มาเริ่มกันเลย
1.)สร้าง เว็บเพจด้วย โปรแกรม ทำต่างๆ เช่น หรือเขียนเอง ด้วย ภาษาต่างๆ
วิธีใช้ macromedia dreamwever http://gotoknow.org/blog/itcddchiangmai/110899
2.)หาเว็บ โฮสติ้ง เช่น www.th.gs เพราะ
-ฟรี
-URL= www.yourname.th.gs
หรือเว็บอื่นๆที่ท่านรู้จัก หรือหาจาก google
3.)อัพเว็บเพจขึ้น เซิฟเวอร์
4.)ถ้าอยากได้ เว็บบอร์ด ก็หาของฟรีอีกเช่นกัน ที่ www.ob.tc เพราะ
-ฟรี
-URL= http://yourname.board.ob.tc
หรือเว็บอื่นๆที่ท่านรู้จัก หรือหาจาก google
*ตัวอย่าง www.bigtua.th.gs เว็บของผมเอง อิอิ

ถ้าโพสด้านล่างพอมากๆ มันก็หายนะครรับ ถ้าอยากให้อยู่นานนานก็แสดงความคิดเห็นตรงนี้นะครับ
Sweet Moon
รักลุ้น วุ่นอลวน
<Main Characters>
1.ฟุกิจิบะ โนะ โคฮานะ
ชื่อเล่น : ฮานะจัง~
อายุ 16 ปี
สัญชาติ : ญี่ปุ่น
สถานะ : โสด <กำลังจะถูกจับเข้าพิธีดูตัว>
เกิด : 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1000 <พ.ศ.1543> ประมาณยุคเฮอัน
<วันที่ 2 เดือน 2 ปีอิชิโจที่ 15>
ของชอบ : โอนิงิริ (ข้าวปั้น) , ชาเขียว
ของที่ไม่ชอบ : หนอน
หมายเหตุ : ลูกสาวคนสุดท้องของหัวหน้าตระกูลขุนนางตระกูลหนึ่ง
ใจดี สุภาพ เเละร่าเริง ชื่นชอบงานบ้านมาก
เเต่ก็เเอบใจเด็ดเเละไม่ยอมใคร
ไม่มีใึีครกล้าหือกับเธอเวลาโกรธ เพราะจะเหมือนมีปีศาจมาเข้าสิง
เเอบหนีจากงานดูตัวของตนเองเลยทำให้ตกลงไปในบ่อไร้ก้น เเละ...!?
2.กรวิชญ์ ติชรญพงศ์
ชื่อเล่น : เป็นหนึ่ง
อายุ : 18 ปี <เกรด 12>
สัญชาติ : ไทย
สถานะ : ...???
เกิด : 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535 <ค.ศ.1992>
ศึกษา : Shining Sun High School <Phuket> โรงเรียนสมมุติจ้า
ของที่ชอบ : สัตว์ทุกชนิด, กาเเฟดำ
ของที่ไม่ชอบ : น้ำหวาน
หมายเหตุ : เป็นลูกชายหัวเเก้วหัวเเหวนของตระกูลที่ร่ำรวยมากที่สุดในประเทศ ทว่าด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้เขาออกจากบ้านมาเพื่อศึกษาต่อที่ภูเก็ต
เป็นคนที่ปกติจะใจเย็น เงียบขรึม ไม่ค่อยพูด เเต่ถ้าถูกเเฟนตาซี เเละเเมน (หมิว) ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทยั่วโมโหเมื่อไหร่ก็จะฟิวส์ขาวได้ง่ายๆเหมือนกัน
ด้วยความที่ไม่อยากให้ใครเห็นว่าเป็นคนอ่อนเเอจึงไม่เเสดงออกมานักว่ารักสัตว์ขนาดไหน เเท้จริงเเล้วเป็นคนที่ใจดี เเละอบอุ่นพอสมควร (เเล้วก็ซื่อบื้อเอามากๆ)
ตัวละครอื่นๆ
1.เเฟนตาซี (อายุ 18)
ปากร้าย เจ้าชู้มาก เเต่ก็ใจดี รักเพื่อน
เป็นเพื่อนสนิทของเป็นหนึ่ง เเล้วก็เป็นรูมเมตส์ด้วย
2.เเมน หรืิอ หมิว (อายุ 18 ปี)
กระเทยสาวอารมณ์ดี ชอบเม้าท์ ชอบพูด
ชอบเเกล้งทำเป็นใช้สายตาโลมเลียมองเป็นหนึ่ง ถึงจะมองเผินๆเหมือนพึ่งอะไรไม่ได้ เเต่ก็เป็นคนที่เข้าใจความรู้สึกคนอื่นได้ดีกว่าใครๆ
3.สุซุกิ (อายุ 23 ปี)
พี่สาวของโคฮานะ นิสัยดี มีความเป็นผู้ใหญ่ ชอบขบคิด เเละใจดี อ่อนโยน
รักน้องสาวมาก (กำลังท้องอยู่)
4.โคอิจิโร่ (28 ปี)
สามีของสุซุกิ เวลาทำงานจะเป็นคนที่เงียบขรึม เด็ดขาด จนน่ากลัว
เเต่เวลาอยู่กับสุซุกิจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
5.นวล (อายุ 42 ปี)
เเม่ของเป็นหนึ่ง ชอบของเเปลก เเละเรื่องลึกลับ
เป็นคนที่เรื่อยๆ เเละสบายๆ
คนเดียวที่ไม่มีท่าทีตกใจเวลาได้ยินเรื่องของโคฮานะ (?)
ชอบ (เเกล้ง) เเละชอบฝีมือการทำอาหารของโคฮานะเอามากๆ
เอ๊ะ?
...ดวงจันทร์ใกล้เต็มดวงแล้วหรือนี่?
หญิงสาวในชุดกิโมโนสวยงามกระพริบตาปริบๆ
ขณะที่มองดวงจันทร์แอร่มที่ทอแสงอ่อนโยนไปทั่วทั้งผืนฟ้าด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาด
...ทำไมรู้สึกไม่ค่อยดี
เหมือนมีอะไรไม่ชอบมาพากลกำลังจะเกิดขึ้นอย่างนั้นแหละ
“อะไรกันนะ...ความรู้สึกแบบนี้
เราไม่ยักรู้สึกชอบเลย” ริมฝีปากบางพึมพำแผ่วเบา
ขณะที่ก้มลงใช้นิ้วมือเรียวงามของตนเองเก็บกลีบดอกซากุระที่ร่วงโรยลงมาสู่พื้นดินขึ้นมาส่องดูกับดวงจันทร์
ก่อนจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง
เสียงแซ่กๆ
ที่เกิดจากการเสียดสีของผ้ากิโมโนทำให้เธอตื่นขึ้นจากภวังค์
“ทำอะไรอยู่คะ ท่านพี่”
เสียงหวาน
ทว่าฟังดูงัวเงียของใครบางคนดังขึ้น ทำให้นิ้วที่จับกลีบดอกไม้อยู่กระตุกเล็กน้อย
ก่อนที่มันจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ หล่อนผินหน้าไปมองร่างของผู้มาใหม่ด้วยสายตาที่แสดงออกถึงความเอ็นดู
“ไม่มีอะไรหรอก โคฮานะ เจ้าตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่หรือ...นี่ข้ารบกวนเวลานอนของเจ้ารึเปล่า?”
ผู้อ่อนวัยกว่าส่ายหน้าไปมา
ทั้งที่ยังคงมึนๆอยู่เพราะเพิ่งจะตื่น ผมสีดำดำสนิทที่ยาวจนถึงกลางหลังจึงสะบัดพลิ้วไปมาเช่นเดียวกับใบหน้า
แสงจันทร์นวลส่องให้ใบหน้าของน้องสาวแลดูน่าเอ็นดู
น่าทนุถนอมมากขึ้นกว่าเดิมเกือบเท่าตัว
“คิก” ผู้เป็นพี่สาวหัวเราะคิกคักเสียงเบาเมื่อเห็นอากัปกิริยาของน้องสาว
ก่อนที่จะเปรยเชิงเย้าพอให้น้องสาวตนเองได้ยินว่า “นี่แหละน้า
ข้าบอกให้เจ้าไปนอนตั้งนานแล้ว แต่เจ้าไม่ยอมทำตาม พอล่วงมาจนดึกถึงป่านนี้
ถึงได้นอนไม่หลับ”
“ไม่ใช่ความผิดข้านะ ท่านพี่สุซุกิ ล่ะก็
นิยายเรื่อง เกนจิโมโนกาตาริ ที่ ท่านชิบุกิ เป็นผู้แต่ง
สนุกมากจนข้าวางไม่ลงเลยนี่” โคฮานะเอ่ยปฏิเสธด้วยน้ำเสียงสะบัดที่แหลมปรี๊ดขึ้นอย่างไม่ยอมรับความจริง
“อ่ะจ้า...ข้าจะพยายามเชื่อนะ”
“...”
โคฮานะที่เริ่มจะสร่างง่วงแล้ว
ค่อยๆเดินมานั่งลงข้างๆกับพี่สาวโดยไม่ได้พูดอะไร
สุซึกิยิ้มบาง
พลางทอดสายตามองใบหน้าด้านข้างที่ดูเหมือนจะหวานขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นสามเท่าของผู้เป็นน้องสาว
ไม่น่าเชื่อว่าใช้เวลาเพียงไม่นาน เมื่อเธอไม่อยู่ จะทำให้เด็กหญิงเติบโตเป็นหญิงสาวได้
เวลานี่ช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน...
ทุกๆอย่างรอบตัวดูเงียบสงัดไปหมด
นั่นอาจจะเป็นเพราะหล่อนกำลังคิดถึงวีรกรรมแสบสันต์ของน้องสาวในสมัยเด็กๆ
และอาจจะเป็นเพราะน้องสาวของเธอกำลังอยู่ในห้วงของความคิดอยู่เช่นกันก็เป็นได้?
และแล้วสุซุกิก็เป็นผู้ทำลายความเงียบนั่นลงเอง
ด้วยการเปิดประเด็นเรื่องที่เธอเองก็เพิ่งจะรู้เมื่อกลับมาที่บ้านอีกครั้ง
หลังจากออกเรือนไปได้หนึ่งปี
“โคฮานะ
ข้าได้ยินมาว่าเจ้าต้องเข้าพิธีดูตัววันพรุ่งนี้...ใช่ไหม?”
“ค่ะ ท่านพี่” ผู้เป็นน้องสาวตอบเสียงเรียบ
ทำให้ผู้เป็นพี่สาวพอจะรู้ได้จากการกระทำว่าไอ้ท่าทางแบบนี้
ตีความได้อย่างเดียวว่าโดนบังคับแน่นอน
สุซุกิระบายยิ้มบางๆตามสไตล์หวานเย็นของตนเอง
ก่อนจะเปรยขึ้นมาราวกับพูดกับอากาศ
“ไม่อยากจะเชื่อเลยนะว่าถึงตาของเจ้าแล้วที่จะต้องออกเรือน
จะว่าไป 16 ปีนี่ก็มากพอแล้วล่ะนะ”
“...ข้าไม่อยากเข้าพิธีเลย”
“ทำไมล่ะ ดีออกนะ
เจ้าจะได้ไม่ถูกหยามเหยียดว่าไม่มีชายใดชายตามองไงเล่า” หญิงสาวกล่าวปลอบโยนเสียงเบาหวิว
แต่สายตากลับทอดมองไปไกล รู้สึกว่าความกังวลจากเมื่อกี้ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
เมื่อเธอมองใบหน้าของน้องสาว
...ทำไมกัน
รึว่า...กำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับโคฮานะ
คนถูกเป็นห่วงไม่ได้รับรู้ถึงสายตาเป็นกังวลของพี่สาวที่จับจ้องมาที่ตนแต่อย่างใด
ริมฝีปากบางสวยยังคงพร่ำพูดระบายความในใจคล้ายกำลังปลดเปลื้องความทุกข์ของตนให้ผู้ที่เป็นทั้งพี่และเพื่อนที่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆฟัง
“แต่เขาไม่ใช่ชายที่ข้าผูกใจรัก ข้าอยากออกเรือนไปพร้อมกับชายหนุ่มที่รักข้า
และข้ารักเขามากกว่าคนที่เจอกันในพิธีดูตัวเสียอีก”
“...”
ความเงียบเข้าครอบงำทันทีที่โคฮานะพูดจบ
เพราะทั้งสองคนดูเหมือนจะตกอยู่ในห้วงความคิดของคนเอง...อีกครั้ง
สุซุกิเหลือบมองใบหน้าของน้องสาวด้วยความรู้สึกหลากหลาย
อยากจะปลอบว่างานพิธีดูตัวมันไม่ได้มีอะไรเลวร้ายขนาดนั้น
เพราะเธอเองก็พบรักกับผู้เป็นสามีหลังจากออกเรือนไปกับเขาแล้วเช่นเดียวกัน
แต่ไม่รู้ทำไม ถึงพูดไม่ออก
ราวกับมีอะไรบางอย่างกระซิบบอกจากภายใน
...ยังไงเราก็ต้องปล่อยให้มันไป
ตามโชคชะตา ที่ฟ้าลิขิตให้
“มาอยู่ที่นี่เอง”
เสียงทุ้ม นุ่มนวลที่ดังทักขึ้นทำให้หญิงสาวในชุดยูกาตะที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
หลังจากที่น้องสาวคนดีของเธอเป็นฝ่ายขอตัวกลับไปห้องก่อนแล้วรู้สึกตัวขึ้น
และตื่นจากภวังค์ความงุนงงสงสัยในอะไรบางอย่างแบบไม่มีที่สิ้นสุดของตนเอง
“ท่านโคอิจิโร่*?”
ยังไม่ทันจะได้เอ่ยถามอะไร ฟุจิวาระ
โคอิจิโร่ ผู้ที่เป็นถึงลูกชายคนกลางของตระกูลขุนนางใหญ่ของญี่ปุ่นก็เดินรี่เข้ามากอดเอวของสุซุกิจากข้างหลัง
ก่อนจะกล่าวเสียงนุ่ม
“สุซุกิ ดึกป่านนี้ทำไมไม่กลับเข้าห้อง
ข้าเป็นห่วงเจ้ามากเลยนะ”
“ขออภัยค่ะ ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายใจ...แล้วก็อยากรำลึกความหลังนิดหน่อย”
พอคำว่า ‘ไม่สบายใจ’ หลุดออกจากปากของผู้มีศักดิ์เป็นภรรยาหลวงของตนแล้ว
คิ้วของชายหนุ่มรูปงามก็ขมวดเข้าหากันในแทบจะทันที
ก่อนที่คำถามร้อนรนจะดังเข้าในในโสตประสาทของหญิงสาว
“ไม่สบายใจเรื่องอะไร?
ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่รึไงว่าช่วงนี้อย่าคิดมาก เดี๋ยวมันจะกระทบกระเทือนถึง...” ยังพูดไม่ทันจบ
ภรรยาที่รักก็หยุดคำพูดของผู้เป็นสามีเอาไว้ด้วยริมฝีปากบางนุ่มของตนเอง
ก่อนที่จะกล่าวพึมพำข้างๆหูของชายหนุ่ม
“ไม่เป็นไรค่ะ ข้าแค่เป็นห่วงน้องสาวนิดหน่อย”
“น้องสาว?
อ๋อ...คนที่เมื่อเช้าท่านแม่บอกว่ากำลังจะเข้าพิธีดูตัวในวันพรุ่งนี้ใช่ไหม?” หลังจากมึนมาพักใหญ่กับการกระทำที่คาดไม่ถึงของหญิงสาว
โคอิจิโร่ที่เพิ่งได้สติก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อเช้าผู้เป็นแม่ยายของตนบอกอะไรเอาไว้
“ถูกแล้วค่ะ ข้ากังวล...”
“ไม่เป็นไรหรอก”
“เอ๋”
“เรื่องของเขา เขาจัดการเองได้อยู่แล้ว
อีกอย่าง...เจ้าน่าจะรู้นี่นาว่าการดูตัวก็ไม่ได้น่ายี้เสมอไป” สุซุกิหัวเราะคิกกับคำพูดเสมือนตัวเองเป็นวัยรุ่นของชายหนุ่ม
“ท่านนี่ ช่างใช้ศัพท์เสียจริง”
โคอิจิโร่มองใบหน้ายิ้มแย้มของภรรยาตนเองอย่างหลงใหล
หลังจากที่สุซุกิตั้งครรภ์แล้วดูเหมือนว่าเธอจะสวยมากขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่า
ผิวพรรณเองก็ดูเปล่งปลั่งขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ (เพราะถูกสามีจับขุนไง -_-;) ด้วยความมันเขี้ยว
โคอิจิโร่จึงก้มลงจูบขมับของภรรยาอย่างนุ่มนวล ก่อนที่จะกระซิบข้างหูของหล่อนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ทว่ากลับดูเจ้าเล่ห์ ขี้เล่นมากกว่าลุคอย่างมากมาย
“ใช่แล้วล่ะ เรื่องของเขา
ก็ปล่อยให้เขาจัดการ แต่เรามาจัดการเรื่องของเรากันก่อนดีกว่าไหม?”
“...ตายจริง ลามก” หญิงสาวส่งค้อนให้กับสามีอย่างงอนๆ เป็นผลให้ชายหนุ่มต้องหลุดขำออกมาอย่างอารมณ์ดีทันทีที่พูดให้ภรรยาเขินอายได้
“...” หลังจากหัวเราะจนพอใจแล้ว ชายหนุ่มก็รีบเอ่ยแก้ตัวทันทีที่เห็นว่าภรรยาที่เคารพกำลังมองมาที่ตนด้วยดวงตาเขียวปั๊ด
“ข้าแค่ชวนเจ้าจับมือนอนด้วยกันเท่านั้นเองแหละ
อย่าคิดลึกซี่!!”
เสียงหยอกเย้าของสองสามีภรรยาทำให้บรรยากาสรอบๆเริ่มดีขึ้นมานิดหน่อย
ต่างจากในห้องนอนของอีกหนึ่งสาวที่เดินเข้าห้องไปพักใหญ่แล้ว
ที่ยังคงเงียบสงัดอยู่เหมือนเดิม
ทว่า...ความเงียบสงบก็เป็นอันต้องถูกทำลายเพราะเสียงพึมพำมั่นใจของเธอที่ดังแทรกความเงียบขึ้นมา “เอาล่ะ! ตัดสินใจแล้ว
พรุ่งนี้เราจะ...”
Chapter 1
…การพบกันที่ไม่คาดฝัน...
..ใกล้..ม...แล้ว
อะไรมา?
...ช่วย..แล...
ดูแลอะไร? แล้วนี่เสียงใครกัน? ไม่เห็นตัวเลย...
...ข..ร้อง...
โครม!
เฮือก!
“เฮ้ย ไอ้เวรหนึ่ง ตื่นได้ยินแล้ว! จะนอนกินบ้านกินเมืองถึงไหนวะ” เสียงโหวกเหวกของฝั่งตรงข้ามของประตูดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆกับคำหยาบสารพัดที่หลุดออกมาให้ได้ยิน แต่น่าแปลกที่ผมไม่ได้รู้สึกเจ็บใจอะไรกับคำพูดของมันเลย ทั้งที่ปรกติลูกผู้ดีอย่างผมจะรับไม่ได้กับคำพูดแบบนั้นสุดๆ
ผมเหลือบมองนาฬิกาที่ตอนนี้มันยังดัง ‘ปิ๊บปิ๊บ’ ไม่หยุด พลางถอนหายใจเมื่อเห็นตัวเลขที่ปรากฏอยู่
หกโมงครึ่ง...
“ฝันอะไรนะเรา บ้าชัดๆ”
ช่วย...อะไร?
ดูแลเหรอ? ใครกัน?
...
เฮ้อ นี่ผมจะคิดอะไรมากกันนะกับอีแค่ฝันลมๆแล้งๆ เพ้อเจ้อ
“ไอ้หนึ่ง ถ้ายังไม่ออกมาฉันจะเข้าไปจับแกฆ่าหมกส้วมจริงๆนะโว๊ย!”
เอ่อ...ลุกไปอาบน้ำดีกว่า เดี๋ยวเจ้าหมาบ้าตัวข้างนอกมันบุกเข้ามาฆ่าผมหมกส้วมตายจริงๆ =_=;
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-**-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“เป็นหนึ่งจ๋า วันนี้มาไม่สายเหรอจ๊ะดาร์ลิ้งค์ (^3^)”
“ไปตายซะ ไอ้แมน” ผมด่าสั้นๆ โดยไม่แม้แต่จะเหลือบไปมองใบหน้าอันแสนจะกวนประสาท และไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคงจะเคลิ้มฝัน (?) น่าดูของไอ้เพื่อนกระเทยกลัดมันที่ตัวตนของมันขัดจากชื่อสุดๆ นี่ตกลงผมคิดผิดรึเปล่าที่ริอ่านมีเพื่อนเป็นตุ๊ดควายแบบนี้น่ะเฮ้ย =O=;
“แอ๊ก ทำไมว่าเค้าอย่างนั้น แล้วเค้าก็ชื่อหมิวต่างหากเล่า พูดตามสิจ๊ะ หมิววว -O-“ ไม่พูดเปล่า เจ้าตัวยังทำท่าเหมือนกับจะกระโดดเข้ามาจับผมกดเสียให้รู้แล้วรู้รอด ถ้าไม่ติดฝ่าเท้าของผมกับไอ้แฟนตาซี (หมาบ้านั่นเอง) ที่ยันมันจนต้องล้มลงไปนอนที่พื้นอย่างหมดสภาพล่ะก็นะ โอ๊ะ จะว่าไปก็ไม่หมดเท่าไหร่ เพราะตอนนี้ภาพที่ผมเห็นก็คือ ไอ้แมนที่กำลังเก๊กท่าซะเหมือนนางเอกโดนพระเอกตบลงไปนอนกองที่พื้นยังไรอย่างนั้น
“TT [ ] TT”
...แต่รู้ไหม ผมรู้สึกเหมือนเห็นปลาบู่ชนขอบบ่อที่หลุดออกมานอกตู้ ไม่เพียงเท่านั้น มันยังเป็นปลาบู่ชนขอบบ่อที่หน้าตาอุบาถท์ แถมยังขาดน้ำอีกต่างหาก น่าสมเพชสุดๆ (- -) (_ _)
“ทำ...ทำไมถึงทำกับที่รักแบบนี้ T_T!”
“ไปตายซะ รอบสอง =_=” ผมว่า ขณะที่ค่อยๆหยิบกระเป๋าขึ้นมา แล้วดึงหนังสือเรียนวิชาเคมีกับวิชาชีวะวิทยาที่จะสอบในอีกสองวันข้างหน้าขึ้นมาอ่านเล่นๆ
และแล้วทุกอย่างก็ดูเหมือนจะเงียบสงบลงอีกครั้ง เมื่อผมไล่ให้ไอ้แมนกับไอ้แฟนตาซีไปอ่านหนังสือสอบเสีย
แน่นอนว่าพวกมันไม่ทำตาม =O=
“ไรว้า...คาบแรกก็เป็นคาบว่างทั้งที ทำไมไม่ไปเดินเหล่สาวๆเป็นเพื่อนฉันกันเล่า” ->แฟนตาซี
“นั่นสิๆ แต่หมิวไม่ได้ไปเดินเหล่สาวนะ แต่เป็นหนุ่มๆ โฮะๆๆ” ->ไอ้แมน
“เจริญ ขอให้สอบผ่านแล้วกันนะไอ้พวก...พวกไม่เรียนหนังสือ”
สุดปัญญา =_= ผมคิดคำด่าได้แค่นี้แหละ อันที่จริงถ้าผมคิดอย่างเดียวนี่ยาวแน่ๆ แต่พอพูดออกมาแล้วมันก็อีกเรื่องหนึ่งล่ะนะ
“โอ๊ย เจ็บจังเลย TOT”
...ไอ้แฟนตาซี -_-*
“ที่รักค้า ช่างเป็นคำด่าที่รูนนนแรงงงมั๊กๆ T_T”
...ไอ้แมน ไม่สิ ไอ้ปลาบู่ชนขอบบ่อ =_=+
“น่ากลั๊ว น่ากลัว >O<” -> ปลาบู่ & หมาบ้า ทีอย่างนี้ล่ะก็เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเชียวนะ -_- สมแล้วที่ได้รับฉายามาว่าผีแห้งกับโลงผุ
พอพูดจบ เจ้าสองตัวนั่นก็ไม่รอให้ผมลุกขึ้นไปกระทืบ รีบพากันกอดคอกระโดดโหยงเหยงเริงร่าจากไปในทันที
กร๊าซซซซซซ! ไอ้พวกปากหมา! อย่าให้ฉันจับได้นะเฟ้ย!
เอาล่ะครับ คงจะได้เวลาแนะนำตัวกันแล้ว ผมมีชื่อว่านาย กรวิชญ์ ติชรญพงศ์ ชื่อเล่นชื่อ เป็นหนึ่ง อืม...แล้วอะไรอีกนะ?
อ้อใช่แล้ว ผมศึกษาอยู่ชั้นเกรดสิบสอง Shining Sun High School ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต เเล้วก็ศึกษาอยู่แผนกศิลป์ภาษา เฮ้ๆ อย่าดูถูกผมเชียว เพราะผมน่ะ จริงๆแล้วพูดได้ถึงเจ็ดภาษาเลยนะครับ
...แต่เก่งแค่นี้...ไม่เพียงพอสำหรับพ่อของผมหรอก
กลับเข้าเรื่องดีกว่าครับ...เรื่องหน้าตาของผมงั้นเหรอ?
ไม่รู้สินะ ผมไม่ใช่พวกชอบมองดูกระจกเป็นชั่วโมงๆแบบไอ้แมน แถมยังไม่ใช่ประเภทเพลย์บอยมีแฟนไปทั่วแบบเจ้าแฟนตาซีซักหน่อย =_=; จะไปรู้ได้ยังไงกันล่ะ จริงไหมครับ?
แต่ผมว่าอย่างผมคงจะไม่หน้าตาดีขนาดนั้นหรอก ก็ผมยังไม่เคยมีสาวที่ไหนมาบอกชอบเลยนี่นา =_=;
...รึว่าจะเคย -_-;
ช่างเถอะ ผมลืมไปแล้วล่ะ
ในระหว่างที่ผมกำลังพยายามทำสมาธิให้จดจ่ออยู่กับหนังสือเรียนในมือนั้น จู่ๆก็มีเสียงกระซิบกระซาบประกอบกับเสียงหัวเราะคิกคักของกลุ่มเด็กผู้หญิงที่น่าจะเป็นรุ่นน้องของผมดังเข้ามาในหู
และนั่น...ทำให้ผมรู้สึกเหมือนสมาธิแตกกระเจิง =_=
“ดูนั่นสิ ไม่จริงน่า นั่นพี่เป็นหนึ่งนี่นา ล๊อ~หล่อเนอะเธอ >O<”
หา -_-;
“ใช่ๆ”
เดี๋ยวก่อนนะ นี่พวกเขาพูดถึงผมอยู่เหรอ =O=
เป็นอันว่าพับแผนการอ่านหนังสือเก็บไปก่อน นี่พวกนั้นนินทาอะไรผมลับหลังล่ะเนี่ย -O-; ต้องฟังๆ เดี๋ยวขืนเอาผมไปพูดแปลกๆว่าเป็นเกย์ล่ะแย่เลย -_-;;
“เสียดาย ได้ข่าวว่าพี่เขาเย็นชาเหมือนชาเย็น (?) แถมยังคงแก่เรียนสุดๆ แล้วเพื่อนฉันยังบอกอีกนะว่าพี่แกไม่เคยมีแฟนเลย
แบบนี้ฉันก็ไม่กล้าไปชวนคุยเลยอ่ะดิ เดี๋ยวโดนด่ากลับมา TOT”
เออเนอะ นี่ผมดูเย็นชาขนาดนั้นเลยเหรอ =O=;
...
“อย่างเราน่ะแอบดูอยู่อย่างเดียวก็พอแล้ว T_T”
“นั่นสิ ว่าแต่หล่อจังเลยนะ คนอะไรขาวเหมือนควายเผือกเชียว T_T///”
“คิกๆ แน่ใจนะว่านั่นคำชม”
บทสนทนาเกี่ยวกับตัวผมจบลงแต่เพียงเท่านั้น เสียงหัวเราะกับเสียงพูดคุยของสาวๆกลุ่มนั้นดูเหมือนจะเบาลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็เงียบสนิท และแน่นอนว่าตอนนี้เหลือผมนั่งอยู่ตรงนี้คนเดียวอีกครั้งจนได้...
และเมื่อทุกอย่างเงียบสงบลง ความคิดหลายอย่างก็เข้ามาแทรก แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็คือ...
ผม เอ้อ...ผมไม่เนื้อหอมจริงๆนะครับ =_=!!
แต่แล้ว...
“ไอ้หนึ่งงง! เอ๊ย ไม่ใช่ๆ อะแฮ่มๆ ฮัลโหล (เสียงหล่อ) ฮัลโหล้~(แหลบปรี๊ด) ฮัลโหลฮ่ะ -O- (กลับเข้าสู่โหมดกระเทยควาย =_=) โอเช...1 2 3 ที่รักค้า~!” เสียงอันแสนคุ้นหูแถมยังแอบน่าสยดสยองที่ดังมาแต่ไกลทำให้ผมถึงกับสะดุ้ง เป็นอันว่าลืมเรื่องเมื่อกี้ไปทันทีเลยทีเดียว =_=;
ผมค่อยๆเอี้ยวคอหันไปดูทางต้นเสียง แล้วแทบจะถอนหายใจทันทีที่เห็นว่าเป็นใคร
ไอ้กระเทยปัญญาอ่อนทำท่าเหมือนฉากในละครที่นางเอกกำลังจะโผเข้าหาอ้อมกอดของพระเอก (หื่นสุดๆ) ผมขุดเอาทางรอดทางเดียวที่มีขึ้นมาโดยการรีบเรียกชื่อเก่าของมันทันที และได้ผลซะด้วย...
“ไอ้แมน”
หน้าหุบทันที -_-;
“งายยย...นั่งคนเดียวเหงารึเปล่าคร้าบท่านชายผู้แสนยิ่งใหญ่ =O=” ไอ้แฟนตาซีไม่รอให้ปากสุนัขของมันว่างได้นานนัก เพราะทันทีที่เห็นหน้าผม สมองของมันก็จะสั่งการให้พ่นคำพูดกวนประสาทออกมาต้อนรับในทันที =_=
“เปล่า ชีวิตสงบสุขลงมากกว่า ^^+” ผมกล่าวเสียงเรียบ แถมรอยยิ้มเย็นให้เป็นของแถม ถ้าเป็นคนอื่น ผมรับประกันได้ว่าคงแข็งไปแล้ว แต่ทว่าดูเหมือนไอ้สองตัวที่ต้องเจอะเจอกับรอยยิ้มแบบนี้ทุกวันจะมีภูมิคุ้มกันอย่างดีเสียจนแทบจะไม่แสดงปฏิกิริยาอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อย
ซึ่งผมก็แอบเคืองอยู่ในใจเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน -_-
เจ้าแฟนตาซีไม่สนใจจะต่อความยาวสาวความยืด มันรีบเดินเข้ามาขนาบข้างผมแล้วเอาแขนพาดบ่า...ของผมทันที = =
“มีอะไร”
ไม่ค่อยจะน่าไว้ใจเท่าไหร่ เตรียมการป้องกันด่วน -
-;
“ไม่มี๊ แค่จะบอกว่าเย็นนี้ หกโมงครึ่ง เจอกันที่บาร์ป้าเฉ่งอ่ะนะ (?)”
ผมขมวดคิ้ว
“แล้วทำไมไม่ไปพร้อมกันเลย...”
“พวกฉันมีธุระต้องไปทำให้เสร็จก่อน เสร็จแล้วจะตามไป นายไปรอก่อนเหอะ”
ผมขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม ไม่รู้ทำไมรู้สึกว่าพวกมันมีพิรุธ
“อ้อ แล้วก็งานนี้ นายจ่ายด้วยล่ะ โอเค้” เจ้าแฟนตาซีพูด พลางหัวเราะฮ่าๆราวกับกำลังสมใจอะไรบางอย่าง
และนั่นทำให้ผมรู้สึกว่าพิรุธมันชักจะมากขึ้นยังไงอยู่ -_-
“=*= ไอ้พวกงก” ผมพึมพำกับตัวเอง
แต่ไอ้พวก Devil Ears อย่างเจ้าสองตัวนั่นก็ยังอุตส่าห์ได้ยิน
“ได้ยินนะเฟ้ย!”
ดีล่ะ
งั้นวันนี้ไปช้าหน่อยก็คงจะไม่เป็นไรมั้ง -*-
[หลังเลิกเรียน...จนได้]
และแล้วผมก็มาช้าไปครึ่งชั่วโมง...
บาร์ป้าเฉ่งเป็นร้านเหล้า ผสมอาหารตามสั่งที่มีบรรยากาศเก่าๆซึ่งพวกเราชอบนัดมารวมตัวกันที่นี่เสมอ
มองเผินๆก็ดูเก่าจนแทบจะรับไม่ได้ แต่พอเอาจริงกลับมีสไตล์คลาสสิคดีเหมือนกัน พอมาบ่อยเข้า
พวกผมเลยกลายเป็นแขกขาประจำของร้านนี้ไปซะอย่างงั้น
ผมคิดว่า
ถ้ามาสายขนาดนี้คงจะไม่ต้องนั่งรอเจ้าสองคนนั้นให้เมื่อยก้น อีกอย่าง
เจ้าพวกนั้นคงจะสั่งอะไรไว้แล้ว แต่ว่า...
พอเอาเข้าจริง กลับไม่เห็นเจ้าสองตัวนั่นแต่อย่างใด
ซะงั้น!
เฮ้ย อะไรวะ =_= อุตส่าห์แกล้งเดินหลงอยู่ในไฮส์
(ไฮสกูล) ตั้งนานสองนาน ที่ไหนได้...
พวกมันกลับยังไม่มาเลย!
เจริญ
ผมถอนหายใจ พลางเหลือบมองซ้ายมองขวา
และเมื่อพบว่าไม่มีวี่แววของพวกมันแล้วจริงๆ ผมก็ตัดสินใจเลือกหาโต๊ะมุมเงียบๆนั่ง
โอ๊ะ นั่นไง
โป๊ะเช๊ะ เหลืออยู่โต๊ะหนึ่งพอดี
แต่...มันดันอยู่ใกล้ถังขยะ =_=
เฮ้ย เดี๋ยวก่อน ไอ้ร้านนี่มัน
ทำไมเอาถังขยะแบบนั้นมาวางไว้ใกล้โต๊ะลูกค้าล่ะคร้าบ
ผมลองมองซ้ายมองขวาอีกที
เผื่อจะพบว่ามีโต๊ะเหลืออยู่ แต่แล้วผมก็ได้เริ่มค้นพบสัจธรรมอย่างหนึ่งขึ้นมาว่า
ไม่เหลือ...โต๊ะไม่ว่างเลย
นอกจากโต๊ะนั้น TOT
ผมเกาหัวยิกๆราวกับมีเหาขึ้นไปทำรังอยู่สักสามสี่รัง
ทำไมไอ้พวกนั้นมันต้องเลือกร้านนี้ด้วยฟะ
~คุณครูครับ คุณครูครับ
ผมมีเรื่องอยากปรึกษาคุณครูครับ คือสมมุตินะครับ สมมุติ~
“เฮ้ย! =O=//” ผมรีบตะปบมือเข้าที่กระเป๋ากางเกงทันทีที่รับรู้ได้ถึงแรงสั่นของโทรศัพท์ ก่อนจะค่อยๆก้มลงมองตัวอักษรที่ปรากฏบนหน้าจอด้วยสีหน้าตื่นๆ
‘Fantasy’
ผมกดรับทันที เพื่อที่จะทำให้เสียงเรียกเข้าแสนอนาถมันเงียบลงไปได้บ้าง
ซึ่งในขณะที่ผมยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูนั้น
เสียงหัวเราะคิกคักของผู้คนรอบข้างก็ดังเข้ามาในหู
ผมรู้สึกอับอายขายหน้าสุดๆเลยตอนนี้!
ว๊าก ใครมันเอาเพลงนี้มาตั้งเอาไว้กันเนี่ย!
“มีอะไร -_-// ไอ้แฟนต้า!” ผมตะคอกเสียงใส่คนที่อยู่ทางปลายเสียงทันที หนอย
มาสายแล้วยังโทรมาอีก
[แฟนตาซีเฟ้ย ชื่อฉันออกจะไพเราะขนาดนี้
อย่าทำให้มันเปื้อนมลทินจะได้ป่ะ]
ไพเราะมาก ผมแทบจะเบ้ปากใส่โทรศัพท์ทันทีที่ได้ยินคำพูดเชิงชื่นชมตัวเองของเจ้าเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด
“มลทินบ้าบออะไรของแก
ว่าแต่ใครมาเปลี่ยนเสียงเรียกเข้าของฉัน!” ผมตะคอกใส่โทรศัพท์ทันทีที่นึกขึ้นมาได้ว่าในตอนแรกผมคิดจะถามเจ้าตัวว่าอะไร
และเหมือนคนมีชนักติดหลัง เจ้าแฟนตาซีรีบละล่ำละลักวางสายทันทีโดยไม่ลืมที่จะพูดต่อทิ้งท้ายไว้ให้ผมงงเล่นๆว่า
[อะ เอ้อ ดะ เดี๋ยวเดินไปในห้องน้ำด้วยนะเฟ้ย!]
“หา ทำไมฉันต้อง...-_-;”
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด
เอาล่ะครับทุกท่าน
เราจะมาทบทวนบทเรียนเกี่ยวกับตัวผมกันอีกครั้งนะครับ
เสียงที่ผมเกลียดที่สุดในชีวิตคือ หนึ่ง! เสียงของไอ้แมน สอง! เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่มักจะโผล่ออกมาพูดในยามที่เราไม่ต้องการว่า ‘หมายเลขที่คุณเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ The number บลาๆๆ’ อยากถามจริงๆว่าเป็นใคร
ทำไมถึงได้พูดมากขนาดนี้ - -^ และสุดท้าย เสียงที่สามก็คือเสียง ‘ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด’ นี่แหละครับ
“อะไรของมัน...” ผมมองโทรศัพท์อย่างงุนงง
มันบอกให้เดินไปที่ห้องน้ำ...
“เฮ้อ” ผมถอนหายใจอีกครั้ง ถ้าลองนับๆดูแล้ว วันนี้ผมถอนหายใจไปหลายครั้งแล้วจริงๆ
ไม่อยากจะเชื่อเลยนะเนี่ยว่าเกือบทุกครั้งจะเป็นเพราะเจ้าคู่หูป่วนทะลุมิตินั่น
ผมคิดในใจอย่างขำๆ
ขณะที่กำลังก้าวขายาวๆของตนเองไปยังหน้าห้องน้ำซึ่งเป็นจุดหมายด้วยความเร่งรีบ
และ...ไม่มีใครเลย เงียบสนิท
นี่พวกมันอำผมเล่นกันอีกแล้วรึเนี่ย -_-
“อย่าให้จับได้นะแก....”
“กรี๊ด!”
=O=;
เสียงกรีดร้องของผู้หญิง?
ทันใดนั้นเอง
ผมก็รู้สึกเหมือนทุกอย่างในตอนนั้นมันกลายเป็นภาพสโลว์โมชั่นไปหมด...
ผมเงยหน้าขึ้นมองข้างบนศรีษะซึ่งเป็นแหล่งที่มาของเสียง...
ใบหน้าของผมสัมผัสได้ถึงหยดน้ำที่หยดลงบนจมูก...
และสุดท้าย...เฮ้ย!
มีผู้หญิงผมยาว
ยาวมากๆคนหนึ่งในชุดกระโปรงกรุยกรายกำลังตกลงมา!
เอาหน้าลงด้วย TOT!
“ว๊าก!”
ตุ๊บ!
โครม!
อาเมน...
Chapter 2
ไต่สวน (?)
“ฮึก ฮือ...”
เสียงอะไรน่ะ...?
เสียงร้องไห้ของใคร?
“หนึ่งขา ที่รัก
ถ้าคุณตายไปแล้วใครจะรับผิดชอบเด็กในท้อง TOT”
“เฮ้ย ไอ้หนึ่ง อย่าตายนะโว๊ย!”
“อืม...”
ผมครางงึมงำ เริ่มปวดหัวมากขึ้นเมื่อรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงของเจ้าแมน
ไอ้แฟนตาซี กับใครไม่รู้อีกคนหนึ่ง ให้ตายสิ...ไม่อยากลืมตาเลย พับผ่า
ต่อจากเสียงที่เอ็ดตะโรอยู่รอบๆ
ผมก็ยังได้กลิ่นเหม็นของยาโชยเข้ามาเตะจมูก ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมหน้าเบ้
เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆกระพริบช้าๆ ก่อนที่ภาพต่างๆจะปรากฏขึ้นให้เห็นแก่สายตา
บุคคลสองคนแรกที่ผมเห็นก็คือ...
“ไอ้แมน...? ไอ้แฟนตาซี?”
“มันฟื้นแล้ว!” เจ้าแฟนตาซีทำท่าทางลิงโลดระคนโล่งใจทันทีที่เห็นว่าผมยังคงจำตนเองได้
พอๆกับเจ้าแมนที่แทบจะถลาเข้ามากอดผม ถ้าไม่ติดเท้าของผมที่ขยับยกขึ้นเล็กน้อยเหมือนจะเตือนว่า ‘ถ้าเข้ามา ฉันไม่รับประกันความปลอดภัยของใบหน้าของแกนะ’ ล่ะก็
ดังนั้นสิ่งสุดท้ายที่มันพอจะทำได้ก็คือ...
“ตัวเอง ฮึกๆ เค้าดีใจจริงๆที่ลูกของเราไม่ต้องกำพร้าพ่อ TT V TT” แถมด้วยท่าเช็ดน้ำตาประหนึ่งนางเอกที่กำลังดีใจว่าพระเอกโดนยิงเข้าไปตั้งสิบนัดแล้วยังไม่ตาย
(สัจธรรมของหนังไทย -_-)
เอาเข้าไป -_-;
แต่เดี๋ยวก่อนครับ! กลับมาเข้าเรื่อง หมดเวลาฮาเฮ
ขอคำอธิบายให้กับผมหน่อยจะได้ไหมว่านี่มันเกิดเรื่องอะไรกันขึ้นน่ะ
ผมก้มลงมองตนเอง
แล้วพบว่าตอนนี้ผมกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงสีขาวด้วยสภาพที่แสนจะน่าสมเพช
และพอผมลองแตะที่ศรีษะดูก็พบว่ามีผ้าพันอยู่เต็มไปหมด แถมด้วยความรู้สึกเจ็บแปลบๆที่มีขึ้นมาเป็นระยะนี่อีกล่ะ...ไม่บอกก็รู้ว่าผมหัวแตก
ผมหันไปสบตากับเจ้าแฟนตาซีด้วยสายตาตั้งคำถาม
และเจ้าหมอนั่นก็ช่างเป็นคนที่เข้าใจสายตาของผมได้อย่างรวดเร็ว เพราะมันรีบตอบออกมาทันทีว่า
“แกหัวแตก”
“เออ รู้แล้ว ฉันแค่อยากจะถามแกว่าฉันหัวแตกได้ยังไง”
พอสิ้นคำถามเท่านั้นเอง
เท่านั้นเองจริงๆครับ เจ้าแฟนตาซีกับไอ้แมนก็หันมาสบตากัน
ก่อนที่จะตอบอะไรที่มันน่าตกใจออกมาอย่างพร้อมเพรียง
“มีผู้หญิงหล่นลงมาทับแก / ที่รักหัวแตก”
“ฮะ!?”
ผมตาโตด้วยความงง เพราะเท่าที่จำได้
ผมแค่ทำตามคำสั่งของไอ้แฟนตาซีที่ว่า ‘ให้ไปที่หน้าห้องน้ำ’ เท่านั้น แต่ไอ้เรื่องรายละเอียดนี่มัน...
...
“จำได้ยัง”
ผู้หญิงที่หล่นลงมาจากฟ้า...งั้นเหรอ
เหมือนมีภาพรีเพลย์เกิดขึ้นในหัวของผมช้าๆ
ตั้งแต่ตอนที่ผมเดินไปที่ห้องน้ำ ทำหน้าบูดเพราะหาใครไม่เจอเลยซักคน และ...และ
‘กรี๊ด!’
อ๋อ! ใช่แล้ว
เสียงกรี๊ดตอนนั้นน่ะเอง
ผมพยักหน้าลอยๆ โดยไม่ทันสังเกตเห็นว่าฝ่ายเพื่อนของผมนั้น
ตอนนี้กำลังทำสีหน้าเหมือนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันอย่างเต็มที่
“ไอ้หนึ่ง...คือ ยังมีอีกเรื่องที่ฉันอยากจะบอกแก”
“หือ?”
“คือว่า...”
“แง้ TOT”
ยังไม่ทันที่แฟนตาซีจะได้พูดจนจบ
เสียงร้องไห้โฮราวกับญาติเสียของใครบางคนก็ดังเข้ามาในโสตประสาท
พร้อมๆกับร่างๆหนึ่งที่แทบจะวิ่งถลาเข้ามาหาผมที่ข้างเตียง ทำเอาผมเหวอไปเลยทีเดียว
ประเดี๋ยว! ขอสต็อปเรื่องไว้แป๊บหนึ่งได้ไหม ให้สมองผมทำงานให้ทันก่อนเซ่!
“ฮะ เฮ้ย! อะไร?
ไอ้แฟนตาซี ไอ้แมน นี่ใครน่ะ?”
“ก็เรื่องนี้แหละ...ที่ฉันกำลังจะบอก =_=;”
ผมกลืนน้ำลายช้าๆด้วยท่าทางเหมือนคนที่รับเรื่องทุกอย่างไม่ทัน
ก่อนจะพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ดังจนเหมือนกับตะโกนทันทีที่ได้ยินเรื่องราวทั้งหมด
“หา! คนนี้เนี่ยนะที่ตกลงมาทับฉันหัวแตก -_-;”
“เออ!”
“แล้วเธอยังบอกว่าจะไปพา...เอ่อ มิโกะมาช่วยรักษาฉันให้ด้วยเรอะ =O=;”
“ก็...เอออีกนั่นแหละ [-_-;]”
“...”
ผมอ้าปากค้าง
ความเงียบเริ่มปกคลุมอีกครั้ง
คราวนี้ผมค่อยๆทำใจกล้าหันไปมองใบหน้าของผู้หญิงที่ตกลงมาทับผมจนเกือบถึงแก่ชีวิตด้วยสายตาสงสัย
และหวาดระแวงพอสมควร แต่แล้วไอ้ความรู้สึกแบบนั้นก็หายไปทันทีที่เห็นว่าบนใบหน้านั่นมีหยดน้ำตามากมายพร่างพรูออกมาแบบไม่ยอมขาดสายเลยซักนิด
“แล้ว แล้วทำไมเธอร้องไห้”
“ก็ร้องมาตั้งแต่ตอนที่เห็นว่านายมีเลือดออกมาจากหัวแล้วนั่นแหละ
จนถึงป่านนี้ยังไม่เลิกเลย ไม่รู้เอาแรงมาจากไหนนักหนา ฉันล่ะเชื่อ” สองประโยคหลังนั้น
เจ้าแฟนตาซีพูดกับผมด้วยน้ำเสียงที่ดังไม่มากไปกว่าเสียงปีกแมลงวันเลย
“อีกอย่างคื