ผู้ประนีประนอมประจำศาล

เมื่อวาน (วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๑) ผมมีโอกาสไปเป็นวิทยากรบรรยายในการสัมมนา เรื่อง "โครงการสัมมนาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในจังหวัดตราด"  จัดโดยศาลจังหวัดตราดและศาลจังหวัดตราดแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว คิดว่ามีเนื้อหาบางส่วนที่น่าจะเผยแพร่เป็นประโยชน์แก่บุคคลทั่วไป จึงเขียนบันทึกนี้ขึ้น

ปัจจุบันการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทมีบทบาทและมีส่วนสำคัญในการช่วยหรือเสริมให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปอย่างรวดเร็ว บุคคลหรือกลุ่มบุคคลคณะหนึ่งที่สมควรกล่าวถึงเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีส่วนสำคัญในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นศาล บุคคลที่ผมจะแนะนำให้พวกเราได้รู้จักคือ "ผู้ประนีประนอมประจำศาล"

คิดว่าพวกเราหลายคนคงน่าจะเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน หรืออีกหลายคนก็อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน บุคคลเหล่านี้เข้ามาเกี่ยวข้องกับศาลได้อย่างไร เพราะเขาไม่ใช่ผู้พิพากษา ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของศาล ไม่ใช่ลูกจ้างของศาล ลองติดตามอ่านบันทึกนี้ดูก็คงจะรู้จักบุคคลกลุ่มนี้มากขึ้น

ผู้ประนีประนอม หรืออาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ผู้ไกล่เกลี่ย หมายถึง บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้รับผิดชอบราชการศาลเพื่อให้ทำหน้าที่เป็นคนกลางช่วยเหลือศาลในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หมายถึง การยุติหรือระงับข้อพิพาทด้วยความตกลงยินยอมของคู่ความเองโดยมีผู้ไกล่เกลี่ยเป็นคนกลาง ช่วยเหลือ แนะนำ หาทางออกในการยุติหรือระงับข้อพิพาทให้แก่คู่ความ เพื่อนำไปสู่จุดหมายหรือข้อตกลงอันเป็นที่ยอมรับร่วมกันได้ทั้งสองฝ่าย

การขึ้นบัญชีผู้ประนีประนอม ผู้รับผิดชอบราชการศาลจะเป็นผู้คัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสม โดยพิจารณาคุณสมบัติในเบื้องต้น กล่าวคือ มีบุคลิกภาพดี-มนุษยสัมพันธ์ดี-มีความน่าเชื่อถือ-จิตใจมั่นคงหนักแน่น-มีเหตุผล-เคารพความเห็นที่แตกต่าง-ไหวพริบปฏิภาณดี-มีความสามารถในการพูดอธิบายแสดงเหตุผลโน้มน้าวจูงใจ-เชื่อมั่นการแก้ปัญหาโดยสันติ-ไม่นิยมการอำนาจความรุนแรง...เป็นต้น

ผู้รับผิดชอบราชการศาลพิจารณาบุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าวแล้วจะแต่งตั้งขึ้นบัญชีให้เป็นผู้ประนีประนอมประจำศาล สำหรับจำนวนมากน้อยเท่าใดขึ้นอยู่กับขนาดและปริมาณคดีในแต่ละศาล มีกำหนดระยะเวลาขึ้นทะเบียนไว้เป็นเวลา ๑ ปี หรือ ๒ ปี ตามความเหมาะสม

การอบรมผู้ประนีประนอม สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม เป็นผู้รับผิดชอบอบรมหลักสูตรเทคนิคการไกล่เกลี่ยข้อพาทให้กับผู้ประนีประนอม โดยจะอบรมทั้งในส่วนภาควิทยาการ และภาคปฏิบัติ จากนั้นจะฝึกฝนทักษะการไกล่เกลี่ยและการมอบคดีให้แก่ผู้ประนีประนอมเพื่อทำการไก่เกลี่ยต่อไป

การขึ้นทะเบียนผู้ประนีประนอมประจำสำนักระงับข้อพิพาท ผู้รับผิดชอบราชการศาลทำการประเมินผู้ประนีประนอมที่ผ่านการอบรมและฝึกฝนทักษะ โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้คือ ผลสำเร็จของการไกล่เกลี่ย-ความรู้ความสามารถในการไกล่เกลี่ย-ความพึงพอใจของคู่ความ-ความประพฤติของผู้ประนีประนอม ประกอบกับต้องมีคุณสมบัติและลักษณะไม่ต้องห้ามดังนี้คือ

๑.สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีและมีประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า ๕ ปี หรือมีประสบการณ์ทำงานในสาขาที่เป็นประโยชน์แก่การไกล่เกลี่ยไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี

๒.ผ่านการอบรมหลักสูตรเทคนิคการไกล่เกลี่ยฯจากสำนักงานศาลยุติธรรม หรือหลักสูตรในลักษณะเดียวกันที่สถาบันอื่นจัด โดยสำนักงานศาลยุติธรรมให้การรับรอง และมีประสบการณ์ด้านไกล่เกลี่ยฯในศาลหรือศูนย์ไกล่เกลี่ยฯสำนักระงับข้อพิพาทมาไม่น้อยกว่า ๑๐ คดี

๓.มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปี

๔.ไม่เป็นข้าราชการฝ่ายตุลาการ

๕.ไม่เป็นบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ

๖.ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก...

เมื่อผู้รับผิดชอบราชการศาลเห็นว่าบุคคลใดผ่านการประเมินและมีคุณสมบัติครบถ้วนก็จะเสนอชื่อไปยังเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประนีประนอมประจำสำนักระงับข้อพิพาท มีกำหนดระยะเวลาขึ้นทะเบียนไว้ ๒ ปี

ผู้ประนีประนอมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนประจำสำนักระงับข้อพิพาท มีสิทธิทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้ทุกศาลทั่วราชอาณาจักร ซึ่งจะแตกต่างจากผู้ประนีประนอมที่ได้รับการขึ้นบัญชีประจำศาลไว้ จะมีสิทธิไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้ภายในศาลที่ตนเองได้รับการขึ้นบัญชีเท่านั้น

ผู้ประนีประนอมได้รับค่าตอบแทนตามระเบียบที่สำนักงานศาลยุติธรรมกำหนด แต่เป็นค่าตอบแทนที่ไม่มากนัก การอาสาเข้ามาเป็นผู้ประนีประนอมไม่ได้หวังค่าตอบแทนแต่อย่างใด แต่เป็นการอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือราชการมากกว่า

การทำหน้าที่ของผู้ประนีประนอมในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของคู่ความนั้น จะต้องดำรงตนในความเป็นกลางอย่างยิ่งยวด หากเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดอาจถูกถอดถอนได้ ดังนั้นจึงขอให้คู่ความที่ต้องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิทในชั้นศาลโปรดวางใจได้ว่าท่านจะได้รับความเป็นธรรมอย่างเต็มที่

ที่กล่าวมาข้างต้นน่าจะช่วยให้พวกเรารู้จักกับตัวตนของผู้ประนีประนอม รู้จักบทบาท ภาระหน้าที่ ของผู้ประนีประนอมมากขึ้น หากพวกเราเห็นว่าตนเองมีคุณสมบัติครบถ้วนและพอมีเวลาว่างอยู่บ้าง ก็ลองเสนอตัวเข้ามาทำงานทางด้านนี้ได้ โดยเฉพาะเพื่อนๆ สจว.๑๐๓ ผมดูแล้วเห็นว่าคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ทุกคน

สำหรับการพ้นจากหน้าที่ของผู้ประนีประนอมนั้น เดิมตั้งใจจะกล่าวไว้ในบันทึกนี้ แต่เกรงว่าเนื้อที่จะไม่เพียงพอ ขอเก็บเอาไว้เขียนในโอกาสต่อไป....(เมื่อยมือจัง ไม่เคยจิ้มดีดนานขนาดนี้มาก่อน...มีภาพประกอบด้านล่าง)