...

เป็นที่ทราบกันดีว่า สุขภาพปอดเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่า คนเราจะมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ หรือจะมีอายุยืนอย่างยอบแยบ หอบและ(เสียง)แหบ

ต้นปี 2551 นี้มีการประชุมผู้เชี่ยวชาญโรคปอดเรื่องถุงลมโป่งพอง (COPD) ในกรุงเทพฯ ศาสตราจารย์จินเป็ง เซง ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด แห่งสถาบันโรคทางเดินหายใจ วิทยาลัยแพทย์กวางซัว สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้นำเสนอว่า เอเชียกำลังพบกับวิกฤตของโรคปอดสูงมากจนน่าตกใจ

...

ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังพร้อมทั้งแนวทางในการถนอมปอดของเราให้ดีไปนานๆ หน่อยมาฝากครับ

ภาพที่ 1: แสดงให้เห็นว่า จีนกำลังจะเป็นมหาอำนาจทางด้านถุงลมโป่งพองของโลก (ที่มาอ้างอิงไว้ด้านล่าง)

  • ผู้ชายจีน (เส้นสีส้ม) มีโอกาสเป็นโรคถุงลมโป่งพองมากกว่าผู้หญิง (เส้นสีเหลือง) เส้นสีม่วงเป็นค่าเฉลี่ย(รวมผู้หญิงและผู้ชาย)
  • อุบัติการณ์โรคถุงลมโป่งพองเพิ่มขึ้นตามอายุ นั่นคือ ถ้าสัดส่วนคนสูงอายุมากขึ้นจะพบคนป่วยด้วยโรคถุงลมโป่งพองมากขึ้น

...

ผลการสำรวจเมืองใหญ่ๆ ในจีน 7 เมืองพบว่า คนจีนเป็นโรคถุงลมโป่งพองประมาณ 8.6% ผู้ชายเป็นโรคนี้มากกว่าผู้หญิง (12.4% และ 5.1% ตามลำดับ)

ช่วง 40 ปีที่ผ่านมา... อัตราตายจากโรคหัวใจ (หลอดเลือดหัวใจอุดตัน) หลอดเลือดสมองแตก-ตีบตันลดลงเรื่อยๆ ขณะที่อัตราตายจากโรคถุงลมโป่งพองเพิ่มขึ้นเกือบ 165%

...

องค์การอนามัยโลก (WHO) พยากรณ์ว่า ปี 2020 หรือ พ.ศ. 2563 โรคถุงลมโป่งพองจะเป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 ของโลก

สาเหตุของโรคถุงลมโป่งพองในซีกโลกตะวันตก (ฝรั่ง) เป็นผลจากการสูบบุหรี่ ส่วนในเอเชียเป็นผลจากบุหรี่ร่วมกับมลภาวะในบ้าน

...

ภาพที่ 2: แสดงให้เห็นว่า โอกาสเป็นโรคถุงลมโป่งพองขึ้นกับ

  1. อายุ (แถบสีเหลือง) > อายุยิ่งมากยิ่งเสี่ยง
  2. บุหรี่ (แถบสีม่วง) > ขึ้นกับการสูบบุหรี่ คนที่สูบเสี่ยงมากกว่าคนที่ไม่สูบ ถ้าสูบแล้วเลิกจะลดอัตราเสี่ยงให้น้อยลง
  3. เพศ (แถบสีส้ม-แดง) > ผู้ชายเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง

...

จากภาพที่ 2 > แถบสีเขียวแสดงให้เห็นว่า อาเซียนหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเขตที่มีโรคถุงลมโป่งพองมากที่สุดดังตาราง

ภูมิภาค อุบัติการณ์ถุงลมโป่งพอง (ร้อยละ)
แปซิฟิคตะวันตก 10.6%
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 12.5%
ยุโรป 8.5%
อเมริกา 4.5%

...

จากภาพที่ 2 > แถบสีส้ม-แดงแสดงให้เห็นว่า ผู้ชายเป็นโรคถุงลมโป่งพองมากกว่าผู้หญิงดังตาราง

เพศ อุบัติการณ์ถุงลมโป่งพอง (ร้อยละ)
หญิง 5%
ชาย 11%

...

จากภาพที่ 2 > แถบสีม่วงแสดงให้เห็นว่า คนที่สูบบุหรี่เป็นโรคถุงลมโป่งพองมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ ทีนี้ถ้าสูบบุหรี่แล้วเลิก (ex-smoker) โอกาสเป็นโรคจะลดลง แต่ยังมากกว่าคนที่ไม่สูบเลยดังตาราง

บุหรี่ อุบัติการณ์ถุงลมโป่งพอง (ร้อยละ)
สูบบุหรี่ 15%
สูบบุหรี่แล้วเลิกสำเร็จ 9.7%
ไม่สูบบุหรี่ 2.7%

...

ศาสตราจารย์เซงกล่าวว่า ถ้าสูบบุหรี่ 20 แพ็ค-ปี (pack years = จำนวนซองคูณด้วยจำนวนปีที่สูบ) หรือสูบวันละ 1 ซองนาน 20 ปีขึ้นไปจะพบว่า มีความเสี่ยงต่อโรคถุงลมโป่งพองเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

นอกจากนั้นการใช้เชื้อเพลิงแข็ง โดยเฉพาะการหุงหาอาหาร เช่น ฟืน ถ่านหิน ฯลฯ มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคถุงลมโป่งพอง

...

ประเทศที่ใช้ถ่านหินในการหุงหาอาหารมากได้แก่ เอเชียใต้ (อินเดีย ศรีลังกา ปากีสถาน บังคลาเทศ เนปาล ฯลฯ) และจีน

ศาสตาจารย์เซงกล่าวว่า คนจีนในประเทศจีนยังคงใช้ถ่านหินหุงหาอาหาร ส่วนใหญ่จะอยู่นอกเมืองใหญ่ หรืออยู่ตามชนบท ควันไฟจากการหุงหาอาหารนี่เองที่เพิ่มความเสี่ยงโรคถุงลมโป่งพองมากเป็นพิเศษในผู้หญิงและเด็ก เนื่องจากคนกลุ่มนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในบ้าน

...

ถ่านหินที่ใช้ในบ้านกับถ่านหินที่ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น การผลิตไฟฟ้า ฯลฯ ส่วนใหญ่จะเป็นถ่านหินคนละเกรดกัน

ถ่านหินที่ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น การผลิตไฟฟ้า ฯลฯ มักจะเป็นถ่านหินคุณภาพสูง มีระบบการเผาไหม้ที่ออกแบบมาอย่างดี และอาจมีระบบการกักเก็บสารพิษ เช่น ระบบดักจับแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ฯลฯ ทำให้มีความปลอดภัยสูงกว่าการใช้ถ่านหินในบ้านอย่างมากมาย

...

การศึกษาในจีนพบว่า ทั้งบุหรี่และการใช้เชื้อเพลิงแข็ง เช่น ถ่านหิน ฟืน ฯลฯ หุงหาอาหารมีส่วนเสริมแรงกันทำลายปอดดังตาราง

ปัจจัยเสี่ยง โอกาสเป็นโรคถุงลมโป่งพอง (ร้อยละ)
บุหรี่ + เชื้อเพลิงแข็ง 19.3%
บุหรี่อย่างเดียว 12.3%
เชื้อเพลิงแข็งอย่างเดียว 7.7%
ไม่มีปัจจัยทั้ง 2 อย่าง 5.1%

...

โปรดสังเกตว่า คนที่อยู่ในจีน... แม้จะไม่สูบบุหรี่ และไม่ใช้เชื้อเพลิงแข็ง เช่น ถ่านหิน ฟืน ฯลฯ หุงข้าวในบ้านก็ยังเสี่ยงต่อโรคถุงลมโป่งพอง

สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเป็นจากมลภาวะในอากาศ เช่น การใช้รถยนต์ การใช้ถ่านหินในอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวางในจีนทำให้อากาศเสียค่อนข้างมาก ฯลฯ

...

ถ้าเป็นโรคถุงลมโป่งพองจะต้องใช้เงินในการรักษาปีละเท่าไร ปรากฏดังตาราง

ค่ารักษาในประเทศ ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคนต่อปี บาทต่อคนต่อปี
สหรัฐอเมริกา 4,316 146,744
จีน 2,081 70,754

...

วิธีถนอมปอดคู่นี้ให้ดีไปนานๆ หน่อยได้แก่

  1. ไม่สูบบุหรี่ > ถ้าสูบแล้ว ควรหาทางเลิกให้ได้
  2. ไม่หายใจเอาควันที่คนอื่นสูบเข้าไป เช่น ไม่เข้าไปในห้องแอร์ (ปรับอากาศ) ที่มีคนอื่นสูบบุหรี่ ฯลฯ
  3. ไม่ใช้เชื้อเพลิงแข็ง เช่น ฟืน ฯลฯ ในการปรุงอาหารในบ้าน > ถ้าจำเป็นต้องใช้จริงๆ ควรจุดไฟนอกบ้าน และพยายามทำให้ควันไฟมีน้อยที่สุด
  4. ไม่เผาเชื้อเพลิงแข็งในบ้านหรือรอบๆ บ้าน เช่น ไม่เผาขยะ ไม่เผาใบไม้-กิ่งไม้ ไม่จุดธูปหรือเทียน (ใช้ของหอมหรือแสงสว่างบูชาพระได้ เช่น ใช้น้ำหอม ดอกไม้ หลอดไฟประหยัดพลังงาน ฯลฯ) ฯลฯ
  5. ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะปอดให้แข็งแรง

...

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

...

ที่มา                                                             

...

  • Thank Medical Progress > Professor Jinping Zheng > Growing burden of COPD in Asia: A cause of concern > Who's carrying the burden of COPD? > Medical Progress CME (www.medicalprogress-cme.com). September 2008. Vol.7 No.9. pp.61-62.

...

  • ข้อมูลและการอ้างอิงในบล็อก "บ้านสุขภาพ" เป็นไปเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ไม่ใช่รักษาโรค
  • ท่านที่มีโรคประจำตัว หรือมีความเสี่ยงต่อโรคสูง... ควรปรึกษาแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล เภสัชกร หรือหมออนามัยที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้

...

  • ขอขอบพระคุณ > อ.นพ.ศิริชัย ภัทรนุธาพร สสจ.ลำปาง + อ.นพ.โอฬาร ยิ่งเสรี ผอ.รพ.ห้างฉัตร + อ.อรพินท์ บุญเสริม + อ.อนุพงษ์ แก้วมา + อ.ณรงค์ ม่วงตานี > สนับสนุนเทคนิค iT. 
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ ศูนย์แพทย์ชุมชน (CMU) แม่สัน-เมืองยาว โรงพยาบาลห้างฉัตร > 9 กันยายน 2551.

...