่าเสียดายที่ผมจำไม่ได้เสียแล้ว ว่ามีเทพเจ้าให้กราบไหว้กี่องค์ ผมปักธูปองค์ละ 1 ดอก เดินรอบวัด และก็พอดีกับที่ถึงเวลาสวดมนต์ของเขาพอดี คนที่มากราบพระต่างก็ร้องเพลงสวดมนต์เป็นเสียงเดียวกัน ดูสงบดีไม่น้อยครับ

            ออกจากวัดก็มุ่งหน้าไปยังอนุสาวรีย์นายพลเจียงไคเช็ก ซึ่งก็เป็นอีกที่หนึ่งที่สร้างความประทับใจ ที่นี่ดูเหมือนเป็นจัตุรัสครับ เพราะมีลานกว้าง มองไปไกลก็พบอาคารที่มีลักษณะคล้ายป้อมปราการใหญ่โต ที่บนยอดสุดเป็นรูปปั้นท่านนายพลใหญ่โต ด้านใต้เป็นพิพิธภัณฑ์ครับ เขาแสดงประวัติของท่านนายพลอย่างละเอียด มีรูปถ่าย รถยนต์ รูปปั้นขี้ผึ้งท่านนายพล จากนั้นก็ขึ้นลิฟต์เพื่อไปถ่ายรูปกับท่าน แล้วก็เดินลงมาทางบันไดด้านหน้าอาคาร รู้สึกเหมือนเดินลงมาจากวังจีน

            ถึงตอนนี้ขาผมก็เริ่มลากแล้ว เพราะใส่รองเท้าคัตชู ไม่ใช่ผ้าใบคู่ประจำ แต่การเดินทางของเพื่อนร่วมก๊วนยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะเขาจะไปซื้อของฝากกลับบ้านกัน เราจึงตรงไปยังห้างโซโก้ ซึ่งที่นี่จะมีร้านอาหารชื่อดัง เขาขายติ่มซำ คนรอคิวกินยาวเหยียด บีเลยสั่ง เสี่ยวหลงเปา มาให้ลองกิน ระหว่างที่รอน้องเล็กซึ่งไปสั่งขนมโมจิไส้สตรอเบอร์รี่ ที่เขาว่าอร่อยที่สุดในไต้หวันจากโรงแรม Brother ซึ่งอยู่อีกสถานีรถไฟฟ้าหนึ่ง ร้านที่ทำเสี่ยวหลงเปานี้ เขาทำโชว์เลยนะครับ ผมไปยืนดูจนเพลิน เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่ามันอร่อยแค่ไหน แต่จะบอกให้ว่า กรุณาเช็ดน้ำลายล่วงหน้าได้เลยครับ

            กว่าจะได้กลับโรงแรมก็ปาเข้าไปหกโมงครึ่ง การเดินทางของวันนี้ยังไม่จบนะครับ