ในระยะเวลา ๕ ปี ที่ผ่านมา อาชีพหนึ่งที่เป็นที่ไฝ่ฝันของเด็กหนุ่มคือ นักบิน แต่วันนี้จะเล่าเรื่องเมื่อ ๓๐กว่าปีที่แล้วว่าการเข้ามาสู่ชีวิตนักบินเป็นอย่างไร
จากเด็กต่างจังหวัด ไม่เคยเข้ากรุงมาก่อน ได้ติดสอยห้อยตามเพื่อน ๆ ชั้นมัธยม มาสอบเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ผลการสอบออกมาปรากฎว่าสอบได้เพียงคนเดียว ต่อจากนี่ต้องผจญชะตากรรมเพียงลำพังแล้ว ถามตัวเองว่าคิดผิดหรือเปล่า ทำไมต้องมาลำบากคนเดียว เพื่อน ๆ มีชีวิตกันตามปกติ แต่เราต้องมามีชีวิตในกรอบของระเบียบ วินัยอีก ๗ ปีเชียวหรือ ความเป็นอิสระหมดไปเมื่ออายุแค่ ๑๗ ปี เป็นนักเรียนประจำ ต้องเอาแรงกายเข้าแรกให้ผ่าไปวัน ๆ แต่สิ่งที่ได้มามันคุ้มค่ามาก ๆ อันดับแรกคือ ร่างกายที่แข็งแรง มีความอดทนและอดกลั้นมากขึ้น มีเพื่อนใหม่อีก ๕๐๐ กว่าคน ทั่วประเทศ
การเลือกครั้งที่ ๑ คือ การเลือกเหล่าทัพที่จะศึกษาต่อ เลือกทหารอากาศอันดับแรก เพราะอยากเป็นวิศวกร ได้สมใจอยาก เพราะเป็นเหล่าที่ไม่มีคนเลือก เนื่องจากเรียนยากมาก ๆ เข้าปี ๑ มีรุ่นพี่สอบตกซ้ำชั้นมาเรียนรวมด้วยประมาณ ๒๐ คน เราจะรอดไหม ผลปรากฎว่าเพื่อนเราต้องซ้ำชั้น พอ ๆ กับรุ่นพี่
เรียนมา ๕ ปี ไม่เคยคิดว่าจะเป็นนักบินเลย แค่ให้ผ่านแต่ละปีก็แย่แล้ว ผลการตรวจร่างกายครั้งที่ ๑ ในปี ๒ ไม่ผ่าน ไม่สนใจแล้ว ตั้งหน้าเรียนให้จบ จะได้เป็นอิสระจากการเป็นนักเรียน(ที่ไร้อิสระภาพ)เสียที ปลายปีสุดท้ายตรวจร่างกายและทดสอบครั้งที่ ๒ ต้องไปฝึกงานที่เชียงใหม่ ๑ เดือน
กลับมากรุงเทพ ประกาศผลว่าสอบผ่านและเข้ารับการฝึกบินในผลัดที่ ๑ นี่เราต้องโดนเพิ่มโทษอีก ๑ ปีหรือ หลังจากติดยศแล้วต้องเข้ารับการฝึกการยังชีพในป่า ๑ เดือน ก่อนเข้ารับการฝึกบิน เป็นการฝึกการกระโดดร่ม และการดำรงชีวิตเมื่อเครื่องบินตกในป่า การเอาตัวรอดเมื่อต้องโดดร่ม ในสนามรบ การหลบหนีจากข้าศึก ผ่านมาด้วยดี เมื่อออกจาก รร.การบิน ก็ต้องมาเตรียมตัวรับพระราชทานกระบี่ ปริญญาบัตร ไม่มีเวลาว่างเลย ต้องอบรมสรีระวิทยาการบินอีก ๕ วัน
เมื่อรับพระราชทานกระบี่แล้ว ก็กำหนดเข้าโรงเรียนการบิน มีอุปสรรคโดยไม่คาดคิด วันที่นัดเดินทาง เรานั่งรถแทกซีมาจากฝั่งธน เพื่อมาดอนเมือง ตั้งแต่ตี ๔ ด่านทหารเยอะจัง เกิดกาปฏิวัติครับ ที่เรียกว่าเมษา ฮาวาย ห้ามเคลื่อนย้ายกำลังทหาร ต่างคนต่างแยกย้ายกลับบ้าน
ได้ความรู้มากเลยครับ