Passion หรือแปลเป็นภาษาไทยที่มีความหมายใกล้เคียงกันก็อาจจะแปลว่าเป็น "ความหลงใหล" หรือ "ความชอบที่เต็มไปด้วยความดูดดื่ม"
ความหลงใหล เป็นเชื้อไฟที่สำคัญที่สุดของการศึกษาทุกประเภท
เพราะความหลงใหล ทำให้ "ใจ" ซึ่งเป็น "นาย" โดยมี "กาย" เป็น "บ่าว" ผลักดันให้กายทำทุกสิ่งที่ใจปรารถนา
เพราะความหลงใหล ทำให้ เกิดพลังยึดติดที่เหนี่ยวแน่นกับสิ่งที่สนใจอยู่ข้างหน้า
เพราะความหลงใหล ทำให้ เกิดความสนุกและเพลิดเพลินในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่ตรงหน้า
เพราะความหลงใหล ทำให้ สมองรับรู้ เรียนรู้ และซึมซับทุกอย่างที่อยู่ข้างหน้าอย่างดูดดื่ม
เพราะความหลงใหล ทำให้ เกิดความใฝ่รู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด...
ขณะที่มนุษย์กำลังทำกิจกรรมอยู่อย่างดูดดื่ม ย่อมทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง
ดังนั้น เรามาใช้ประโยชน์จาก "Passion" หรือ "ความหลงใหล" ให้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา และช่วยในการพัฒนาเป็น "เทคโนโลยีการศึกษา" ประเภทหนึ่งกันเถอะ...
คำถามที่ท้าทายครูอาจารย์ทุกท่านคือ...
เราจะสามารถปลุกนักเรียนหรือนิสิตนักศึกษา ของเรา ให้มี "ความหลงใหล" ในสิ่งที่กำลังจะเรียนรู้ได้อย่างไร?
เราจะสามารถปลุกนักเรียนหรือนิสิตนักศึกษา ของเรา ให้มี "ความหลงใหล" ในสิ่งที่กำลังจะเรียนรู้ได้อย่างไร?
คำตอบอาจมีหลากหลาย เราสามารถเริ่มต้นโดยใช้
1. "แผนดึงความสนใจ" มาสู่เนื้อหาบทเรียน ซึ่งขึ้นกับพื้นฐานของผู้เรียนแต่ละคน เช่น
1. ถ้าสิ่งที่ นักเรียนหรือนิสิตนักศึกษา (ซึ่งต่อไปจะขอเรียกรวมๆ ว่า "ผู้เรียน") กำลังจะศึกษา เป็นสิ่งที่อยู่ในความสนใจของผู้เรียนเองอยู่แล้วล่ะก็ กรณีนี้จะเป็นกรณีที่ง่ายที่สุด เนื่องจากผู้เรียนจะมีความใฝ่รู้ และอยากเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นทุนเดิม ครูอาจารย์เพียงแต่จัดหาสิ่งที่จำเป็นในการศึกษาด้วยตนเองให้ ผู้เรียนก็จะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ได้ไม่ยากเลย
2. ถ้าสิ่งที่กำลังจะศึกษา ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผู้เรียนสนใจอยู่แล้ว... กรณีนี้ ครูอาจารย์ต้องจัดเตรียม ตัวอย่าง เรื่องราว สื่อการสอน คำพูด น้ำเสียงหรือท่าที ที่ดึงความสนใจผู้เรียน หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือ ทำให้ "โดนใจ" เพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้เรียนนั่้นเอง
อันนี้ ต้องการฝีมือในการเตรียมการสอนมากพอสมควร รวมทั้งฝีไม้ลายมือในการใช้เทคนิควิธีสอนที่มีชั้นเชิงจึงจะประสบความสำเร็จ
3. ถ้าิสิ่งที่กำลังจะศึกษา เป็นสิ่งที่ผู้เรียนมีอคติ ไม่ชอบ หรือเกลี่ยด แล้วล่ะก็ ... กรณีนี้ จัดว่าอยู่ในชั้นปราบเซียน เนื่องจากครูอาจารย์ต้องมีกลเม็ดเด็ดพรายมากพอที่จะกลับความคิดเชิงลบให้เป็นเชิงบวก ซึ่งยากที่สุดในบรรดากรณีต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ครูอาจารย์อาจต้องแสดงหรือยกตัวอย่างให้เห็นว่า ประโยชน์โดยตรงและเห็นผลทันตาจากการเรียนรู้เรื่องนั้นๆ คืออะไร และในระยะยาว ผู้เรียนจะได้ประโยชน์อะไรจากการเรียนรู้เรื่องนั้นๆ ในทางกลับกัน อาจจะแสดงให้เห็นโทษของการไม่มีความรู้เรื่องดังกล่าวก็ได้เช่นกัน
ตัวบ่งชึ้ความสำเร็จในเบื้องต้น ก็คือ การแสดงความสนใจของผู้เรียนต่อเนื้อหาบทเรียนที่เราต้องการหรืออยากให้เรียนนั่นเอง
เราจะสามารถปลุกนักเรียนหรือนิสิตนักศึกษา ของเรา ให้มี "ความหลงใหล" ในสิ่งที่กำลังจะเรียนรู้ได้อย่างไร?
2. "แผนคงความสนใจ"
เราจะ maintain ความสนใจของผู้เรียนให้อยู่กับเนื้อหาบทเรียนได้โดยการใช้เทคนิควิธีการได้หลากหลาย แต่ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ต้อง "สนุก"
พวกเราคงจำกันได้นะครับ ต่อข้อความที่ว่า "Play and learn" ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ถ้าเรารู้สึกว่ากำลังเล่นอยู่กับอะไรบางอย่างที่เราเพลิดเพลิน จะทำให้เราเรียนรู้ได้อย่างไม่ยากเย็นและไม่ต้องใช้ความพยายามมากอย่างที่คิด เป็นวิธีที่เรียกว่า ความตื่นตัวอย่างผ่อนคลาย หรือ relaxed alertness ซึ่งเข้าได้กับหลักการของ การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน หรือ Brain-Based Learning (BBL) นั่นเอง
ลักษณะบทเรียนที่เข้าได้กับบริบทของ "เล่นและเรียน" เช่น บทเรียนที่มีความท้าทายคล้ายๆ กับเล่นเกมส์ หรือสามารถโต้ตอบกับผู้เรียนในลักษณะ "อะไรจะเกิดขึ้น ถ้า..." (what / if design)
ตัวบ่งชี้ความสำเร็จในระดับนี้ ก็คือ ระยะเวลาที่ผู้เรียนใช้ในการเรียนจะยาวนานขึ้น โดยให้ความสนใจและเพลิดเพลินกับกิจกรรมที่ทำอยู่ตลอดเวลา
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น เด็กที่ติดเกมส์จะใช้เวลาในการเล่นนานมาก จนอาจลืมกินข้าว อาบน้ำ หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ดังนั้น เราจะต้องสร้างสมดุลย์ในพฤติกรรมการเรียนของผู้เรียนเหมือนกัน โดยการออกแบบบทเรียนต้องระวังถึง การแบ่งตอนของบทเรียน การกำหนดจังหวะการเรียนรู้ และช่วงระยะเวลาการใช้เวลาในการเรียนให้เหมาะสม ไม่ให้มากหรือนานเกินไป ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียสุขภาพได้เช่นกัน
หายไปเสียหลายวัน เนื่องจากติดภาระกิจอื่นๆ ขอเล่าต่อให้อ่านดังนี้ครับ
เราจะสามารถปลุกนักเรียนหรือนิสิตนักศึกษา ของเรา ให้มี "ความหลงใหล" ในสิ่งที่กำลังจะเรียนรู้ได้อย่างไร?
3. "แผนนำไปประยุกต์"
เราจะ maintain ความสนใจของผู้เรียนให้อยู่กับเนื้อหาบทเรียนได้อีกประการหนึ่งคือ การให้โจทย์ตัวอย่างหรือสถานการณ์จริงหรือปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน แล้ว "ให้โอกาส" แก่นักเรียนของเราในการแก้ไขปัญหา โดยการประยุกต์ความรู้ที่ได้เรียนมา
ถ้านักเรียนสามารถแก้ปัญหาหรือโจทย์ได้ เค้าจะรู้สึก "สนุก" และความรู้นั้นๆ จะผูกกับความทรงจำที่แนบแน่นขึ้นกว่าเดิมที่เรียนอย่างเดียวโดยไม่ได้ปฏิบัติ อันนี้เป็นหลักการง่ายๆ ของการทำงานของระบบประสาทของมนุษย์เราทุกคนอยู่แล้ว
เมือนักเรียนรู้สึกสนุกกับการแก้ปัญหา ความหลงใหลในวิชาก็จะตามมาโดยอัตโนมัติ และความรู้พร้อมทักษะทางความคิดนี้ ก็จะเชื่อมโยงกับความรู้อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน ทำให้เครือข่ายใยประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความรอบรู้มากขึ้นครับ :-)
เราจะสามารถปลุกนักเรียนหรือนิสิตนักศึกษา ของเรา ให้มี "ความหลงใหล" ในสิ่งที่กำลังจะเรียนรู้ได้อย่างไร?
4. "แผนคิดค้น"
เมื่อนักเรียนได้มีโอกาสแก้ปัญหา และสนุกกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ขั้นต่อไป คือการแหย่ให้นักเรียนได้คิดค้น สิ่งใหม่ๆ ความคิดนอกกรอบ ที่เคยมีมาก่อน เพื่อนำไปสู่ ความคิดใหม่ ความรู้ใหม่ หรือนวัตกรรม นั่นเอง ที่สำคัญคือ ความคิดใหม่ ที่นักเรียนเสนอขึ้นมา ไม่ควรที่จะถูกหยุดยั้งโดยครูอาจารย์ที่สอนหรือควบคุมชั้นเรียนนั้นเสียเอง ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีโอกาสลองผิด ลองถูก และทดสอบสมมุติฐานของเขาเอง จนกระทั่งหาข้อสรุปของเขาเองได้ ถ้าโชคดี นักเรียนสามารถคิดค้นและสรุปสิ่งที่เขาคิดขึ้นได้ เขาก็จะเกิดความหลงใหลในศาสตร์วิชาที่เขาเรียนรู้ด้วยตนเอง และเป็นแรงที่จะปลุกให้เขาตื่นเต้นกับการคิดเรื่องใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เกิดเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life long learning - LLL) อย่างหัวปักหัวปำเลยทีเดียว
ผมก็ขอสรุปจบลงที่แผน 4 นี้เอง หวังว่าคงเป็นประโยชน์ต่อครูอาจารย์ที่มีความอยาก ปลูกฝัง นักเรียนของพวกเรา ให้มี ความหลงใหล อันจะก่อให้เกิดการศึกษาตลอดชีวิต ครับ :-)