เวลาที่เชือกมีปมขมวดเอาไว้ คนที่ผูกจะรู้ว่าปมนั้นมันถูกผูกขมวดขึ้นได้อย่างไร การคลายปมเชือกจึงจะง่ายหากผู้เป็นคนผูกเป็นผู้คลายปม

เวลาที่เชือกมีปมขมวดเอาไว้ คนที่ผูกจะรู้ว่าปมนั้นมันถูกผูกขมวดขึ้นได้อย่างไร  การคลายปมเชือกจึงจะง่ายหากผู้เป็นคนผูกเป็นผู้คลายปม  ข้อคิดนี้ฉันนำมันมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาตนเสมอเวลาที่ฉันพบว่า ตัวฉันมีปัญหาในใจ  ไม่ว่าปัญหานั้นๆจะเกี่ยวกับงานหรือเกี่ยวกับ"คน" 

 

ฉันใช้ข้อคิดข้างต้นมาวิพากษ์ตัวเองเพื่อเรียนรู้ว่า ทำไมฉันจึงมีปัญหากับเรื่องนั้นๆ  เพื่อให้เข้าใจชัดว่า  ความในใจที่ทำให้เกิดปัญหานั้นมันคืออะไร  มันมีความต้องการอะไร  ฉันจึงต้องลงมือทำมันให้มันมาเบียดเบียนตัวเองให้มีความทุกข์เกิดขึ้น การวิพากษ์ทำให้ฉันรู้ว่าที่แท้ปัญหานั้นอยู่ที่เราไม่ได้ทำให้ตัวเรา OK! ในขณะที่มองคนอื่นว่า OK!  และมีทั้งการที่ตัวเราไม่ทำให้ตัวเรา OK! ในขณะที่มองคนอื่นว่าไม่ OK! 

 

เมื่อมองพบปัญหาทั้ง 2 แบบนั้นแล้ว ฉันกลับพบว่าการเปลี่ยนตัวเองให้ OK! นั้นง่ายยิ่งกว่าการไปเปลี่ยนใครๆเขาให้ OK!   การเปลี่ยนตัวเองลดทุกข์ได้มากกว่าการไปพยายามเปลี่ยนใครๆหลายเท่านัก  ฉันจึงนำความรู้นี้มาใช้กับตัวเองเวลามีทุกข์อะไรเสมอ  แล้วฉันก็ได้พบว่าปัญหาที่ฉันมีอยู่กลับมลายหายไปได้อย่างง่ายดาย   

 

การเปลี่ยนตัวเองที่ฉันทำลงไปมิใช่ทำไปเพื่อคนอื่นรู้สึก OK! กับฉัน แต่ฉันเปลี่ยนตัวฉันเพื่อให้ฉันเอง OK! กับตัวฉันเท่านั้น  โดยฉันได้นำเอาสิ่งที่คนอื่นต้องการมาวิพากษ์ร่วมกับการวิพากษ์ความต้องการของตัวฉันเองแล้วได้ความต้องการใหม่ที่เป็นคำตอบของการกระทำใหม่มิใช่กระทำแบบเดิมที่ฉัน OK! กับมันในทุกแง่มุม  ความหมายของการเปลี่ยนหมายถึงการไม่ทำแบบเดิมๆอย่างที่ฉันเคยทำ แต่พลิกไปทำในมุมอื่นๆ ที่ไม่เบียดเบียนตัวเอง แล้วก็ให้ผลทุกเรื่องที่ตัวฉันเอง OK! ความทุกข์ที่เคยเกิดมันจึงเบาบางลงไป

 

ท่านอาจารย์ชยสาโรได้กล่าวสอนไว้ที่โรงเรียนวิถีพุทธ ฟังแล้วมันตรงกับสิ่งที่ฉันได้ทำลงไปเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง  ด้วยรู้สึกดีกับมันฉันเลยถือโอกาสเก็บเกี่ยวมันมาบันทึกไว้ใช้ต่อไป

ในเรื่องของศีลภาวนาในหมวดธรรมอาตมาได้สรุปคำเดียวคือคำว่าไม่เบียดเบียน

เพราะเป็นคำที่กว้างพอสมควรแล้วก็สามารถจะพูดถึงเรื่องศีลในแง่ที่ไม่ได้จำกัดแค่ศีลห้าศีล

แปดแต่ว่าหัวใจของศีลก็คือไม่เบียดเบียนตนไม่เบียดเบียนผู้อื่นเป็นหลักการกระทำการพูดอัน

ใดถ้าพูดด้วยเจตนาจะเบียดเบียนคนอื่นจะเบียดเบียนทางกายหรือเบียดเบียนทางใจถือว่าผิด..

 

ในการที่เราเอาความจริงในปัจจุบันสามารถคิดสามารถมองในทางที่ทุกข์ไม่เกิดขึ้น

กิเลสไม่กำเริบนี่ก็เรียกว่าโยนิโสมนสิการอาตมาข้ามไปดูข้อสุดท้ายในเรื่องของปัญญาแต่ว่า

มันจะเข้ามามีส่วนในทุกข้ออาตมาก็เคยปรารภด้วยว่าศัพท์บางศัพท์ชื่อยาวสำหรับคนไม่ชินมัน

น่ากลัวศัพท์คำว่าโยนิโสมนสิการอาตมาก็อยากให้เราบัญญัติศัพท์ใหม่ขึ้นสั้นๆย่อลงมาใช้

คำว่าโยเป็นแบบศัพท์ใหม่ศัพท์วัยรุ่นอยากรู้ถูกไหมก็ลองไปโยดูโยอย่างไรจะไม่เป็น

ทุกข์มันก็ฟังสนุกขึ้นมาทันทีแต่พอพูดว่าเอ้า ! ลองโยนิโสมนสิการดูซิโอย ! นึกไม่ออกฟัง

ไม่รู้เรื่องเห็นไหมเรื่องเดียวกันแต่ว่าเราฉลาดในเรื่องการใช้ภาษาอันนี้ก็เป็นความฉลาดอย่าง

หนึ่งใช่ไหมที่เรียกว่าปฎิสัมภิทาฉลาดในการใช้ภาษาให้เกิดประโยชน์........

 

ขันติความอดทนธรรมะแต่ละข้อมิใช่ธรรมะโดดเดี่ยวคือมิใช่ว่าจะต้องเก็บทีละ

ข้อๆแต่มันจะเกิดพร้อมกันเราต้องโยดูก่อนว่าขันติเกิดจากอะไรทำไมบางครั้งเราอดทนมาก

อดทนได้แต่ทำไมบางครั้งตัวเราคนเดียวทนไม่ไหวเลยมันเป็นเพราะอะไรลองโยดูนี่อาตมา

ก็โยอย่างนี้ว่าเราจะอดทนในสิ่งที่เราเชื่อว่ามีคุณค่าและมีความหมายถ้าเรื่องไหนรู้สึกทนแล้ว

ทนทำไมไม่มีความหมายไม่มีประโยชน์อะไรถ้าเรื่องไหนเราคิดว่าไม่มีประโยชน์มันไม่ทน

ขี้เกียจจะทนแต่ถ้าเรื่องไหนเรารู้ว่าสำคัญเราทนได้ยิ่งกว่าที่เคยคาดคิดว่าจะเป็นได้..

 

สติก็เป็นตัวพัฒนาจิตใจโดยตรงและก็ต้องการมีสติสติในเรื่องอะไรในเรื่องกาย

ในเรื่องเวทนาสติในจิตสติในธรรมสติในความจริงในปัจจุบันและสติในคำสอนของ

พระพุทธเจ้าสติคือการระลึกอยู่ในคุณธรรมข้อต่างๆระลึกอยู่ในหน้าที่ต่างๆสติก็มีหน้าที่

หนึ่งเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นอดีตการที่เราระลึกได้เราจำได้ทันเหตุการณ์เราเคยได้รับคำสั่งสอน

การอบรมเรามีอุดมการณ์เรารู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดแต่เรียนรู้เรื่องถูกเรื่องผิดก็อย่างหนึ่งการที่

เราระลึกได้ทันเหตุการณ์ในเวลาวิกฤตที่มีเวลาน้อยอันนี้ก็เป็นเรื่องของสติ