นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์ เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การประเมินผลกระทบทางการเมืองต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยขณะนี้ได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจทั้งด้านการส่งออก การลงทุน การบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยวรวมแล้ว 19,000-35,000 ล้านบาท ส่งผลกระทบให้อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวลดลงเหลือ 5.2-5.3% จากเดิมที่คาดว่า จะเติบโต 5.6% หากความขัดแย้งยังยืดเยื้อถึงปลายเดือน ก.ย.หรือต้นเดือน ต.ค.นี้ เศรษฐกิจไทยจะได้รับความเสียหายเพิ่มเป็น 40,000-62,000 ล้านบาท หรือทำให้จีดีพีขยายตัวเพียง 4.9-5.1% “ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองทั้งการชุมนุมขับไล่รัฐบาล การปิดท่าเรือ สนามบิน รวมถึงการหยุดงานของรัฐวิสาหกิจในช่วงที่ผ่านมาสร้างความเสียหาย ให้ประเทศแล้ว 35,000 ล้านบาท และมีความเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจจะเสียหายเพิ่มเป็น 62,000 ล้านบาท เพราะขณะนี้แนวโน้มความขัดแย้งยังมีอยู่และไม่มีท่าทีคลี่คลายลงหากเหตุการณ์ยืดเยื้อไปจนถึงเดือน พ.ย. ธ.ค. ความเสียหายจะเพิ่มเป็น 73,000-130,000 ล้านบาท ส่งผลให้จีดีพีเหลือแค่ 4.5-4.8% เท่านั้น และยังทำลายความเชื่อมั่นถึงปีหน้าด้วย”
สำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบสูงสุดคือการท่องเที่ยวและบริการ เป็นผลมาจากการประกาศ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและการปิดสนามบิน ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอและยกเลิกการเดินทางมาไทยแล้วหลายแสนคนหรือเกิน 80% และทำให้ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต ภัตตาคาร ร้านอาหาร บันเทิง สปา สามล้อ แท็กซี่ สูญเสียรายได้แล้ว 6,000 ล้านบาท หากสถานการณ์ยืดเยื้อไปทั้งเดือน ก.ย.จะทำให้เสียหายเพิ่มเป็น 23,000 ล้านบาท แต่หากความวุ่นวายมีต่อเนื่องถึงสิ้นปีซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ความเสียหายจะเพิ่มเป็น 42,000-75,000 ล้านบาท และกระทบจีดีพีถึง 0.42-0.79%
ส่วนผลกระทบต่อการบริโภคภาคประชาชนยังจะชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะนี้เสียหาย 2,000-3,000 ล้านบาท แต่หากยืดเยื้อต่อถึงสิ้นเดือน ก.ย.จะเพิ่มเป็น 4,000-6,000 ล้านบาท และถ้ายาวถึง 1-3 เดือน จะเสียหาย 15,000-20,000 ล้านบาท ด้านการลงทุนขณะนี้การลงทุนลดลงแล้ว 1,000-2,000 ล้านบาทและผลกระทบระยะสั้นตลอดเดือน ก.ย.จะลดลง 3,000-4,000 ล้านบาท แต่หากความขัดแย้งยังวุ่นวายไปอีก 1-3 เดือน การลงทุนจะลดอีก 6,000-12,000 ล้านบาท และกระทบต่อความเชื่อมั่นถึงปีหน้า ขณะที่ภาคการส่งออกได้ผลกระทบ 10,000-24,000 ล้านบาท จากการปิดท่าเรือกรุงเทพส่งผลให้สินค้าหลายรายการและผู้นำเข้าชะลอคำสั่งซื้อในบางส่วน
นายดุสิต นนทะนาคร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ต้องการให้ความขัดแย้งยุติโดยเร็วที่สุดเพราะยิ่งยืดเยื้อก็จะยิ่งควบคุมไม่ได้และเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างรุนแรงไปถึงปีหน้า โดยภาคธุรกิจจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ และหากธุรกิจอยู่ไม่ได้จนต้องปิดกิจการก็จะกระทบต่อการจ้างงานกลายเป็นปัญหาลูกโซ่ และที่สำคัญการสร้างความน่าเชื่อถือให้ต่างประเทศกลับมายอมรับต้องใช้เวลานาน
ขณะที่นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ส.อ.ท. และประธานกลุ่มอุตสาหกรรม 39 กลุ่ม ได้วิเคราะห์ผลกระทบจากความวุ่นวาย ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ว่า หากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองยืดเยื้อถึงสิ้นปีนี้ จะส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรม
ส่งออกและท่องเที่ยวสูญเสียรายได้รวมกันไม่ต่ำกว่า 600,000 ล้านบาท เพราะหลังที่รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินทำให้ลูกค้าต่างประเทศยกเลิกคำสั่งซื้อใหม่ ๆ เพราะเกรงว่าไทยจะไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนด รวมถึงชะลอการเข้าชมโรงงานเพื่อดูตัวอย่างสินค้าในไทยก่อนสั่งซื้อสินค้า และนักท่องเที่ยวยกเลิกการจองที่ห้องพักจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้บุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจท่องเที่ยวที่เกี่ยวเนื่อง เช่น พนักงานโรงแรม คนขับรถท่องเที่ยว ร้านขายของที่ระลึก ครอบครัวแรงงานหลายล้านคนได้รับผลกระทบ
สำหรับอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง เช่น กลุ่มพลังงานทดแทนที่นักลงทุนชะลอลงทุนหลายโครงการ, กลุ่มโรงเลื่อยและโรงอบไม้ที่ยอดขายจากลูกค้าต่างประเทศลดลง 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน, กลุ่มหลังคาและอุปกรณ์ ก่อสร้างที่ยอดขายติดลบ 40% และการปิดสนามบินในต่างจังหวัดก็ได้ส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าของการก่อสร้างโรงแรม รีสอร์ตเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวให้หยุดชะงักลงเพราะเจ้าของที่เป็นนายทุนต่างชาติขอให้ชะลอการก่อสร้างออกไปจนกว่าเหตุการณ์จะยุติลง, กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ มีตู้สินค้าตกค้างในท่าเรือจนต้อง เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มในการย้ายสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพไปแหลมฉบัง, กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางที่ขนย้ายวัตถุดิบมายังสถานประกอบการผลิตสินค้าล่าช้า, กลุ่มรองเท้าที่คู่ค้ายกเลิกคำสั่งซื้อ รวมถึงไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, อาหาร, เครื่องจักรกล เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า ในรอบ 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค.) มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 848 โครงการ เงินลงทุน 294,000 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา มียอดขอรับบีโอไอ 835 โครงการ เงินลงทุน 398,000ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกัน ในรอบ 8 เดือนแรกของปีนี้มียอดขอรับบีโอไอเพิ่มขึ้น 1.6% แต่มูลค่าเงินลงทุนลดลง 26.3% โดยล่าสุดบีโอไอได้มีการอนุมัติให้ การส่งเสริมรวมทั้งสิ้น 722 โครงการ มูลค่า 260,000 ล้านบาท ทั้งนี้ หากมีการลงทุนตามที่เสนอขอมาทั้งหมด จะก่อให้เกิดการจ้างแรงงานในประ-เทศไทย 122,977 คน
สำหรับนักลงทุนรายใหญ่อันดับ 1 คือ ญี่ปุ่น มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน 216 โครงการ สหภาพยุโรป 118 โครงการ ไต้หวัน 33 โครงการ สหรัฐฯ 26 โครงการ ฮ่องกง 16 โครงการ และสิงคโปร์ 60 โครงการ โดยกิจการที่ นักลงทุนต้องการเข้ามาลงทุนประกอบด้วยการแปรรูปอาหาร เป็นอันดับ 1 จำนวน 105 โครงการ ตามด้วยอุตสาหกรรมเหมืองแร่เซรามิก 35 โครงการ อุตสาหกรรมเบา 56 โครงการ อุปกรณ์ขนส่ง 170 โครงการ อิเล็กทรอนิกส์ 132 โครงการ กระดาษ พลาสติก 97 โครงการ อุตสาหกรรมบริการ 253 โครงการ โดยเป็นกิจการที่ต้องการลงทุน ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลหรือเขตส่งเสริมการลงทุนเขต 1 รวม 265 โครงการ เขต 2 (จังหวัดรอบ ๆ กรุงเทพฯปริมณฑล) จำนวน 345 โครงการ เขต 3 จำนวน 236 โครงการ
ไทยรัฐ ไทยโพสต์ แนวหน้า โลกวันนี้ ข่าวหุ้น 10 กันยายน 2551