ถ้าโรงพยาบาลเปรียบเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่แล้ว พยาบาล "จำรัส" คงเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่ทำงานในหน้าที่เล็ก ๆ ของตนได้อย่างดีและมีความสุขที่สุดครับ
- หลายเดือนก่อนได้มีโอกาสไปใช้บริการ ห้องตรวจเบอร์ 3 โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผมเห็นพยาบาลคนหนึ่ง เธอกำลังทำหน้าประจำวันของเธอ ผมสังเกตุว่า เธอมีความสุขในการทำงานนั้นมากครับ ดูเธอไม่เบื่อ ไม่รำคาญอะไรเลย
- เวลาต่อมา ผมก็เข้าไปใช้บริการอีกหลายครั้ง ก็เห็นเธอมีความสุขในการทำงานทุกครั้งไป จนสัมผัสได้
- จนผมได้ไปอ่านหนังสือที่เขาเชื่อว่า ในโลกมนุษย์ มี "เทพเดินดิน" อยู่ด้วยทั้งที่รู้และไม่รู้ตัว จึงนึกขึ้นได้ว่า จะลองสังเกตุดูว่าผมเห็นใครบ้างที่เป็นเทพ เทวดาตามที่หนังสือนั้นว่าไว้ และจะนำมาบันทึกเอาไว้เมื่อพบเจอประมาณนั้นครับ
- ... ผมคิดได้ และได้คิดว่า ... ถ้าโรงพยาบาลเปรียบเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่แล้ว พยาบาล "จำรัส" คงเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่ทำงานในหน้าที่เล็ก ๆ ของตนได้อย่างดีและมีความสุขที่สุดครับ
นางฟ้าตัวจริง ค่ะ
น้องพยาบาลจำรัส เธอเป็นผู้ชำนาญการในการดูแลผู้ทีมีปัญหาทางนรีเวช เธอขยันขันแข็งในการดูแลผู้มาใช้บริการเป็นอย่างดี เพราะดิฉันมีโอกาสไปใช้บริการ เธอเหมาะที่เป็นนางฟ้าในชุดขาวค่ะ
และเธอก็เป็นผู้ร่วมงานในคณะกรรมการพัฒนางานวิจัย ของ รพ ศรีนครินทร์ด้วยค่ะ
ขอบคุณแทนน้องจำรัสด้วยนะคะ
สวัสดีครับ
-ขอบคุณแทนชาวศรีนครินทร์ด้วยค่ะ
กรรมพาให้เกิด (ชนกกรรม)
คนเราที่มาเกิด ก็เนื่องจากกรรมที่ตนเองได้เคยสร้างไว้ในอดีตชาติ บันดาลให้มาเกิดตามเหตุปัจจัยที่ได้สะสมไว้ อันเป็นพลังอำนาจของกรรมที่เรียกว่า “ชนกกรรม” หรือกรรมที่พาให้เกิด
เมื่อกรรมบันดาลให้ไปเกิดในครรภ์ ที่ออกลูกเป็นตัว(ชลาพุชะ) ถ้าเป็นกรรมฝ่ายดี ก็จะเกิดเป็นคน
ถ้าเป็นกรรมฝ่ายชั่ว ก็จะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เช่น หมี หมา ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นต้น
ถ้ากรรมบันดาลให้เกิดในไข่ คือ ออกไข่ เป็นฟอง แล้ว จึงฟักออกเป็นตัว(อัณฑชะ)
ถ้าเป็นกรรมฝ่ายดี ก็จะเกิดเป็น ครุฑ
ถ้าเป็นกรรมฝ่ายชั่ว ก็จะเกิดเป็น แร้ง กา นก เป็ด ไก่ เป็นต้น
ถ้าเป็นกรรมบันดาลให้เกิดในไคลที่ชื้นแฉะ สกปรก(สังเสทชะ)
ถ้าเป็นกรรมฝ่ายดีเกิดเป็นเลน ไร ฯลฯ
ถ้าเป็นกรรมฝ่ายชั่ว ก็เกิดเป็นหนอน
ถ้ากรรมบันดาลให้เกิดผุดขึ้น คือ ผุดขึ้นมาและโตเต็มตัวในทันใด แม้เมื่อตายก็ยังไม่ต้องมีเชื้อหรือซากปรากฏ (โอปปาติกะ)
ถ้าเป็นกรรมฝ่ายดีก็จะเป็น เทพ เทวดา รวมทั้งมนุษย์บางจำพวก เช่น คนธรรพ์ คนลับแล ฯลฯ
ถ้าเป็นกรรมฝ่ายชั่ว ก็จะเป็น สัตว์นรก เปรต อสูรกาย ยักษ์ ฯลฯ
คนเรานี้เกิดมาเป็นคนเหมือนกัน แต่ทว่าไม่เหมือนกัน บางคนร่ำรวย บางคนยากจน บางคนมีปัญญา บางคนโง่เขลา บางคนกลับเป็นบ้า
บางคนมีอายุสั้น บางคนมีอายุยืน
บางคนมีโรคมาก บางคนมีโรคน้อย
บางคนมีผิวพรรณงาม บางคนมีผิวพรรณทราม
บางคนเกิดในตระกูลสูง บางคนเกิดในตระกูลต่ำ
เหล่านี้ล้วนเป็นพลังอำนาจของกรรมทั้งสิ้น
คนที่มีอายุสั้นนั้น เป็นคนที่มักสร้างกรรม ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นคนเหี้ยมโหด มือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการฆ่า ไม่มีเมตตาเอ็นดูในชีวิตของผู้อื่น
คนที่มีอายุยืนนั้น เป็นผู้เว้นจากการฆ่า มีความละอายต่อบาป มีความเมตตา ชอบช่วยเหลือและอนุเคราะห์แก่สัตว์ทั้งหลาย
คนที่มีโรคมากนั้น เป็นผู้ที่ชอบสร้างกรรม ชอบเบียดเบียนและทำร้ายสัตว์
คนที่มีโรคน้อยนั้น เป็นผู้ที่มีเมตตา ไม่เบียดเบียนสัตว์
ผู้ที่มีพิวพรรณทรามนั้น เป็นคนขี้โกรธ พยาบาทมาดร้าย แค้นเคือง แม้แต่ถูกว่าเล็กๆ น้อยๆ ก็ขัดใจแก้แค้น
ผู้ที่มีผิวพรรณงานนั้น เป็นคนใจเย็น ไม่ค่อยถือสาโทษโกรธเคือง ไม่ผูกเจ็บพยาบาท มองโลกในแง่ดี และให้อภัยใครได้เสมอ
คนที่มีอำนาจบารมีน้อย เพราะเป็นคนมีใจริษยา อิจฉาผู้อื่นที่เขาได้ลาภ สักการะ ยศตำแหน่ง ความเคารพนับถือมากกว่าตน
คนที่มีอำนาจบารมีมากนั้น เป็นคนที่มักยินดีที่คนอื่นได้ดีกว่าตน ไม่อิจฉาริษยา แต่กลับส่งเสริมและยอมรับในบารมีของผู้อื่น
บุคคลที่เป็นคนจน มีโภคทรัพย์น้อย เป็นเพราะไม่ชอบทำทาน ไม่รู้จักให้ เป็นคนเห็นแก่ได้ ชอบลักเล็กขโมยน้อย คอรับชั่น เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น
บุคคลที่เป็นเศรษฐี มีทรัพย์สินเงินทองมากนั้น เป็นเพราะมีความเชื่อ ศรัทธา ให้ทานอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ เป็นคนที่ให้กับให้ ชอบช่วยเหลือสละทรัพย์เพื่อสังคมไม่เอาของคนอื่น
ผู้ที่เกิดในตระกูลต่ำ ก็เพราะเป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ไม่รู้จักกราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่เคารพคนที่ควรเคารพ ไม่นับถือบูชาคนที่ควรบูชา
คนที่เกิดในตระกูลสูงได้นั้น เพราะว่าเป็นคนอ่อนน้อม ไม่เย่อหยิ่ง ชอบปรนนิบัติคนที่สมควรปฏิบัติ ไหว้บุคคลที่ควรไหว้ เคารพบุคคลที่ควรเคารพ นับถือบุคคลที่ควรนับถือ บูชาบุคคลที่ควรบูชา
สำหรับบุคคลที่มีปัญญามาก ก็เป็นเเพราะว่าชอบสนทนากับผู้ที่มีปัญญา ชอบอ่าน ชอบคิด ชอบพิจารณา และใฝ่หาความรู้
การที่เราได้เกิดมาแล้วในชาตินี้ เราไม่อาจเลือกเกิดได้ เพราะกรรมในอดีตชาติ ที่เราได้สร้างสมไว้แล้วนั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
แต่ในชาติหน้านั้น เราสามารถเลือกเกิดได้ตามใจชอบด้วยการกระทำ หรือสร้างแต่กรรมดีไว้ในชาตินี้
มีผู้คนจำนวนไม่มากนักที่เข้าใจในพลังอำนาจของกรรม หากเราสามารถทำความเข้าใจให้เกิดขึ้นอย่างแจ่มแจ้ง เท่ากับเป็นการวางโครงการชีวิตในระยะยาว ซึ่งจะทำให้เราสามารถจะเลือกเกิดในสภาวะเช่นไรก็ได้ อย่างเช่น หากต้องการเกิดมารวย ในชาติปัจจุบัน ก็หมั่นให้ทาน เป็นประจำ เสียสละทรัพย์ช่วยเหลือสังคมอย่างสม่ำเสมอ อย่าได้เอารัดเอาเปรียบผู้ใด การฉ้อโกง คอรัปชั่น ต้องเว้นขาด
หรือหากต้องการเป็นคนที่แข็งแรงและมีอายุยืน ก็อย่าได้ทำร้ายเบียดเบียนและฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผู้ใด แม้แต่สัตว์เล็กๆ น้อยๆ เช่น มด ยุง แมลงสาป ปลวก กุ้ง หอย ปู ปลา ฯลฯ
และหากต้องการแก้กรรม ที่ทำไว้ในอดีต ก็ให้ช่วยเหลือและปล่อยชีวิตอื่นให้รอดพ้นจากการบาดเจ็บและความตาย ก็สามารถทำได้ “กรรมนั้นมีพลังอำนาจต่ออายุให้ยืนยาวอีกไปได้”
กรรมสนับสนุนหรือกรรมอุปถัมภ์ (อุปัตถัมภกรรม)
กรรมที่ช่วยอุปถัมภ์ค้ำจุนกรรมฝ่ายดี ให้เจริญยิ่งขึ้น และกรรมฝ่ายชั่ว ให้ชั่วยิ่งขึ้น เรียกว่า “กรรมสนับสนุน” หรือ “อุปัตถัมภกรรม”
ถึงแม้ว่าในชาติปัจจุบันที่เราเกิดมาแล้วนี้ เราจะพลาดพลั้ง เกิดมาในสภาพไม่ดีนัก ไม่น่าพอใจนัก แต่เราก็สามารถเพิ่มเติม ปรับปรุงแก้ไข ให้ดีกว่าเดิมได้ เช่น
ถ้าหากเกิดมาจน ก็แก้กรรม ด้วยความขยันขันแข็ง มานะ อดทน แบ่งรายได้ ทำบุญทำทานบ้างเป็นปกตินิสัย อย่าไปคดโกง เอารัดเอาเปรียบใคร ในไม่ช้า ก็สามารถเป็นคนมีทรัพย์ได้ เหมือนอย่างที่เราเห็นคนที่เริ่มก่อร่างสร้างตัว จากไม่มีอะไรจนมีหลักฐานเป็นปึกแผ่น ซึ่งมีให้เห็นเยอะแยะ
แต่ในทางตรงกันข้าม หากเกิดมารวย แล้วประมาท ไม่สนใจใยดี ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอย่างไม่รู้คุณค่า ไม่รู้จักทำมาหากิน แสวงหาเงินทองมาเพิ่มเติม เอาแต่เทียวเตร่ ดื่มสุรายาเมา คบเพื่อนเที่ยวเกเร ไม่ช้าก็ไม่มีอะไรเหลือ ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นในสังคมมากมาย
พลังอำนาจของกรรมที่พาให้เกิด นั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ก็ยังมีพลังอำนาจของกรรมอีก 11 อย่างที่มีอิทธิพลบันดาลบชีวิตให้เปลี่ยนแปลงได้
อย่างเช่นพลังอำนาจของกรรมอุปถัมภ์หรือกรรมสนับสนุน ซึ่งมีทั้ง กรรมฝ่ายดี และกรรมฝ่ายไม่ดี บางคนพอเริ่มเข้าท้องแม่ ก็มีพลังบันดาลให้พ่อแม่โชคดีมีลาภ ทำมาค้าขึ้น ทำอะไรก็แลดูดีไปหมด อย่างนี้เรียกว่า พลังอำนาจของกรรมอุปถัมภ์ฝ่ายดี ให้ผล
แต่ถ้าหากว่าเป็นไปในทางตรงกันข้าม กลับทำให้พ่อแม่มีแต่เรื่อง เดือดร้อนมีแต่ปัญหา มีแต่ทุกข์ เป็นลูกล้างผลาญ แล้วละก็นั้นเป็นพลังอำนาจของกรรมอุปถัมภ์ฝ่ายชั่ว ให้ผล
หรือหากว่าเกิดมาเป็นเสือก็มี พลังอำนาจของกรรมอุปถัมภ์ ฝ่ายชั่ว ให้มีพลังวังชา มีนิสัยดุร้าย ทำการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมากขึ้น เป็นบาปมากขึ้น
ในสมัยพุทธกาล มีเศรษฐีผู้หนึ่ง มีชื่อว่า “อานันทเศรษฐี” ถึงแม้ว่าจะเป็นเศรษฐี แต่ก็เป็นคนตระหนี่ขี้เหนียว ทานไม่ไห้ ศีลไม่รักษา หาทรัพย์มาได้เท่าใด ก็เก็บรักษาเอาไว้ โดยไม่ยอมจ่ายอะไรเกินความจำเป็น แม้จะกินก็อดๆ อยากๆ จิตเต็มไปด้วยความโลภอยากได้ และก็ยิ่งโลภจัดขึ้นทุกวัน ที่เกิดเป็นเศรษฐีในชาตินี้ได้ ก็เพราะเคยใส่บาตรพระอรหันต์ ที่มาบิณฑบาตรหน้าบ้านในอดีตชาติก่อนโน้น
ต่อมาเมื่อเศรษฐีเฒ่าถึงแก่กรรม แต่จิตก็เต็มไปด้วยความหวงและห่วงใยในทรัพย์สมบัติ หน้าดำคร่ำเครียด เพราะฉะนั้น ชนกกรรมอกุศล หรือกรรมพาให้เกิด จึงชักนำไปเกิดในครรภ์ของหญิงจัณฑาลยากจนคนหนึ่ง จากนั้นพลังอำนาจของกรรมอุปภัมภ์ฝ่ายชั่วก็สนับสนุน โดยดลบันดาลให้คนจัณฑาลในหมู่บ้านนั้น ซึ่งอดอยากอยู่แล้ว อดอยากหนักเข้าไปอีก
ในที่สุดคนจัณฑาลทั้งหลาย ก็ได้ประชุมหารือ หาคนที่เป็นกาลกีณีโดยแบ่งเป็น 2 พวก ถ้าพวกไหนขัดสนลาภ ก็แสดงว่า คนกาลกีณีอยู่ในพวกนั้น ก็ให้แบ่งพวกอย่างนี้ จนกว่าจะพบคนที่เป็นกาลกีณี ในที่สุดก็หาพบ หญิงจัณฑาลมีครรภ์ จึงถูกขับไล่ออกจากหมู่ให้ไปอยู่อย่างโดดเดี่ยว เที่ยวซัดเซพเนจรไปเรื่อยๆ ได้รับความลำบากเป็นหนักหนา
ต่อมาได้คลอดบุตร ซึ่งแสนจะน่าเกลียดน่าชัง ยังกับผีเปรตแสนทุเรศไม่เหมือนคน ซึ่งทารกน้อยโตขึ้นจนรู้เดียงสา ก็ได้กะลาเป็นสมบัติ แล้วอำลาแม่เที่ยวขอทานเขาเลี้ยงชีวิต ไปทั่วทุกทิศ
วันหนึ่ง ก็ได้เดินทางมาถึงปราสาทอันมโหฬาร คลับคล้ายคลับคลาว่าคุ้นๆ จึงเดินดุ่มเข้าไป จึงถูกขับไล่ทุบตี แต่ด้วยความรู้สึกในจิตใต้สำนึกว่า ปราสาทนี้ตนเป็นเจ้าของ จึงจะเข้าไปให้ได้ ในที่สุดก็ถูกทุบตีจนบอบช้ำหยุดนิ่ง
พอดีขณะนั้น พระพุทธองค์ได้เสด็จผ่านมา ด้วยญาณรู้ พระองค์จึงบอกแก่คนทั้งหลายให้ทราบว่า
“ขอทานหน้าผีเปรตนี้ คือเศรษฐีเจ้าของปราสาท กลับชาติมาเกิด เศรษฐีลูกชายไม่เชื่อ พระพุทธองค์จึงให้เศรษฐีในคราบของขอทานเล่าประวัติของตนในชาติก่อน พร้อมทั้งให้ไปชี้ขุมทรัพย์อีก 5 แห่งที่แอบฝังไว้ไม่ให้คนอื่นรู้
ก็เป็นอันพิสูจน์ได้ เศรษฐีลูกชายจึงเชื่อเรื่อง พลังอำนาจของกรรม ตั้งแต่นั้นมา
ที่จริงเรื่องทำนองเดียวกันนี้ ในยุคปัจจุบัน ก็มีเหมือนกัน
เจ้าของห้างใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เป็นคนขี้เหนียว ชอบเอารัดเอาเปรียบคนอื่น พอตายไป เกิดมาเป็นขอทาน แล้วมานั่งขอทานอยู่หน้าห้างของตนเอง แต่ลูกหลานซึ่งเป็นเจ้าของห้างในปัจจุบัน คงไม่เชื่อแน่ เพราะไม่มีใครพิสูจน์ให้เห็นจริง เศรษฐีขอทานจึงต้องขอทานต่อไปเรื่อยๆ
เอ่ยชื่อห้างขึ้นมา ต้องร้อง “อ๋อ” กันทั้งเมือง
เพราะฉะนั้น บุคคลบางคน ประสบภัยวิบัติ พบกับอุปสรรคขัดข้องในชีวิตเสมอ มีความอาภัพอับโชคตลอดชีวิต
แต่บางคน ดูเหมือนจะโชคดีอยู่เสมอ มีความสุขความเจริญในชีวิตทั้งๆ ที่ในชีวิตปัจจุบัน ก็ทำความดี เหมือนๆ คนอื่นนั่นแหละ แต่ก็ประสบโชคโดยไม่คิดฝัน ก่อความแปลกประหลาดใจแก่ตนเป็นอย่างมากอยู่เสมอ
เหล่านี้เป็นพลังอำนาจของกรรมอุปถัมภ์ หรือกรรมสนับสนุน จะเป็นกรรม ฝ่ายดี หรือฝ่ายชั่ว นั้น ก็แล้วแต่เจ้าตัวได้สร้างไว้
กรรมเบียดเบียน (อุปปีฬกกรรม)
กรรมที่ทำหน้าที่เบียดเบียนกรรมอื่นที่ตรงข้ามกับตน ที่กำลังให้ผลไม่ว่าจะเป็นผลดี หรือผลชั่วมิให้เกิดผลอีกต่อไป เรียกว่า “กรรมเบียดเบียน” หรือ “อุปปีฬกกรรม” ซึ่งจะให้ผลแบบค่อยเป็นค่อยไป
พลังอำนาจของกรรมเบียดเบียน มีอิทธิพลต่อชีวิตมาก ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว
อย่างเช่น คนที่สร้างกรรมไว้ดีแล้ว กำลังได้รับสนองผลของกรรมดี ประสบความสุขความเจริญ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์สมบัติ ลาภยศ บริวาร หรือที่เคยยากจนกำลังทำท่าจะมั่งมี ที่มั่งมีอยู่แล้วก็กำลังจะรวยใหญ่กลายเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี แต่ให้เผอิญ กรรมเบียดเบียน ตามมาทัน จึงเกิดพลังอำนาจเข้าไปทำหน้าที่เบียดเบียนบั่นทอนชีวิตที่กำลังก้าวหน้านั้น ให้อับเฉาหยุดความก้าวหน้าลง
อดีตกาลนานมาแล้ว มีชายคนหนึ่งมีที่พักอาศัยอยู่ ใกล้ๆ วัดริมแม่น้ำ ในยามเย็นใกล้ค่ำ วันหนึ่ง ขณะอาบน้ำอยู่ที่ท่าน้ำหน้าบ้าน ก็พอดีมีสามเณรน้อยน่ารักองค์หนึ่ง พายเรือผ่านมา ชายผู้นี้นึกคะนองขึ้นมาก็แกล้งสามเณร เอามือวักน้ำสาดไปที่สามเณร สามเณรก็หลบด้วยสัญชาตญาณ จึงเป็นเหตุให้เรือล่มทันที สามเณรน้อยตกใจ รีบว่ายน้ำใจคอสั่น ส่วนปากก็ตะโกนด่าว่า ชายคนนั้นก็ยังเกิดความโกรธ จึงเข้าไปตบที่หูของสามเณร 2-3 ที แล้วดึงสามเณรขึ้นมาสู่ริมฝั่งแม่น้ำ จากนั้นกลับบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นมัว
ต่อมาอีกไม่นานนัก ชายคนนี้ได้ตายไป ก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสังสารเป็นเวลาช้านาน
จนในสมัยพุทธกาลนี้ จึงได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีนามว่า “สุนักขัตตลิจฉวี”
เมื่อเติบใหญ่เจริญวัยขึ้น ได้มีโอกาสฟังธรรม ก็เกิดความเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนา แล้วขอบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ ในสำนักของพระพุทธเจ้า โดยตั้งใจที่จะฝึกบำเพ็ญวิปัสสนา เพื่อตัดกิเลส เป็นอริยบุคคลในภายหลัง
พระพุทธองค์ได้บอกอุบายวิธีอันถูกต้องเหมาะสมกับจริต ในไม่ช้า พระสุนักขัตตลิจฉวี ก็ได้สำเร็จฌานและบรรลุ ทิพพจักขุอภิญญา โดยเร็วภายในเวลาไม่กี่วัน มีตาทิพย์ สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ เหนือวิสัยของคนธรรมดา เช่น มองเห็น เทวโลก และพรหมโลก เป็นต้น
ภิกษุใหม่ดีใจนักหนา จึงเข้าไปทูลขออุบายวิธี เพื่อที่จะฝึกวิชา ทิพพโสตอภิญญา หรือ วิชาหูทิพย์ ให้สำเร็จต่อไป
พระพุทธองค์ก็ทรงให้ บริกรรมภาวนา แต่ไม่ได้บอก อุบายวิธี เพราะทรงทราบว่า จะมีพลังอำนาจของกรรมเบียดเบียน หรือ อุปปีฬกกรรม มาเบียดเบียน มิให้ได้วิชา หูทิพย์ เพราะกรรมที่เคยได้ ตบหูสามเณร ในอดีตชาติ จะมาฝึกวิชาที่เกี่ยวกับ หู ให้สำเร็จได้อย่างไร
พระสุนักขัตติลิจฉวี ได้ฝึก วิชาหูทิพย์ อยู่ 3 ปี ก็หาได้สำเร็จไม่ ก็เกิดความเบื่อหน่าย และคิดผิดว่าพระพุทธเจ้า คงไม่มีวิชาที่วิเศษไปกว่านี้อีกแล้ว จึงลาสิกขาแล้วไปอยู่สำนักอื่นนอกพระพุทธศาสนา ครั้นตายไปก็ไปเกิดในนรก
เหตุการณ์อย่างนี้ แม้ในปัจจุบันก็ยังเกิดขึ้นอีกมากมาย กับพระสงฆ์นักเปรียญ ที่บวชกันมานานแล้ว แต่เมื่อถูกพลังอำนาจของกรรมนี้ มาเบียดเบียน ก็ต้องสึก หรือลาสิกขา ไปใช้ชีวิตแบบคฤหัสถ์
นี่คืออาการของพลังอำนาจของกรรมเบียดเบียนฝ่ายชั่วที่เข้าเบียดเบียนทำร้าย กรรมฝ่ายดีที่มีสภาพตรงข้ามกับตน
แต่บางคนกำลังประสบกับความทุกข์ยาก ต้องโทษ ต้องภัย สิ้นสมบัติ ได้รับความเดือนร้อน ที่เคยมั่งมีก็กลายเป็นมีมั่ง ไม่มีมั่ง กำลังย่างก้าวสู่ความยากจน ที่ยากจนอยู่แล้ว ก็กำลังจะยากจนหนักลงไปอีก ชีวิตกำลังประสบมรสุมจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว พลันกรรมเบียดเบียนฝ่ายดี ตามทัน ก็จะเกิดพลังอำนาจเข้าทำหน้าที่เบียดเบียนบั่นทอนกรรมฝ่ายชั่วที่กำลังครอบงำชีวิตอยู่นั้นให้พลันเสื่อมสลายไปทันที ชะตาชีวิตที่ริบหรี่แทบจะไม่มีแสงสว่าง พลันเป็นชีวิตที่รุ่งโรจน์สว่างสดใส พ้นโทษ พ้นภัยได้
ในสมัยพุทธกาล ยังมีชายคนหนึ่ง มีลักษณะเหี้ยมโหดดุร้าย ผมเผ้าพะรุงพะรังดั่งคนป่า มีขนงอกยาวกว่าคนปกติไปทั่วร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่หน้าอก จะมีมากเป็นพิเศษ หนวดเครายาวรุ่มร่าม แต่ก็มีสีแดง จึงได้ชื่อว่า “นายเคราแดง”
นายเคราแดง ไม่มีอาชีพแน่นอน มักถูกดูหมิ่นดูแคลนอยู่เสมอ จึงสมัครเป็นโจร แต่หัวหน้าโจรไม่กล้ารับไว้ เพราะดูลักษณะแล้ว มันเหี้ยมโหดเกินไป กลัวจะแว้งกัดในภายหลัง
แต่นายเคราแดง ถึงแม้จะผิดหวัง แต่ก็ไม่ละความพยายาม เข้าฝากตัวกับสมุนโจรผู้หนึ่ง คอยปรนนิบัติรับใช้จนเป็นที่ถูกใจ แล้วอ้อนวอนให้ไปฝากตัวกับหน้าหน้าโจรอีกครั้งหนึ่ง
หัวหน้าโจรทนความอ้อนวอนไม่ไหว จึงรับไว้อย่างเสียไม่ได้
ต่อมาทางราชการ ได้เข้าไปปราบปรามโจรก๊กนี้ และได้ตัดสินให้ลงโทษประหาร เพราะก่อกรรมทำเข็ญไว้มาก
แต่เนื่องจากโจรก๊กนี้มีมากมายหลายร้อยคน ไม่มีผู้ใดจะทำหน้าที่ประหาร ทางราชการจึงหาคนที่จะเป็นเพชรฆาต โดยจะยกโทษให้สำหรับคนที่ทำหน้าที่ประหาร แต่ก็ไม่มีใครรับ เพราะไม่อยากได้ชื่อว่า เป็นคนประหารเพื่อน
ในที่สุด นายเคราแดง ก็รับอาสาอย่างหน้าตาเฉย สมดังลักษณะที่หัวหน้าโจรคาดการณ์เอาไว้
ต่อมานายเคราแดงก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเพชรฆาต มีเงินเดือนประจำ มีหน้าที่ประหารโจรหลายก๊ก หลายเหล่า ที่ทางราชการจับมาได้ เป็นเวลาช้านาน กำลังวังชาลดน้อยถอยลงไป จึงได้รับการปลดเกษียณ ได้รับบำเหน็จเป็นเงินก้อนใหญ่พอสมควร
นายเคราแดง ดีใจเป็นหนักหนา จึงคิดเปลี่ยนบุคลิกของตนเอง ด้วยการอาบน้ำอาบท่า โกนหนวด โกนเครา หาเสื้อผ้าใหม่ๆ มาใส่ ประแป้ง ทาน้ำหอม ด้วยอารมณ์แจ่มใส ให้ภรรยาทำอาหารที่อร่อย มาฉลองหน้าบ้านในเช้าวันหนึ่ง
เช้าวันนั้น พระสารีบุตร ออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว ก็ตรวจด้วยญาณเพื่อจะโปรดบุคคลที่เข้ามาอยู่ในข่ายญาณ ซึ่งก็ปรากฏว่าเป็น นายเคราแดง
ขณะที่นายเคราแดง กำลังรับประทานอาหาร พลันก็เหลือบเห็น พระสารีบุตรมาบิณฑบาต ณ หน้าบ้านตน จึงเกิดความคิดว่า
“เราได้ทำบาป ทำกรรม ฆ่าโจร ฆ่ามนุษย์ไว้มาก ไม่ค่อยได้มีโอกาสทำบุญ ทำกุศลเลยแม้แต่ครั้งเดียว วันนี้นับว่าเป็นวันที่เราโชคดีหนักหนา เราควรถวายอาหารบิณฑบาต ดีกว่าจะบริโภคเสียเอง”
เมื่อพระสารีบุตรได้ฉันอาหารเสร็จแล้ว ก็มอบข้าวก้นบาตรที่เลิศรสให้แด่ นายเคราแดง รับประทานจนอิ่มหนำสำราญ
จากนั้นก็แสดงโปรดธรรม แต่นายเคราแดงไม่อาจส่งจิตไปตามกระแสแห่งธรรมได้ พระสารีบุตรจึงได้แนะอุบายวิธี จนนายเคราแดง เกิดปัญญาใกล้ พระโสดาปัตติมรรค เป็นอุบาสก ในพระพุทธศาสนา
ต่อมานางยักขิณี ซึ่งมีเวรผูกพันกันแต่ชาติปางก่อน ได้เนรมิตตนเป็นแม่โคบ้า วิ่งโลดแล่นไล่ชน นายเคราแดง หรือนายวาตะกาลกะจนถึงแก่ความตาย แล้วนายเคราแดง ก็ไปเกิดเป็นเทพบุตร ณ สรวงสวรรค์ชั้นดุสิต
นี่แหละเป็น พลังอำนาจของกรรมเบียดเบียนฝ่ายดี ที่เข้ามา ทำลายเบียดเบียนกรรมฝ่ายชั่ว ที่มีสภาพตรงกันข้ามกับตน ทำให้นายเคราแดง ซึ่งฆ่าชีวิตมนุษย์มาตลอดชีวิต ซึ่งจะต้องตกนรกเป็นที่ไป แต่กลับกลายไปสู่สวรรค์ชั้นฟ้า.
คัดมาจาก
กรรมทีปนี (กรรม 12 อย่าง) โดยท่านเจ้าคุณพระเทพมุนี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.9)
http://www.novaanalai.com/Book_1/BK1_chap5_p59.html
http://www.geocities.com/metharung/kram12.htm