ได้อ่านรื้อฟื้นความจำเอกสารเรื่อง “กำเนิด สกว. กับความเป็นอิสระทางปัญญา”  โดย กัญญา ลีลาลัย  มีความยาว ๑๔ หน้า   ยังไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่   เขียนในปี ๒๕๔๖   เรากำลังคิดจะรื้อฟื้นการเขียนประวัติศาสตร์การวิจัยของประเทศไทย   จึงรื้อเอกสารนี้มาดูกันอีก


          ข้อความในเอกสารนี้ ทำให้ผม AAR ตัวเองได้อย่างหนึ่งว่า    ผมเป็นคนสนใจหรือเอาใจใส่ความรับผิดชอบต่อสังคม   ไม่ค่อยสนใจอำนาจของตัวเอง    ผมจึงไม่สนใจที่จะครองอำนาจในตำแหน่งใดนานๆ    เพราะพอทำไปนานเข้า ก็พบว่ามีหลายอย่างที่ตัวเองทำไม่ได้ดี    น่าจะมีคนอื่นเข้ามาแก้ไขหรือเข้ามาเสริมต่อ   โดยที่ถ้าผมยังทำหน้าที่ผู้บริหารเบอร์ ๑ อยู่ การเข้ามาเสริมต่อในระดับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ทำได้ยาก หรือทำไม่ได้เลย 


          ผมคงจะเป็นคนที่ไม่มีจริตด้านอำนาจ   ดังนั้นแม้มีอำนาจอยู่ในมือ ก็ไม่รู้ตัวว่ามีอำนาจ    ดังกรณีของการเป็น ผอ. สกว. อยู่ ๘ ปี   ในมุมมองของคุณกัญญา ว่ามีอำนาจมาก   แต่ผมไม่รู้ตัว   เพราะผมมัวยุ่งอยู่กับความรับผิดชอบ   ดังคำพูดของผมที่คุณกัญญายกมาอ้างถึง   “เงินนี้เป็นเงินภาษีของประชาชน   ไม่ใช่เงินของผม   ผมเป็นหมอจนๆ  ในชีวิตไม่เคยเปิดคลินิค   ผมเพียงแต่มีหน้าที่จัดการให้ทุนวิจัยเกิดผลสูงสุด”    ซึ่งเมื่อฟื้นความหลังกับตัวเอง ก็คิดว่าเป็นคำพูดของผมจริงๆ   

 


          ข้อเขียน ๒ ย่อหน้า ในหน้า ๑๐ – ๑๐ ของเอกสาร น่าสนใจ    จึงขอคัดลอกเอามาลงไว้


          “เมื่อเซลล์หน่วยแรกของ สกว. คือ คุณหมอวิจารณ์ พานิช   การศึกษาตัวตนของ สกว. ของผู้เขียน จึงเริ่มที่ตัวคุณหมอวิจารณ์   ด้วยการทดสอบคุณธรรมก่อนเป็นอันดับแรก    นี่ไม่ใช่วิธีศึกษาตามปกติของผู้เขียน   ตามปกติถ้าต้องการรู้จักใครผู้เขียนจะคลุกคลีด้วย   เพราะในทางพุทธ ถ้าอยากรู้ว่าใครมีศีลมากน้อยแค่ไหน ต้องคลุกคลี    ถ้าอยากรู้ว่ามีปัญญามากน้อยแค่ไหน ต้องสนทนาแลกเปลี่ยนกัน    แต่คุณหมอวิจารณ์มีงานมาก มีเวลาน้อย   ถึงท่านไม่ถือตัว แต่การไปเอาเวลาของท่านมามากๆ ก็น่าจะเป็นการเอาเปรียบสังคมอย่างหนึ่ง    ผู้เขียนจึงตั้งใจทดสอบคุณธรรมท่าน   โดยพิจารณาว่า อำนาจกับโทสะเป็นของคู่กัน   ปกติ คนมีอำนาจมากมักมีโทสะง่าย   และในบรรดากิเลสสามสาย คือ โลภะ โมสะ และโมหะ   แม้ว่าจะแรงทั้งสามสาย   แต่สายโทสะจะเร็วที่สุด    ถ้าจิตใจไม่สูงพอจะระงับให้ทันได้ยาก”


          “ผู้เขียนจึงทดลองยั่วโทสะท่าน   ในคำพูดที่เคยทำให้นักวิชาการโกรธผู้เขียนกันมานักต่อนัก   เมื่อท่านถามผู้เขียนว่า คิดอย่างไรกับนักวิชาการ   ผู้เขียนจึงตอบขวานผ่าซากไปทันทีว่า   ‘ส่วนใหญ่แล้วโง่ งก คับแคบ อวดดี และไร้จิตสำนึก’    ท่านกลับไม่ว่าอะไรเลย  ไม่แก้ต่างด้วย  แต่ให้อธิบาย   ผู้เขียนก็อธิบายไปเป็นข้อๆ   เพราะกำลังผิดหวังวงวิชาการอยู่แล้ว   ผู้เขียนก็คิดว่า อาจเป็นเพราะท่านมีทัศนะคล้ายกับเรา    หรือไม่ นี่ยังไม่เกี่ยวกับท่านโดยตรงก็ได้ จึงไม่มีปฏิกิริยา    วันหลังได้โอกาสจะลองใหม่   แล้วโอกาสก็มาถึง   อีกวันหนึ่งท่านก็ถามผู้เขียนว่า ‘พวกนักวิจัยเขาคิดอย่างไรกับผม รู้บ้างไหม’   ผู้เขียนได้ทีก็ตอบตรงชนิดแทงใจดำตามที่เคยได้ยินมาว่า ‘เขาก็เห็นคุณหมอเป็นถุงเงินน่ะซีคะ’    หน้าที่ยิ้มๆ ของท่านสลดวูบลงทันที   ผู้เขียนก็เสียใจลึกๆ เหมือนกัน   เพราะรู้ว่าถึงพูดความจริงตามที่ได้ยินมากับหูตนเอง   แต่เป็นการทำร้ายจิตใจคนอื่น    หากแต่ท่านสลดวูบลงไปชั่วอึดใจ   แล้วท่านก็พูดกับผู้เขียนเป็นปกติว่า ‘ก็เป็นอย่างนี้แหละ   แต่เราก็ต้องทำงานกับพวกเขา   ร่วมมือกับพวกเขา   ให้โอกาสพวกเขาทำคุณให้กับประเทศ’   ผู้เขียนน้ำตาซึม   ยอมรับท่านได้ เพราะความยิ่งใหญ่มีอำนาจของท่านเป็นแค่มายาภาพ    ตัวท่าน เองไม่ได้ติดในอำนาจ   ท่านเป็นอิสระ    เมื่อมีโอกาสสร้างองค์กรที่เงื่อนไขทางภววิสัยเปิดให้เป็นองค์กรอิสระอยู่แล้ว   จึงสามารถสร้างองค์กรทางปัญญาที่เป็นอิสระขึ้นมาเป็นเฟืองที่ไปผลักดันประชาคมวิจัย และแวดวงปัญญาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในระบบและนอกระบบได้”

 

          หากบันทึกนี้ดูจะยกหูชูหางตนเองไปหน่อย ก็ขออภัย

วิจารณ์ พานิช
๒๑ ก.ย. ๕๑