เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ Learning Disabilities : LD คืออะไร? • ความบกพร่องของกระบวนการเรียนรู้ ที่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมอง ทำให้ความสัมฤทธิ์ผลด้านการเรียนต่ำกว่าความเป็นจริง • ความบกพร่องนี้อาจเกิดขึ้นเฉพาะความสามารถด้าน ใดด้านหนึ่ง เช่น การอ่าน การเขียน การสะกดคำ การคำนวณ หรือหลายๆด้านร่วมกัน สาเหตุของ LD • ความผิดปกติของการทำงานของสมองที่ไม่สามารถถอดรหัสตัวอักษรออกมาได้ (เชื่อมโยงภาพตัวอักษรเข้ากับเสียงไม่ได้) • กรรมพันธุ์ ประเภทของ LD • LD ด้านการเขียนและสะกดคำ • LD ด้านการอ่าน • LD ด้านการคำนวณ • LD หลายๆ ด้านร่วมกัน ลักษณะของเด็ก LD ประเภท การเขียน • ลากเส้นวนๆ ไม่รู้ว่าจะม้วนหัวเข้าในหรือออกนอก ขีดวนๆ ซ้ำๆ • เรียงลำดับอักษรผิด เช่น สถิติ เป็น สติถิ • เขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน เช่น ม-น, ภ-ถ, ด-ค, พ-ผ, b-d, p-q, 6-9 • เขียนพยัญชนะ ก-ฮ ไม่ได้ แต่บอกให้เขียนเป็นตัวๆได้ • เขียนพยัญชนะ หรือ ตัวเลขกลับด้าน คล้ายมองจากกระจกเงา • เขียนคำตามตัวสะกด เช่น เกษตร เป็น กะเสด • จับดินสอหรือปากกาแน่นมาก • สะกดคำผิด โดยเฉพาะคำพ้องเสียง ตัวสะกดแม่เดียวกัน ตัวการันต์ • เขียนหนังสือช้าเพราะกลัวสะกดผิด • เขียนไม่ตรงบรรทัด ขนาดตัวอักษรไม่เท่ากัน ไม่เว้นขอบ ไม่เว้นช่องไฟ • ลบบ่อยๆ เขียนทับคำเดิมหลายครั้ง ลักษณะของเด็ก LD ประเภท การอ่าน • อ่านช้า อ่านคำต่อคำ ต้องสะกดคำจึงจะอ่านได้ • อ่านออกเสียงไม่ชัดเจน • เดาคำเวลาอ่าน • อ่านข้าม อ่านเพิ่มคำ อ่านผิดประโยคหรือผิดตำแหน่ง • อ่านโดยไม่เน้นคำ หรือเน้นข้อความบางตอน • ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้ • ไม่รู้ความหมายของเรื่องที่อ่าน • เล่าเรื่องที่อ่านไม่ได้ จับใจความสำคัญไม่ได้ ลักษณะของเด็ก LD ประเภท การคำนวณ • ไม่เข้าใจค่าของตัวเลขเช่นหลักหน่วยสิบร้อยพันหมื่นเป็นเท่าใด • นับเลขไปข้างหน้าหรือถอยหลังไม่ได้ • คำนวณบวกลบคูณหารโดยการนับนิ้ว • จำสูตรคูณไม่ได้ • เขียนเลขกลับกันเช่น13เป็น31 • ทดไม่เป็นหรือยืมไม่เป็น • ตีโจทย์เลขไม่ออก • คำนวณเลขจากซ้ายไปขวาแทนที่จะทำจากขวาไปซ้าย • ไม่เข้าใจเรื่องเวลา ปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ของเด็ก LD • หลีกเลี่ยงการอ่านการเขียน • ทำสมุดการบ้านหายบ่อยๆ • ต่อต้านแบบดื้อเงียบ • ดูเหมือนเด็กเกียจคร้าน • ไม่มีสมาธิในการเรียนทำงานช้าทำงานไม่เสร็จในชั้นเรียน • ทำงานสะเพร่า • ความจำไม่ดีได้หน้าลืมหลัง • ขาดความมั่นใจกลัวครูดุกลัวเพื่อนล้อ • ไม่อยากมาโรงเรียนโทษครูว่าสอนไม่ดีเพื่อนแกล้ง • เบื่อหน่ายท้อแท้กับการเรียน • รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งด้อยกว่าคนอื่น • ไม่มั่นใจในตัวเอง • มักตอบคำถามว่า“ทำไม่ได้“ไม่รู้” • อารมณ์หงุดหงิดขึ้นลงง่ายคับข้องใจง่าย • ก้าวร้าวกับเพื่อนครูพ่อแม่(ที่จ้ำจี้จ้ำไช) ปัญหาการเรียน • ปัญหาการพูด มีปัญหาในการฟังและพูด เช่น พูดช้าพูดสับสน เรียบเรียงประโยคไม่ค่อยได้ หาคำพูดเพื่อมาตอบคำถามไม่ถูกต้อง • ปัญหาการเขียน มีความลำบากในการอ่าน การเขียน และ การสะกดคำ เช่น อ่านไม่เข้าใจ อ่านออกเสียงไม่ถูกต้อง อ่านตัวอักษรสลับกัน • ปัญหาการคำนวณไม่เข้าใจแนวคิดของพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ทำเลขไม่ได้ • ปัญหาในกระบวนความคิดสับสนในการเรียบเรียงและบูรณาการข้อมูลและความคิดต่างๆ • ปัญหาความจำจำข้อมูลและคำสั่งต่างๆไม่ค่อยได้นึกอะไรไม่ค่อยออก อาการที่มักเกี่ยวข้องกับLD • แยกแยะขนาดสีและรูปร่างไม่ออก • มีปัญหาความเข้าใจเกี่ยวกับเวลา • เขียน/อ่านตัวอักษรสลับซ้าย-ขวา • งุ่มง่ามการประสานงานของกล้ามเนื้อไม่ดี • การประสานงานของสายตา-กล้ามเนื้อ (visual-motor coordination) ไม่ดี • สมาธิไม่ดี( เด็ก LD ร้อยละ 15-20 มีสมาธิสั้น ADHD ร่วมด้วย) • เขียนตามแบบไม่ค่อยได้ • ทำงานช้า • การวางแผนงานและจัดระบบ (organize) ไม่ดี • ฟังคำสั่งสับสน • คิดแบบนามธรรมหรือคิดแก้ปัญหาไม่ค่อยดี • ความคิดสับสนไม่เป็นขั้นตอน • ความจำระยะสั้น/ยาวไม่ดี • ถนัดซ้ายหรือถนัดทั้งซ้ายและขวา • ทำงานสับสนไม่เป็นขั้นตอน สาเหตุของปัญหาการเรียน • สติปัญญาบกพร่อง หรือปัญญาอ่อน (Mental Retardation) • วิตกกังวล หรือซึมเศร้า (Anxiety or Depression) • สมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder ADHD) • ภาวะการเรียนบกพร่อง (Learning Disorder –LD) • เจ็บป่วยเรื้อรัง (Chronic Illness) • ขาดโอกาสทางการศึกษา • ขาดแรงจูงใจ (Lack of Motivation) • วิธีการสอนไม่เหมาะสม พบบ่อยแค่ไหน? • ประมาณว่า 1 ใน 10 ของเด็กทั่วไปมีปัญหาการเรียนจนต้องได้รับการศึกษาพิเศษและเกือบครึ่งหนึ่งของเด็กจำนวนนี้มี LD การศึกษาของเด็กในวัยเรียนพบว่าร้อยละ 6-10 จะมี LD เด็กชายจะมีปัญหาได้บ่อยกว่าเด็กหญิงในอัตราส่วน 4:1 การตรวจประเมิน • โดยทั่วไปเราจะวินิจฉัย LD โดยดูความแตกต่างระหว่างสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนกับระดับสติปัญญาของเด็ก โดยถือว่าเด็กจะเป็น LD ต่อเมื่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในด้านนั้นๆ ต่ำกว่าระดับสติปัญญา 2 ปี เช่น เด็กอายุ 10 ปี มี I.Q.=100 แต่ปรากฏว่าความสามารถในการอ่านเท่ากับเด็กอายุ 7 ปี หรือ เด็กอายุ 10 ปีที่มี I.Q.=130 แต่ความสามารถในการคำนวณเท่ากับอายุ 10 ปีเป็นต้น (เด็กควรทำได้สูงกว่านั้น) จะเกิดอะไรกับเด็กแอลดี (LD) เมื่อเขาโตขึ้น? • ในเด็กบางคนที่เป็น LD อาการจะหายไปได้เมื่อโตขึ้น เชื่อว่าสาเหตุมาจากสมองกลุ่มนี้พัฒนา ช้า แต่ในที่สุดก็สามารถพัฒนาไปได้ แต่ในเด็กส่วนใหญ่อาการยังคงอยู่ หากไม่ทำการช่วยเหลือแล้ว การเรียนรู้ที่สับสนและลำบากมักนำไปสู่การล้มเหลวในการเรียนและปัญหาทางอารมณ์ • ในสมัยก่อนยังไม่ค่อยมีใครเข้าใจเรื่อง LD มากนักคนที่เป็น LD เลยต้องประสบปัญหา หลายคนปรับตัวไม่ได้และต้องออกจากโรงเรียนบางคนกลายเป็นอันธพาลเกเร บางคนหางานทำไม่ได้ เป็นต้น • การที่เด็กเรียนรู้แบบปกติไม่ได้ ทั้งๆที่สติปัญญาดีนั้นมักทำให้เด็กมีความหงุดหงิดใจ รู้สึกตัวเองโง่เด็กมักถูกเพื่อนๆล้อ ถูกผู้ใหญ่ตำหนิว่าไม่พยายาม เด็กจะมีปฏิกิริยาต่อประสบการณ์ดังกล่าวในหลายลักษณะ เช่นอาจมีอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือไม่ก็มีพฤติกรรมก้าวร้าว ซึ่งก็ทำให้ปัญหาการเรียนที่มีอยู่นั้นแย่ลงไปอีก การช่วยเหลือเด็กที่เป็นแอลดี (LD) สิ่งสำคัญในการช่วยเหลือเด็กมี 3 ประการคือ • การแก้ไขความบกพร่องในกระบวนการเรียนรู้ • การแก้ไขปัญหาทางอารมณ์ • ส่งเสริมจุดแข็งหรือความสามารถอื่นๆของเด็ก หลักการทั่วไปในการช่วยเหลือเด็ก LD • สอนจากสิ่งที่ง่ายที่สุด • สอนจากสิ่งที่เด็กคุ้นเคยไปหาสิ่งที่เด็กไม่คุ้นเคย • ให้โอกาสเด็กเลือกเรียน • ให้เด็กมีความสุขในการเรียน • ใช้ประสบการณ์ตรง • ให้เด็กเรียนรู้ตามขีดความสามารถของตน • ใช้แรงเสริมอย่างมีประสิทธิภาพ • กระตุ้นให้เด็กใช้ความคิด • ให้เด็กเรียนจากเพื่อน • แจ้งผลการเรียนให้เด็กทราบโดยเร็ว • ทบทวนบทเรียนบ่อยๆ • สอนโดยการเน้นย้ำเชื่อมโยงกับวิชาอื่นด้วย • จัดห้องเรียนให้เอื้อต่อการเรียน • ใช้คำสั่งที่สั้นและเข้าใจง่าย • มองหาจุดเด่น-จุดด้อยของเด็ก วิธีการช่วยเหลือเด็ก LD • สอนเสริม ควรจัดให้เด็กเรียนในชั้นเล็กๆ หรือมีห้องพิเศษที่จัดไว้สอนเด็กที่มีปัญหาคล้ายๆกัน หรือให้มีการเรียนตัวต่อตัว ที่เรียกว่า RESOURCE ROOM • สอนไปตามขั้นตอนเท่าที่เด็กรับได้ ไม่ควรเร่ง และจะต้องให้เหมาะกับเด็กเป็นรายๆไป เขียนแผนการเรียนรายบุคคล (Individualized Educational Plan-IEP) • สอนซ้ำๆจนเด็กสามารถก้าวหน้าทีละขั้น เน้นไปในสิ่งที่เด็กทำได้ ให้กำลังใจและชมเชยเมื่อเด็กก้าวหน้าขึ้น • สอนเด็กในช่องทาง (Channel) ที่เด็กรับได้ เช่น หากเด็กมีปัญหาในด้านการรับเสียง แต่ การรับภาพปกติ ก็สอนโดยใช้ภาพ เช่น ให้ดูรูปมากขึ้น หากเด็กมีปัญหาในการรับภาพ ก็สอนโดยใช้ เสียงมากขึ้น เช่น เด็กที่อ่านหนังสือไม่ได้ พ่อแม่ก็อ่านหนังสือให้ฟัง เป็นต้น • ใช้วิธีเรียนรู้หลายรูปแบบ (Multimodal Technique) ตามช่องทางที่เด็กเรียนรู้ได้ เช่น เด็กที่อ่านไม่คล่อง พ่อแม่อาจอ่านหนังสือแล้วอัดเทปไว้ให้เด็กมาเปิดฟัง ถ้าเด็กอ่านข้อสอบไม่ได้ อาจต้องขอให้คุณครูอ่านข้อสอบให้เด็กฟังเป็นพิเศษ • ใช้เครื่องมือต่างๆเข้ามาช่วยเด็ก เช่น เด็กที่มีปัญหาการเขียนอาจใช้เครื่องพิมพ์ดีดหรือเครื่องคอมพิวเตอร์มาช่วย เด็กที่มีปัญหาการคำนวณควรอนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลข ส่วนเด็กที่มีปัญหาการอ่านก็ใช้เครื่องอัดเทปมาช่วย เด็กที่สับสนเกี่ยวกับตัวอักษรก็ควรฝึกโดยใช้ตัวอักษรพลาสติกให้เด็กจับต้อง เพื่อให้เรียนรู้ทางการสัมผัสด้วย เป็นต้น • แก้ไขอาการสมาธิไม่ดีหรือโรค ADHD ที่มีร่วมด้วย แก้ไขปัญหาทางอารมณ์ • รักษาปัญหาทางอารมณ์ที่เกิดร่วมค้วยเช่นโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวล • ช่วยให้เด็กมีความนับถือตนเอง (Self-esteem) • แก้ไขความสัมพันธ์ในครอบครัว ครอบครัวของเด็กที่มีความตึงเครียดเนื่องมาจากการเรียนของเด็ก และพ่อแม่มักไม่เข้าใจปัญหาที่เด็กมี การอธิบายพ่อแม่ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง และเปลี่ยน ทัศนคติจากการตำหนิเด็กมาเป็นการช่วยเหลือเด็กเป็นสิ่งสำคัญ คำแนะนำแก่ผู้ปกครองของเด็ก LD • พยายามใจเย็นๆ เมื่อคุณฟังเด็กพูดหรือรอเด็กเขียน เพราะเด็กอาจจะพูดหรือเขียนได้ไม่คล่องและต้องใช้เวลาสักนิด • แสดงความรักต่อเด็ก • มองหาจุดแข็งและความสามารถอื่นๆพยายามสร้างจุดแข็งเหล่านั้นให้ทดแทนความบกพร่องที่เด็กมี • อย่าลืมชมเมื่อเด็กทำอะไรได้ดีแม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อยก็ตาม • ยอมรับนับถือในตัวเด็กว่าเด็กก็เป็นบุคคลที่มีความหมายและมีสิ่งดีๆในตนเองเหมือนกัน • มีความคาดหวังที่เหมาะสม • เมื่อเด็กทำผิดเช่นเขียนผิดอ่านผิดจงอย่าบ่นช่วยเด็กแก้ไขข้อที่ผิดอย่างอดทน • อ่านหนังสือสนุกๆกับเด็กกระตุ้นให้เด็กถามคำถามเล่าเรื่องและแสดงความคิดเห็น • เด็ก LD มักมีปัญหาสมาธิสั้นร่วมด้วย ดังนั้นต้องช่วยเด็กโดยลดสิ่งที่จะทำให้เด็กวอกแวก ให้เด็กมีที่เงียบๆ สำหรับนั่งทำงาน • อย่ามีของเล่นมากไปอย่าเปิดโทรทัศน์หรือวิทยุขณะเด็กทำการบ้าน • อย่าสนใจคะแนนมากนักเพราะเด็กอาจทำคะแนนได้ไม่ดีทั้งๆที่พยายามมากแล้ว • ช่วยให้เด็กมีความนับถือตนเองอย่างมั่นคง