ความเหงา
ราส์ส กิโลหก
“ เสียงลมพัดตึง เคล้าคลึงยอดตอง...............................” เสียงเพลงแว่วมาจากบ้านทางเหนือที่ห่างไกล..
อากาศเย็นเพราะเป็นหน้าหนาว ป้าแก้วเอามือกอดอก เดินห่อตัวเพราะความหนาวเย็นจากอากาศรอบๆตัว ความหนาวแผ่ซ่านถึงขั้วหัวใจ แกเดินไปที่แคร่ยาวซึ่งตั้งอยู่ใต้ต้นจามจุรีใหญ่ ซึ่งแผ่กิ่งก้านครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ใกล้ๆกันยังมีสระน้ำกว้างเหมือนทะเลสาบเล็กๆน้ำเจิ่งนองเต็มตลิ่ง .... น้ำในสระใสสะอาดมีใบบัวอยู่ทั่วไปฝักบัวชูสลอนท้าทายแมลงพ่อสื่ออยู่เหนือน้ำ..ลมหนาวพัดผ่านแผ่นน้ำดูเป็นแนวคลื่นเล็กๆแลดูเป็นระเบียบสวยงาม ริมตลิ่งยังมีสะพานไม้เก่าๆปักเป็นแนวโอนเอนอยู่ริมบ่อ เหมือนภาพวาดของจิตรกร...
แกเอามือที่หยาบกร้านจับงอบที่เก่าขาดคร่ำครึออกจากหัว เอาวางบนพื้นแคร่พร้อมหย่อนตัวลงนั่งอย่างเหนื่อยล้าและท้อแท้ ท่ามกลางลมหนาวพัดตะบึงอย่างโกธรแค้น พัดผ่านท้องนาซึ่งมีแต่ตอซังข้าวที่ถูกเก็บเกี่ยวมองเป็นหย่อมๆ ลมหนาวพัดพาเศษดินและเศษฟางข้าว มากระทบใบหน้าที่เรียบเฉยและเหี่ยวย่นของหญิงชรา ผมที่ขาวโพลนปลิวไปตามแรงลม ความเย็นจากลมหนาวแทรกผ่านเสื้อผ้าไปกระทบผิวหนังจนร่างกายหนาวสะท้านเพราะความเย็น เสียงกิ่งไม้ใบไม้ดังกราวเป็นช่วงๆทุกครั้งที่ลมกระแทกไปโดน เสียงดูเหมือนน่ากลัวแต่แกชินกับสิ่งรอบตัวเหล่านี้ เพราะมันเกิดกับแกมาหลายสิบปีแล้ว..
ลมแบบนี้มาทุกปีช่วงฤดูเก็บเกี่ยวตั้งแต่จำความได้ แกผ่านลมผ่านหนาวแบบนี้มาไม่ต่ำกว่า 60 ครั้ง ลมหนาวตามฤดูกาลจะมาตามกำหนดเวลาไม่เคยขาดแม้เพียงครั้งเดียว แกนั่งเหม่อมองออกไปที่ท้องทุ่งนาของตัวเอง ใจหวนนึกไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันมักจะวนเวียนกลับมาที่เดิมเสมอ จากพื้นนาที่แห้งผากเมื่อมีฝนตกลงมา ก็ไถนา ดำนา ปลูกข้าว น้ำเต็มผืนนากบเขียดร้องกันจนทุ่งนาสะเทือน เสียงปลาใหญ่ฮุบเหยื่อในตอนกลางคืน ต่อมาข้าวก็เขียวเต็มท้องทุ่ง กลิ่นใบข้าวหอมเย็นอบอวนชวนให้ชื่นใจ เมื่อลมหนาวเริ่มพัดมาต้นข้าวจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แปรสภาพจากทุ่งนาสีเขียวกลายเป็นทุ่งรวงทอง แลดูเป็นเหมือนพรมสีทองผืนใหญ่..กว้างสุดสายตา
ป้าแก้วเหม่อมองทอดสายตามองออกไปอย่างไม่มีจุดหมาย ชีวิตของแกมีแต่ความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวเงียบเหงา !! เหมือนยืนอยู่คนเดียวในโลก..
เมื่อลุงบุญคู่ชีวิตได้ล้มหายตายจากแกไปเมื่อหลายปีก่อน
ไปทำบุญที่วัดพระท่านก็พร่ำสอนพร่ำอยู่เสมอว่า การเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องธรรมชาติ แกก็พยายามคิดว่ามันเป็นอย่างที่พระพูด แต่ในความเป็นจริงการสูญเสียก็เป็นเรื่องที่สะเทือนใจอยู่มาก การทำใจก็ต้องใช้เวลา การผูกพันระหว่างผัวเมียหรือคนที่เรารักก็เป็นเรื่องธรรมชาติเหมือนกัน...
วงจรชีวิตในอดีตที่ผ่านมาเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นแสงสว่างก็มา พอพระอาทิตย์ตกแสงสว่างก็หายไปพร้อมความมืดเข้ามาแทน ทุกเมื่อเชื่อวันก็เป็นแบบนี้ คงเหมือนชีวิตคนเรามีเกิดและดับ..
ความคิดแกล่องลอยไปถึงความตาย การเวียนว่ายตายเกิดเป็นเรื่องที่ต้องเจอต้องพบทุกคน ไม่มีใครหลีกหนีพ้น
ความตายบางครั้งก็ดูน่ากลัว แต่บางครั้งก็เป็นสิ่งที่ต้องการ...!
ตะวันลับขอบฟ้าเหมือนทุกวัน ความมืดมาเยือนลมกรรโชกแรงขึ้นพร้อมกับความหนาวเย็นที่เพิ่มขึ้น.
ป้าแก้วลุกขึ้นขยับเสื้อผ้าให้แนบลำตัวเอามือกอดอกเดินหลบความมืดและหนาวเย็นเข้าไปในบ้าน…
พลางคิดว่าที่หลบไม่พ้นจริงๆก็คือความเหงานี่เอง...!
เพราะต้องเจอมันทุกครั้งแม้เวลาที่หลับตาหรือลืมตา..... ///
