วันนนี้ได้อ่านบทความของพระรูปหนึ่งชื่อ หลักการสอนของโลกทั้ง 2
ลองอ่านดูนะครับ ท่านไม่ระบุชื่อของคนเขียน
หลักการสอนของโลกทั้ง 2
อาตมาจะเอาหลักธรรมการสอนของโลกทั้ง 2 มาอภิปรายสู่ท่านสาธุชนได้ฟังกัน โลกทั้ง 2 คือ
โลกโลกียะและโลกโลกุตตร อาตมาจะชี้แจงให้ท่านรู้ถึงความเป็นจริงของหลักการสอนทั้ง 2 ด้วยเหตุผล และความเป็นจริง เพราะเหตุอะไร ความ รู้ที่เรียนมาจากทางโลกจึงเอามาดับทุกข์ไม่ได้ เพราะเนื่องมาจากว่าทางโลกสอน มีแต่สอนไปทางโลกียะ คือ มีแต่สอนให้รู้จักแต่การเอา เอาไม่สิ้นสุด คือ เอาเปรียบ เอายศ เอาชั้น เอาชนะ เอาไม่มีการสิ้นสุด ในคำว่าเอา เมื่อมีความเจริญข้างนอกมาก คือ เจริญทางวัตถุ เจริญทางเห็นแก่ตัว ข้างในเลย เสื่อมนี่ละจึงเป็นทุกข์ เมื่อยังมีทุกข์อยู่ ยังไม่พ้นจากความทุกข์ได้แล้ว เราจะมาเอาความรู้นั้นมาดับทุกข์ได้อย่างไร? ก็เช่นเดียวกับที่เราถูกน้ำร้อนลวก เราจะนำน้ำร้อนมาดับความร้อนได้อย่างไร? จำเป็นเราต้องไปหาวัตถุและสิ่งของที่มีความเย็นลงจึงจะเอามาดับความร้อนได้
เช่นเดียวกับที่เจ้าชายสิทธัตถะมีความรู้จนไม่มีใครสามารถจะมาสอนให้พระองค์ได้อีก แต่ความรู้ที่พระองค์เรียนมานั้นยังไม่สามารถที่เอามาดับ ทุกข์ได้ พระองค์จึงได้หนีจากความสุขทั้งหลายที่มีอยู่ หนีไปแสวงหาความรู้ที่แท้จริงเพื่อจะนำมาดับทุกข์ของพระองค์ พระองค์จึงได้หลุดพ้นจากความ ทุกข์ทั้งหลายได้ เพราะความรู้เรียนจากทางโลกโลกียะที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น สอนให้รู้เอาแต่ประโยชน์ของตน ไม่เห็นประโยชน์ของคนอื่น เช่นเดียวกันกับ เอาน้ำร้อนมาดับความร้อน เราจะดับได้อย่างไร
คนตาบอดจูงคนตาบอดข้ามทาง จะข้ามได้อย่างไร และจะมีความปลอดภัยได้อย่างไร? จะรู้ว่าทางไหนผิด ทางไหนถูก? เมื่อเรายังมีความทุกข์อยู่ เราจะเอาความทุกข์นั้นมาดับทุกข์ได้อย่างไร ก็เช่นเดียวกับที่เรากำลังหาบของหนักอยู่ เรามีความทุกข์จนเกือบจะไปไม่ไหวอยู่แล้ว มีคนมาขอร้องให้ไป ช่วย แต่เรายังคงหาบของหนัก ๆอยู่ เราจะไปเอาความทุกข์ออกจากคนที่มีทุกข์เหมือนกับเรา จะไปช่วยคนอื่นได้อย่างไร เพราะตัวของเราเองก็ยังมีความ ทรมานจากความทุกข์อยู่ แล้วเราจะช่วยคนที่มีทุกข์เหมือนกับเราได้อย่างไร ถ้าจะไปช่วยก็จะทำให้ผู้ที่มีทุกข์อยู่นั้นได้รับความทุกข์มากขึ้นกว่าเก่า ก็คือ เอาความทุกข์ที่มีไปดับความทุกข์ให้คนอื่นพ้นทุกข์ จะทำได้อย่างไร? เพราะคนยังมีทุกข์จะเอาทุกข์ไปดับทุกข์ไม่ได้
ส่วนโลกพระธรรมสอนไปทางโลกกุตตรธรรม มีแต่สอนให้ละ ให้เรียนรู้ในการละ ให้ละอะไร? ให้ละออกและเมื่อละหมดแล้วจิตก็หลุดพ้นจากความ ทุกข์ คำที่ว่าสอนให้ละ คือ สอนให้ละการเอาเปรียบ ละยศ ละชั้น ละการเห็นแก่ตัว ละจากการเบียดเบียนคนอื่น ละจากการอาฆาตจองเวร เมื่อละหมด แล้วจิตก็หลุดพ้นจากความทุกข์ เกิดมีความว่างขึ้น นั้นละ คือ หนทางที่ดับทุกข์ออกจากทุกข์ได้ เพราะจิตได้เจริญขึ้น ปัญญาสว่าง รู้แจ้ง สภาวะธรรม ของความเป็นจริง เรื่องของความทุกข์ เรื่องความรู้ของพระพุทธเจ้าที่เรียนมาจาก โลกโลกียะ พระองค์เรียนจนไม่มีครูอาจารย์และมนุษย์คนไหนที่จะสา มารถมาสอนให้พระองค์ได้อีก แต่พระองค์ยังไม่สามารถเอาความรู้ทั้งหลายเหล่านั้น มาดับทุกข์ของพระองค์ได้ เพราะความรู้ไม่ได้เกิดจากสติปัญญา ในการปฏิบัติ เอามาดับทุกข์ไม่ได้
อาตมาจึงได้ขวนขวายและเพียรปฏิบัติ เสาะแสวงหาในหลักพระธรรมของทางพระพุทธศาสนา เอามาอภิปรายสู่ท่านผู้มีความประสงค์อยากรู้ได้ อ่านได้ฟังกัน เรื่องที่กล่าวมาแล้วนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นความจริง ถ้าหากท่านยังสงสัยว่ารากฐานของความเป็นจริงนั้นอยู่ที่ไหน ขอให้ท่านลงมือปฏิบัติ ธรรม และท่านก็จะได้รับคำตอบด้วยตนเอง ธรรมที่พระพุทธเจ้าได้เสาะแสวงหามาตั้ง 500 ชาติ นั้นคือ ความเป็นจริง ธรรมะ คือ ธรรมชาติเป็นสัจจะ ประกอบไปด้วย ความดี ความสมบูรณ์ ความถูกต้อง อยู่ในขอบเขตไม่มากน้อย พอดี เป็นธรรม ประกอบไปด้วยเหตุผล และปริมาณแห่งความเป็นจริง ธรรมทั้งหมดที่อาตมาได้เพียรปฏิบัติและขวนขวายเสาะแสวงหาในหลักพระธรรมทางพุทธศาสนาที่มีในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเอามาเขียนไว้ใน หนังสือเล่มนี้ เพื่อให้ผู้มีความประสงค์อยากรู้ เอาไปประกอบและปฏิบัติเพื่อจะดับทุกข์ได้ และให้ถูกต้องตามหลักธรรม อาตมาขอฝากคติธรรมนิดเดียว นี้ไว้คือ
บุคคลใดก็แล้วแต่ ถ้าหากยอมรับว่าตนเป็นคนที่ไม่รู้แต่ต้องเรียนนั่นล่ะ คือ บุคคลที่เจริญทางความรู้และสติปัญญา ถ้าหากว่าบุคคลใดแสดงว่า ตนมีความรู้มาก และเป็นผู้ฉลาดกว่าบุคคลอื่น นั้นละจะหาความเจริญไม่ได้ เพราะเข้าใจว่าตนเองรู้มากและดูถูกคนอื่นว่าเขาโง่ เพราะเราขาดเหตุผล บางคนจึงหลงเข้าข้างตนเองว่าตนมีความรู้มาก อาตมาจึงขอฝากท่านผู้มีความรู้มากเหล่านั้นไว้ด้วยว่ารู้จริงหรือเปล่า อันแท้จริงนั้นแหละ คือ บุคคล ขาดเหตุผลเป็นคนที่ไม่มีหิริโอตัปปะอยู่ในตัวเลย
กฏธรรมชาติ
ธรรมชาติที่มีอยู่ในโลกนี้ก็คือ : ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ ภูเขา ป่าไม้ หิน ทราย น้ำ เหล็ก ทอง เงิน ตะกั่ว พืช เกิด แก่ เจ็บ ตาย และอื่น ๆ อีก เหล่านี้ ล้วนจัดเข้าอยู่ในกฎธรรมชาติ แต่ธรรมชาติมี 2 อย่างคือ ธรรมชาติที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งให้มีให้เกิดขึ้น คือ สังขารอันเป็นธรรมชาติ และธรรมชาติที่ ไม่ได้เกิดจากการปรุงแต่งของปัจจัย สังขารอันเป็นธรรมชาติมาจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นเกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง ส่วนธรรมชาติที่ไม่ได้เกิดจากการ ปรุงแต่ง คือ ธรรมชาติเป็นความว่าง เป็นนิพพาน ดังกล่าวในพุทธบาลีว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา เพราะว่าพระพุทธเจ้าได้หาหลักแห่งความเป็นจริงและ เอามาเผยแผ่ต่อสัตว์โลกผู้ที่ประเสริฐได้รู้และปฏิบัติเอา เมื่อเราทำตามแล้ว เราก็จะได้รับความสมหวัง แต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น อันนี้ก็เช่นเดียวกันกับเรา ปลูกต้นไม้ไว้ในดิน ต้องใช้เวลาพอสมควรก่อนจะได้รับผลตอบแทน ถ้าปลูกที่ดินดี ก็จะได้รับผลพอสมควร ถ้าปลูกดินไม่ดีก็จะได้รับผลน้อย ดินที่ไม่ดีก็ คือ ผลกรรมของเรายังไม่ทันหมด จึงไม่ได้รับผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ฉะนั้นเราควรภูมิใจและเพียรทำความดีต่อไป ดั่งมีไว้ในพุทธบาลีว่า
สังขาราอนิจจา สังขาร คือ สังขตธรรมไม่เที่ยง
สัพเพสังขารา ทุกข คือ สังขตธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์
สัพเพธรรมา อนัตตา คือ สังขตธรรม และอสังขตธรรม หรืออสังขารทั้งปวงล้วนไม่มีตัวตน
หลักธรรมนี้ รู้กันอีกอย่างหนึ่งว่าไตรลักษณ์ หรือ สามัญลักษณะ พระพุทธเจ้าจะอุบัติเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม หลักทั้ง 3 นี้ ก็คงมีอยู่เป็นธรรมดา พระ พุทธเจ้าเป็นเพียงผู้ค้นพบและนำเอามาเผยแผ่แสดงแก่เวไนยสัตว์เท่านั้น
www .luongta.com/Inside1Html/tha/chapt15.htm
มาอ่านหลักการสอนของโลกทั้ง 2ค่ะ
น่าสนใจดีนะคะ