วันนี้ตัวแทนคณะทำงาน KM ของสำนักฯ ยกทีมไปเยือนทีมงาน สคส. ที่ SM Tower เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนและซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาและกิจกรรมต่างๆ ที่จะเรียนรู้ใน KM Workshop (1, 2) “ทีมเยือน” จาก สำนักโรคติดต่อ นำทีมโดย “คุณหมอหญิง-พญ.จุลีพร คงประเสริฐ”“น้องกบ-ธาริณี”“น้องตวง-ธิดารัตน์” และผู้เขียน ส่วน “ทีมเหย้า” ของ สคส. นำโดย “คุณธวัช หมัดเต๊ะ”“คุณหญิง-นภินทร” และ “น้องปู” น้องใหม่ซิงๆ ของ สคส.
หลังจากแนะนำทำความรู้จักกันพอสมควรแล้ว เราก็เข้าสู่ประเด็นหลักที่เป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของการนัดพบปะกันครั้งนี้ ผู้เขียนได้ข้อสรุปประเด็นสำคัญจากการที่เราทั้ง 2 ทีมได้ใช้เวลาแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันและกันประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ว่า
เรามีเรื่องที่อยากจะเรียนรู้หลายเรื่อง คือ อยากเรียนรู้ KM ในรูปแบบที่ สคส. ได้พัฒนาต่อยอดโดยการเชื่อมโยงบูรณาการเข้ากับ OM แล้ว เพื่อให้ได้ทั้ง Human KM, Digital KM และ Strategic KM ใน workshop ครั้งเดียวเลย ซึ่งเมื่อได้ซักถาม ถกเถียงเชิงสร้างสรรค์กันจนเป็นที่เข้าใจ พิจารณาจากเหตุผลและความน่าจะเป็นจากประสบการณ์ของทีมงาน สคส. โดยเฉพาะคุณธวัช ที่ให้ข้อคิดเห็นและคำแนะนำว่า ไม่อยากให้เราเรียนรู้แบบได้อะไรกลับไปอย่างละนิดอย่างละหน่อย เฉพาะแค่ KM ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเรียนรู้ และทดลองปฏิบัติแบบค่อยเป็นค่อยไปจึงจะเข้าใจและเข้าถึง “หัวใจ” ของ KM อย่างลึกซึ้ง ถึงขั้นที่จะทำให้เกิดความประทับใจหรือเกิดแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนรู้นำกลับไปประยุกต์ใช้ต่อได้ เช่น ถ้าจะฝึกปฏิบัติกิจกรรม SST ให้ได้ผลดี ก็ควรที่จะผ่านกระบวนการเรียนรู้เรื่อง deep listening ให้เข้าใจแจ่มแจ้งก่อน เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเมื่อเข้าสู่วงเรื่องเล่าความสำเร็จ แต่ละคนก็อาจจะพะวงอยู่กับเรื่องที่ตนเองจะเล่าจนไม่ได้สนใจที่จะฟังเรื่องเล่าของคนอื่นๆ อย่างตั้งใจ ซึ่งในประเด็นนี้ผู้เขียนเองก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะจากประสบการณ์ที่ไปร่วมงาน “มหกรรม KM แห่งชาติ ครั้งที่ 4” ก็ได้เรียนรู้จากบทเรียนความสำเร็จของหลายๆ ท่านที่มาร่วมแลกเปลี่ยนแบ่งปันในงานครั้งนั้นซึ่งกล่าวไว้ตรงกันว่า “หัวใจ” ของสุนทรียสนทนาในวงเรื่องเล่า คือ “การฟัง” ทำให้ผู้เขียนได้ฉุกคิดว่าหากเราหวังผลเชิงความยั่งยืนในระยะยาวแล้ว เราก็ไม่ควรรีบร้อนหรือเร่งรัดในการเรียนรู้มากจนเกินไป
ดังนั้น เมื่อทีม สคส. แนะนำว่าใน workshop ครั้งนี้ เราควรจะเลือกเรียนรู้ KM หรือ OM อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน เรา “ทีมเยือน” ก็เห็นตรงกันว่าถ้าเราไม่รู้จัก รู้หลัก รู้ถึงสิ่งที่เป็นหัวใจของ KM อย่างชัดเจนในทิศทางเดียวกันก่อนแล้ว เราก็คงไม่สามารถนำ OM มาใช้ได้อย่างเกิดผลสมบูรณ์ เพราะ “การแลกเปลี่ยนเรียนรู้” ที่เป็นหัวใจสำคัญของ KM อย่างที่ อ.วิจารณ์ กล่าวไว้อยู่เสมอๆ นั้น เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปใช้ในการปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ในกระบวนการของ OM... ข้อสรุปในวันนี้เราจึงเลือกเรียนรู้ KM แบบเข้มข้นตามแนวทางของ สคส. ก่อน และเราก็มีการบ้านที่จะต้องกลับมาร่วมกันเตรียมการอีก 2-3 เรื่อง ทั้งเรื่อง การกำหนดหัวปลาของเรา การเตรียมข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสำนักฯส่งให้ สคส. ศึกษาประกอบการวางแผนการเรียนรู้ รวมถึงเตรียมเรื่องราวที่จะไปฝึกปฏิบัติ SST กันใน mini workshop
บรรยากาศของวันนี้ค่อนข้างจะสนุกสนานและเป็นกันเอง แม้ว่าเราต่างคนต่างก็มีประสบการณ์และมุมมองที่เหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง แต่ก็เปิดใจรับฟังกันและกันด้วยเหตุและผล “ทีมเยือน” ก็คาดหวังสิ่งที่ดีที่สุดจาก workshop ที่จะจัดขึ้นครั้งนี้ “ทีมเหย้า” เองก็อยากจะ "ให้" สิ่งที่ทำให้เกิดความประทับใจและแรงบันดาลใจได้อย่างดีที่สุดเช่นกัน ... สิ่งที่น่าชื่นชมก็คือ ถึงวันนี้ สคส. นับได้ว่าผ่านบทเรียนความสำเร็จในการเผยแพร่และขยายผล KM ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่จากการพูดคุยกันในวันนี้มีสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ทีมงาน สคส.เองก็ยังพร้อมเสมอสำหรับการเก็บเกี่ยวบางแง่บางมุมจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันครั้งนี้ เพื่อนำไปพัฒนา KM ให้ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไปอีก
ปลาทูแม่กลอง
17 กันยายน 2551
หลังการประชุม ทีมงาน สคส. ที่ไม่ได้เข้าประชุมด้วย ถามว่าประชุมอะไรกัน ทำไมได้ยินเสียงหัวเราะร่วนเชียว สงสัยว่าประชุม หรือเล่าเรื่องตลกกันแน่