GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

MPEG และ การเลือก MPEG card

MPEG (Moving Pictures Experts Group) คือ มาตรฐานในการบีบอัดวิดีโอ ให้อยู่ในรูปแบบของดิจิตอลแต่ขณะทำการบีบอัดด้วยวิธีนี้จะทำให้คุณสมบัติของภาพต้นฉบับสูญเสียไปและไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ สื่อดิจิตอลวิดีโอทั้งหลายในปัจจุบันเดินตามมาตรฐาน MPEG ทั้งสิ้น

MPEG (Moving Pictures Experts Group) คือ มาตรฐานในการบีบอัดวิดีโอ ให้อยู่ในรูปแบบของดิจิตอลแต่ขณะทำการบีบอัดด้วยวิธีนี้จะทำให้คุณสมบัติของภาพต้นฉบับสูญเสียไปและไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ สื่อดิจิตอลวิดีโอทั้งหลายในปัจจุบันเดินตามมาตรฐาน MPEG ทั้งสิ้น ที่ใกล้ตัวที่สุดคือแผ่น VCD, DVDในสตูดิโอมีเครื่องตัดต่อแบบ MPEG ในระดับออกอากาศ ดิจิตอลทีวี ก็ใช้ MPEG วิดีโอในเครื่องแม่ข่ายของวิดีโอดีมานด์ก็บีบอัดด้วยมาตรฐาน MPEG กระทั่งวิดีโอบนอินเตอร์เน็ต ก็เป็น MPEGจะเห็นได้ว่าวิดีโอที่บีบในรูปแบบ MPEG ถูกใช้กันอย่างกว้างขวางมาก MPEG ที่ใช้กันอยู่มีหลายมาตรฐานได้แก่

MPEG-1

เป็น MPEG ที่ใช้กับ CD-ROMs และ Video CDs มีความละเอียด 352x288 ที่ 30 fps ด้วย 24-bit colorและคุณภาพเสียงระดับซีดี MPEG-1 ต้องการ 1.5 Mbps bandwidth ในการปรับ ภาพเป็น full screen

MPEG-2

ใช้รองรับการจัดเก็บข้อมูลภาพและเสียงหลากหลายรูปแบบอันประกอบไปด้วย TV, HDTV และ 5ช่องสัญญาณกระจายเสียง นอกจากนั้นยังให้ภาพที่ความละเอียด 720x480 ซึ่งเป็นความละเอียดที่ใช้กับ DVDmovies และต้องการ 4-15 Mbps bandwidth ในการปรับภาพเป็น full screen

MPEG-4

เป็นก้าวใหม่ของ MPEG ซึ่งให้มากกว่าการบีบอัดข้อมูล โดยทำให้การนำเสนอข้อมูลเป็นไปอย่างต่อเนื่องอุปกรณ์แสดงภาพและเสียง (AVOs) ทำงานได้อย่างอิสระ เชื่อมต่อกับข้อมูลที่เป็นรหัสและยังสามารถแก้ไขภาพได้อีกด้วย MPEG-4 รองรับการจัดเก็บข้อมูลภาพและเสียงในหลายรูปแบบและหลากความเร็วในการถ่ายทอดข้อมูล

เพื่อการนำเสนอภาพที่จัดเก็บไว้ที่ดีที่สุด อุปกรณ์ที่จำเป็นในการถอดรหัส MPEG คือ บอร์ด MPEGและการถอดรหัสจะกระทำในฮาร์ดแวร์ของบอร์ด มีการคาดการณ์ในการสร้างวงจร MPEG ให้กับคอมพิวเตอร์ในอนาคตถ้าคอมพิวเตอร์ทำงานด้วยความเร็วเพียงพอ (400MHz Pentium, PowerPC, etc.) CPU จะสามารถคืนสภาพให้ข้อมูลที่ใช้ซอฟต์แวร์ซึ่งทำให้ applications อื่นๆไม่สามารถทำงานได้ทันที

MPEG สำหรับเฟรมแต่ละเฟรม และยังใช้ใน interframe codingซึ่งสามารถบีบอัดข้อมูลภาพโดยการถอดรหัสเฉพาะความแตกต่างระหว่างเฟรม periodic key ที่รู้จักกันในนามI-frames

รูปแบบอื่นๆของ MPEG หรือที่รู้จักกันในนามของ Motion JPEG (M-JPEG) ซึ่งไม่ต้องใช้ interframe codingและสามารถแก้ไขภาพในระบบนอนลิเนียร์ได้ง่ายกว่า full MPEG อีกด้วย MPEG-1ใช้ bandwidth ระหว่าง 500Kbps - 4 Mbps หรือเฉลี่ยแล้วประมาณ 1.25 Mbps ส่วน MPEG-2 ใช้ระหว่าง 4 -16 Mbps

การเลือกการ์ด MPEG

MPEG การ์ดก็คือ อุปกรณ์ที่จับภาพวิดีโอและบีบอัดเก็บเป็นรูปแบบ MPEG นั่นเอง ข้อพิจารณาในการเลือกซื้อMPEG การ์ด ควรคำนึงถึงประเภทของงาน ที่จะนำไปใช้ก่อนเป็นอันดับแรก ประเภทของงานที่ต้องการใช้ MPEG
การ์ดพอจะแยกแยะได้ดังนี้

บันทึกวิดีโอซีดี

ถ้าต้องการแค่ทำวีซีดีนี่ง่ายมากครับ แต่มีข้อจำกัดตรงที่คุณภาพของภาพที่ออกมาไม่ดี เนื่องจากต้องบีบให้ข้อมูลเล็กลงจากต้นฉบับถึง 150 เท่าทีเดียว เมื่อทราบถึงข้อจำกัดของวีซีดีแล้ว ก็มาดูว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาพออกมาแล้วดีที่สุด นั่นก็คือ ฟอร์แมตเทปและสัญญาณ ครับ  คุณภาพของต้นฉบับมีผลต่อความคมชัดของวีซีดีเป็นอันดับหนึ่งรองลงมาเป็นเรื่องของสายสัญญาณที่เชื่อมต่อระหว่างเทปกับการ์ด ในโลกของ Analog สัญญาณ YUV ดีกว่าS-Video และ S-Video ดีกว่า Composite ถ้าเป็นเทปดิจิตอลระดับ บอร์ดคลาส มักจะมีช่องสัญญาณ SDI ที่ให้คุณภาพเหนือกว่าสัญญาณ Analog ทุกระดับ

โดยปกติแทบทุกการ์ดมีช่องต่อสัญญาณเข้าแบบ Analog คือ Composite และ S-Video เป็นพื้นฐานอยู่แล้วหมายความว่า การ์ดทุกตัวต่อเข้ากับเครื่องเล่นเทปได้ทุกชนิดไม่ว่าเครื่องเล่นเทประดับไหนก็มีช่องต่อสัญญาณเข้ากับการ์ดได้แต่จะควรคู่กันหรือไม่นั้นต้องว่ากันเป็นกรณีไป

ถ้าต้นฉบับเป็นโฮมวิดีโอ ถ่ายด้วยเทป VHS หรือ Video 8 ใช้สายสัญญาณ Composite เลือกการ์ดระดับถูกๆ ก็เกินพอแล้ว เพราะการ์ดที่แพงกว่าอีกร้อยเท่าก็จะทำให้คุณภาพดีขึ้นไม่เกิน 5% แต่ถ้าต้นฉบับถ่ายด้วยเทปสัญญาณที่ดีขึ้น มีความคมชัดมากขึ้น ก็ต้องพิจารณากันใหม่ครับ

สำหรับเทป UMATIC แม้จะเป็นเทป Analog ที่มีสัญญาณ Analog แค่ Composite เท่านั้น แต่คุณภาพของวิดีโออยู่ในระดับใช้การได้ทีเดียว ระดับราคาของการ์ดราคาที่เหมาะสมกันอยู่ราวๆสองแสนบาทซื้อการ์ดถูกกว่านี้ก็ได้ครับ คุณภาพที่ออกมาก็ว่ากันไปตามราคา

และถ้าเทปต้นฉบับดีในระดับ Betacam ขึ้นไป ต้องใช้การ์ด ราคาพอๆกับเครื่องเล่นเทป (UVW 2800) จึงจะคู่ควรกัน เพราะมีช่องรับสัญญาณแบบ YUV และ SDI สำหรับต่อเข้ากับเครื่องเล่นเทประดับออกอากาศเท่านั้น นี่คือเหตุผลว่า ทำไมงานจากเทป Betaจึงนิยมใช้การ์ดระดับนี้ในการทำเป็น MPEG แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายแพงขึ้นก็ตาม ข้อดีอีกอย่างของการ์ดระดับนี้คือ มันสามารถควบคุมเทปได้ด้วยกำหนดได้ว่าจะเริ่มบันทึกและสิ้นสุดการบันทึกที่ตำแหน่งเวลาใดของเทป


บทความ  :  http://www.cm-dv.com

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 20714
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)