พระเจ้าและความตาย

พระเจ้าและความตาย
สองเรื่องที่รบกวนจิตใจ



โดย อัล อัค    

             ไม่มีเรื่องใดตลอดชีวิตนี้ที่รบกวนจิตใจผมอย่างแสนสาหัสเท่ากับเรื่อง พระเจ้า และ ความตาย อีกแล้ว และผมเชื่อว่าคนอื่นที่เกิดมาเป็นมนุษย์ก็มีเรื่องที่แสนสาหัสนี้อยู่ในใจเช่นกัน ...

            เรื่องรบกวนจิตใจผมมากที่สุด เรื่องแรกคือ เรื่อง “พระเจ้า” ... ภาษาไทยเรียกเช่นนั้น แต่ผมหมายถึงอะไรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สร้างทุกอย่าง ก่อเกิดทุกสิ่ง มีอำนาจควบคุมทั้งหมด  ... ไม่ว่าปากของเราจะปฏิเสธมันหรือไม่ก็ตาม แต่ผมเชื่อว่าโครงสร้าง ความสมดุล และความกลมกลืนของสิ่งที่รายล้อมเราอยู่ และยิ่งกว่านั้นคือการมีอยู่ของตัวเราเอง ไม่สามารถหยุดความคิดความรู้สึกของเราให้คิดไปถึงสภาวะที่มันยากจะอธิบาย ที่ภาษาไทยเราเรียกว่า “พระเจ้า” ได้เลย 

          สหายของท่านนบีมุฮัมมัดท่านหนึ่งเข้ารับอิสลาม เพียงเพราะไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกนี้ได้ เมื่อเขาได้ยินท่านนบีฯ อ่านอัลกุรอาน “ อัม คุลิกู มิน ฆอยริ ชัยอิน อัม ฮุมุล คอลิกูน – หรือว่าพวกเขาถูกสร้างมาจากสิ่งที่ไม่มี หรือว่าพวกเขาเป็นผู้สร้าง ” (อัลกุรอาน 52:35) นั่นคือ คนที่ไม่เชื่อพระเจ้าถูกถามว่า ถ้าท่านไม่ได้ถูกสร้างจากพระเจ้า ก็แสดงว่า มีคำตอบเหลืออีกสองทางเลือกเท่านั้น นั่นคือ ท่านมาจากสุญญากาศ หรือไม่ก็สร้างตัวเองขึ้นมา ... ซึ่งเป็นความน่าจะเป็นที่ปัญญาไม่อาจยอมรับได้
          สหายของท่านนบีมุฮัมมัดท่านนี้ ไม่ได้สนทนาธรรมกับท่านนบีฯ แต่เขาก็เลือกที่จะยอมรับ เพราะเขาไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกนึกคิดของเขาได้ ...  

 

           แม้ผมจะยอมรับ “พระเจ้า” ดังความรู้สึกของสหายขอท่านนบีฯ แต่เรื่องของพระเจ้าก็ยังคงรบกวนจิตใจอย่างแสนสาหัสตลอดเวลา ไม่ใช่ประเด็นเพราะพระองค์ไม่มีอยู่ แต่เป็นเพราะพระองค์มีอยู่ แต่การมีอยู่เป็นภาวะที่ทำให้สติปัญญาของผมแทบจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ เพราะการเข้าไปไม่ถึงสภาวะการมีอยู่ที่เกินการรับรู้ได้
           ฮุวัล-เอาวะลุ วัล-อาคิรุ วัซ-ซอฮิรุ วัล-บาฏินุ ...  พระองค์คือผู้แรก สุดท้าย ภายนอก ภายใน ..” (อัล-กุรอาน 57:3) แค่คำบรรยายลักษณะของพระเจ้าในอัลกุรอานแค่นี้ก็ทำให้ปัญญาแทบปริ สติแทบสูญเสียไปแล้ว..
             ผมจะรู้สึกหวั่นไหวทุกครั้งไป เมื่อได้ยินคนกำลังถกเถียงกันเรื่องสภาวะของพระเจ้า ถึงลักษณะของพระองค์ ถึงรูปแบบการมีอยู่ของพระเจ้า ถึงภาวะที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดจบ  เพราะพวกเขากำลังเถียงกันในเรื่องที่ทำให้สติฟั่นเฟือนได้ ... และผมรู้สึกว่าหลายครั้งเป็นการถกเถียงที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หาใช่ความต้องการที่จะรู้จักพระเจ้าไม่ ...

            เพราะถ้าเขาต้องการรู้จักพระเจ้า พวกเขาจะต้องตระหนักถึงประเด็นที่อันตรายเช่นนี้ ดังที่อิหม่าม อบู ญะอฺฟัร อัฏ-เฏาะหาวียฺ ปราชญ์คนสำคัญในยุคต้น ๆ ได้กล่าวปิดไว้ในหนังสือ “อะกีดะฮฺ เฏาะหาวียะฮฺ  อันโด่งดังของท่าน หลังจากบรรยายลักษณะของพระเจ้าเอาไว้ว่า  การคาดคิดมิอาจบรรลุ ความเข้าใจมิอาจสัมผัส

          เรื่องพระเจ้าวนเวียนอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของผม ระหว่างการยอมรับโดยสิ้นเชิงต่อการมีอยู่ของพระองค์ กับจิตใจที่หวั่นไหวในภาวะที่มันเกินขอบเขตการรับรู้ของมนุษย์ตัวเล็ก ๆ อย่างเรา ...   

           “ความตาย” เป็นเรื่องที่สองที่รบกวนความรู้สึกจิตใจผมตลอดเวลา  แต่น้อยคนที่จะพูดถึงมัน แต่การไม่พูดถึงมันก็ไม่มีใครหยุดสัจธรรมข้อนี้ได้ ดังที่บางคนกล่าวว่า เราคงไม่อาจหยุดความตาย โดยการไปปิดป่าช้าได้เป็นแน่  ดังปรากฏสำนวนที่น่าหวาดหวั่นในอัล-กุรอานที่ว่า  อัยนะมา ตะกูนู  ยุดริกกุมุล เมาตุ วะ เลา กุนตุม ฟี บุรูญิน มุชัยยะดะฮฺ ...  ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเจ้าปรากฏอยู่ ความตายก็ย่อมมาถึงพวกเจ้า และแม้ว่าพวกเจ้าจะอยู่ในป้อมปราการอันสูงตระหง่านก็ตาม” (อัล กุรอาน 4:78)

           ความตายช่างโหดร้ายเหลือเกิน มันบอกว่าเราอยู่ในโลกนี้สั้นเหลือเกิน ... สิบปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว    ยี่สิบปีก็ผ่านไปแล้ว สามสิบปีก็ไม่หวนกลับมา สี่สีบปี ... ห้าสิบปี หกสิบปี รวดเร็วจนไม่ทันทำอะไร จนเรารู้สึกลนลานกับการใช้ชีวิต 

          “ความตาย” มันสร้างความทุกข์ทรมานใจให้กับเราอย่างทารุณ ก็เพราะว่ามันต้องเกิดกับเราสักวันหนึ่ง มันจะเกิดอะไรขึ้นในสภาพตอนนั้น มันเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ....ไม่มีใครกลับมาเล่าให้เราฟังเลย ... มันเป็นเรื่องที่สุดแสนเศร้า สุดแสนสลด เป็นชีวิตที่น่าสมเพศอย่างที่สุด

           ทันทีที่เราเจ็บป่วย ความรู้สึกที่ทรมานนี้ทวีคูณยิ่งขึ้น ทันทีที่เราเจ็บปวดจากอุบัติเหตุหรือความป่วยไข้ต่าง ๆ  มันช่างตอกย้ำความรู้สึกนี้เสียเหลือเกิน 
           “ความตาย” เป็นปรากฏการณ์ชีวิตที่หยุดความรู้สึกว่า เราสามารถใช้ชีวิตนี้ได้ในโลกอย่างยาวนาน และมันยังตั้งคำถามให้เราดังก้องในหัวใจตลอดว่า “มันเกิดอะไรขึ้นหลังจากความตาย 

            สำหรับผมแล้วคนโง่ที่สุด คือคนที่เผชิญหน้ากับปัญหา “พระเจ้า” และ “ความตาย” ด้วยท่าทีที่ยโสโอหังและท้าทาย เพราะมันไม่มีเหตุผลที่ทำเช่นนั้น เรื่องพระเจ้ามันเป็นปฏิกิริยาที่เราให้กับสรรพสิ่งที่รายล้อมเราอยู่ ส่วนความตาย มันเป็นความจริงที่รอเราอยู่ ...

            บางคนกล้าท้าทายพระเจ้า เพียงแค่มองไม่เห็น และกล้าท้าทายความตาย เพียงเพราะยังมาไม่ถึง แต่สิ่งที่มองไม่เห็นก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มี และสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นกับเรา ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่เกิดขึ้นกับเรา 

            สำหรับผมเรื่องพระเจ้าและความตายช่างเป็นเรื่องที่รบกวนจิตใจและสร้างความทรมานให้กับชีวิตเหลือเกิน ที่เป็นเช่นนั้น มิใช่เหตุผลอื่นใด เพราะว่ามันคือความจริง แต่เป็นความจริงที่เรายังไม่ได้สัมผัสกับมัน หรือมิอาจสัมผัสกับความแท้จริงของมัน แต่เรามั่นใจถึงการมีอยู่ของทั้งสองเรื่องนี้

  

ผมพยายามตอบคำถามและค้นหาวิธีการบำบัดสองเรื่องที่รบกวนจิตใจนี้ แต่คำตอบที่ผมได้รับจากหลักการอิสลามได้สร้างแปลกใจสำหรับผมมากก็คือว่า ทั้งที่สองเรื่องนี้มันเป็น การนึกถึง ที่รบกวนจิตใจอย่างมาก แต่คำตอบก็คือการทำสิ่งเดียวกัน แต่ต้องอย่างมากมาย  ในอัลกุรอานกล่าวว่า ยา อัยยุฮัลลซีนะ อามะนุซกุรุลลอฮะ ซิกร็อน กะษีร็อน  โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย! จงรำลึกถึงอัลลอฮฺโดยการรำลึกอย่างมากมาย (อัล-กุรอาน 33:41) อะลา บิซิกริลลาฮิ ตัฏมาอินนุล กุลูบ  พึงทราบเถิด! ด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮฺเท่านั้นทำให้จิตใจสงบ (อัล กุรอาน13:28)

           และปรากฏในหะดีษเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อความตายว่า “พวกท่านจงระลึกให้มากๆถึงผู้ตัดความอร่อย(ให้ขาด)นั่นคือ ความตาย(รายงานโดยอัต ติรมิซียฺ และในเศาะฮีฮฺ อัล ญามิอฺ 1210) และปรากฏในหะดีษอื่นอีกว่า “ฉันเคยห้ามพวกท่านจากการเยี่ยมกุบูร(หลุมฝังศพ) แต่ตอนนี้พวกท่านจงไปเยี่ยมมันเถิด เพราะมันทำให้หัวใจอ่อนโยนลง ....” (รายงานโดย อัล ฮากิม และในเศาะฮีฮฺ อัล ญามิอฺ 4584)  

             ที่จริงแล้วเป็นการรำลึกที่มากแต่อยู่ในรูปแบบที่ถูกต้อง การรำลึกถึงอัลลอฮฺอยู่ในแบบอย่างของท่านนบีมุฮัมมัด คือให้น้ำหนักอยู่ที่การใคร่ครวญสิ่งถูกสร้างเพื่อโยงไปสู่ผู้สร้าง และการรำลึกในอิริยบทต่าง ๆ มิใช่การรำลึกถึงที่ปราศจากทิศทาง เมื่อปล่อยไปก็อาจถูกชักนำไปสู่การหมกมุ่นในสภาวะของพระเจ้า ซึ่งก่อผลร้ายต่อสติปัญญาที่จำกัดของมนุษย์

            ขณะที่การนึกถึงความตายที่ไร้คำตอบเกี่ยวกับการปฏิบัติก่อนตายและข้อมูลที่มีต่อชีวิตหลังความตาย ก็มีแต่นำไปสู่ความตึงเครียดแก่ชีวิตอย่างที่หาทางออกไม่ได้ ...  

            ผมเห็นว่า ธรรมชาติการกำเนิดมาของมนุษย์ ทำให้สำนึกเรื่องพระเจ้าและความตายฝังอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ และผมเชื่อว่า มนุษย์ถูกรบกวนด้วยสำนึกภายในของเขา จนกว่าเขาจะมีความกล้าหาญในการจัดการกับมันด้วยวิธีที่ถูกต้อง

            ผมพบอีกว่า ผู้ศรัทธาที่เติมชีวิตด้วย “การรำลึกอย่างมากมาย” ในเรื่องพระเจ้าและความตาย เขาได้เคลื่อนย้ายชีวิตของเขาจากความยุ่งยากและกับดักของโลกนี้ไปแล้ว ชีวิตของเขาจึงนิ่ง สงบ ไม่สะทกสะท้านต่อการยั่วยวนของโลกนี้ ไม่สับสนต่อลัทธิ อุดมการณ์ต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมา และนิ่งเฉยต่อคำโฆษณาต่าง ๆ ... ช่างเป็นชีวิตที่งดงามเสียจริง    


                                               ...........................................