ศาสนาเป็นความเชื่อของแต่ละบุคคล การจะบังคับให้เชื่อในสิ่งที่บุคคลนั้นไม่มีความเชื่อเป็นการละเมิดสิทธิในความเชื่อของผู้นั้น

คำว่า "ศาสนา" เป็นภาษาสันสฤต ตรงกับภาษอังกฤษว่า "Religion" ที่มาจากคำละตินว่า "Religio" แปลว่า "สัมพันธ์" หรือ "ผูกพัน" หมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ตรงกับภาษาบาลี "สาสน" แปลว่า คำสั่งสอน "คำสั่ง" หมายถึง ข้อห้ามทำความชั่ว ที่เรียกว่าศีลหรือวินัย และเป็น "คำสอน" หมายถึงคำแนะนำให้ทำความดีที่เรียกธรรมะ รวมเรียกว่าศีลธรรม

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้คำนิยามไว้ว่า ศาสนา คือ "ลัทธิความเชื่อถือของมนุษย์อันมีหลักคือ แสดงกำเนิดและความสิ้นสุดของโลกเป็นต้น อันเป็นไปในฝ่ายปรมัตถ์ประการหนึ่ง แสดงหลักธรรมเกี่ยวกับบุญบาปอันเป็นไปในฝ่ายศีลธรรมประการหนึ่ง พร้อมทั้งลัทธิพิธีที่กระทำตามความเห็นหรือตามคำสั่งสอนในความเชื่อถือนั้น ๆ"

อ้างอิงจาก : http://school.net.th/library/create-web/10000/religion/10000-5997.html

ที่มา : เดือน คำดี ; ศาสนศาสตร์. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2541

 

                ความเชื่อคือความมั่นใจ ความแน่ใจ การพึ่งพาอาศัย การไว้วางใจ โดยความเชื่อของมนุษย์แต่ละคนในแต่ละเรื่องนั้นก็ไม่ได้เหมือนกันแต่อย่างใด การที่ใครจะเชื่ออะไรก็เป็นเหตุผลส่วนตัวของคนนั้น เพราะความเชื่อบางอย่างอาจจะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น หรือเป็นนามธรรม ไม่มีตัวตน การจะบังคับให้คนเชื่อในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้นก็เป็นไปไม่ได้ที่จะบังคับกันเช่นนั้น เพราะประสบการณ์จะบอกได้ว่าควรจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เป็นประสบการณ์ซึ่งแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน

ในเรื่องของการนับถือศาสนาก็เช่นเดียวกัน เมื่อศาสนาเป็นความเชื่อของมนุษย์ การนับถือศาสนาจึงเป็นการพึ่งพาอาศัยด้วยความมั่นใจหรือแน่ใจว่า คำสอนหรือหลักการของศาสนานั้นสามารถนำมาเป็นหลักการในการดำเนินชีวิตได้ ซึ่งแต่ละคนก็ได้พบปะกับการใช้หลักการนั้นมาใช้ในการดำเนินชีวิตของตนเองไม่เหมือนกัน และแต่ละศาสนานั้นก็มีคำสอนหรือหลักการที่เหมือนหรือคล้ายกันในบางหลัก แต่ในรายละเอียดนั้นแล้วก็จะไม่เหมือนกัน การจะบังคับให้ผู้ใดนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งนั้นจึงไม่ได้ เป็นการบังคับในความเชื่อของผู้นั้น การเลือกมีความเชื่อในการนับถือศาสนาเป็นสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ในการที่จะเลือกหรือไม่เลือก ความเชื่อดังกล่าวนั้นเป็นสิทธิของมนุษย์ในการที่จะเชื่อ ทั้งยังมีกฎหมายรับรองสิทธิดังกล่าวด้วยตามรัฐธรรมนูญฯ และตามพันธะกรณีระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอีกด้วย

จากการบัญญัติรับรองสิทธิดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญฯนั้น เสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา คือการเลือกนับถือศาสนาได้ตามสิทธิของตน หรือการไม่เลือกถือศาสนาด้วยได้หรือไม่ จะต้องถูกกล่าวหาจากผู้อื่นที่นับถือศาสนาว่าเป็นพวกนอกรีตไม่มีศาสนา ไม่นับถืออะไร เป็นการละเมิดสิทธิของผู้นั้นหรือไม่เนื่องจากมีความเชื่อแตกต่างจากผู้อื่น หรือถ้าบุคคลใดจะนับถือหลายศาสนาพร้อมๆกันในคราวเดียวกันนั้นจะทำได้หรือไม่ เนื่องจากศาสนาเป็นความเชื่ออย่างหนึ่ง มนุษย์เรานั้นอาจจะมีความเชื่อหลายๆอย่างพร้อมกันได้ในคราวเดียวกันอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าใครจะเห็นว่าความเชื่อใดน่าเชื่อถือหรือมีประโยชน์ต่อตนเอง การนับถือศาสนาก็เช่นเดียวกับความเชื่อเมื่อมีความเชื่อว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์หรือน่าเชื่อถือผู้นั้นก็น่าจะเลือกที่จะนับถือหลายๆศาสนาได้พร้อมกันไปเห็นได้จากการที่มีการเลิกนับถือศาสนาที่ตนเคยนับถืออยู่ หรือการเปลี่ยนศาสนา จำเป็นหรือไม่ที่จะเลือกนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งเพียงศาสนาเดียว ในเมื่อศาสนาเดิมก็ว่าดี ศาสนาใหม่ที่จะเปลี่ยนไปนับถือก็ดี ทุกศาสนาก็มีหลักการหรือคำสอนที่ดีเหมือนๆกัน จะบังคับได้หรือไม่ว่าต้องเลือกหรือไม่เลือกหรือนับถือหรือไม่นับถือ หรือนับถือพร้อมๆกัน