วิธีการปลูกพืชแบบเกษตรธรรมชาติ

ปัจจัยในการปลูกผักแบบเกษตรธรรมชาติ

          
การปลูกผักแบบเกษตรธรรมชาติให้ได้ผลดีและประสบผลสำเร็จขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
                1.  ดินดี  ดินที่มีความสมบูรณ์จะทำให้พืชผักที่ปลูกเจริญเติบโตสวยงาม
                2.  ปุ๋ยดี  ตามหลักเกษตรธรรมชาติมุ่งให้ความสำคัญแก่ปุ๋ยมากเช่นเดียวกับดิน ปุ๋ยหมัก เป็น
    หัวใจสำคัญ  ส่วนปุ๋ยเคมี เป็นปุ๋ยที่ต้องห้าม
                3.  น้ำดี   เป็นน้ำจืดที่สะอาด มีเพียงพอ
                4.  พันธุ์ดี  ใช้พันธุ์ที่เหมาะสมกับท้องถิ่น  คือสามารถเจริญเติบโตและทนทานต่อสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นได้ดี       ทนทานต่อโรคและแมลง  ให้ผลผลิตสูง เป็นที่นิยมของท้องตลาด
                5.  ใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่เหมาะสม  เช่น ถ้าปลูกเป็นจำนวนมาก หากใช้ถังตักน้ำรดก็จะไม่ทั่วถึงและเสีย      เวลา  จึงควรใช้เครื่องสูบน้ำแทนแรงคน
                6.  การรักงานและความขยันหมั่นเพียร  การปลูกผักต้องหมั่นดูแลอย่างสม่ำเสมอ จึงต้องมีความรักและความ     ขยันหมั่นเพียร
                7.  ความเหมาะสมของฤดูกาลกับชนิดของผัก
                8.  การป้องกันและกำจัดศัตรูอย่างเหมาะสม

การปฏิบัติดูแลรักษา

         
หลังปลูกควรดูแลรักษาปฏิบัติอย่างดี ซึ่งมีหลักการดังนี้
                1.  รดน้ำ เช้า-เย็น ให้พอเพียง
                2.  พรวนดินเมื่อเห็นว่าดินแน่น แต่อย่าพรวนบ่อยโครงสร้างของดินจะเสีย และผักที่กินดอก-ผล
 เมื่อออกดอกควรงดการพรวนดิน เพราะรากจะได้รับการกระทบกระเทือน ดอกผลจะร่วง ผลผลิตลดลง
                3.  การป้องกันกำจัดวัชพืช เมื่อถอนวัชพืชออกแล้วนำไปทำปุ๋ยหมักและวนำกลับมาใช้กับผักในโอกาศต่อไปควรใช้ฟางคลุมดินในแปลงปลูกเพื่อควบคุมวัชพืชและรักษาความชื้นในแปลง
               4.  การใส่ปุ๋ยเกษตรธรรมชาติมุ่งใช้เฉพาะปุ๋ยที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด
 หรือปุ๋ยน้ำชีวภาพสำหรับเร่งการเจริญเติบโตของผัก  โดยปุ๋ยน้ำชีวภาพจะทำจากปุ๋ยคอกหมาด ๆ หรือมูลไก่
 และได้จากการหมักผักหรือผลไม้ให้เป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพ
               5.  ปักหลัก  ราว  ร้าน  หรือค้างให้กับผักบางชนิดที่จำเป็น เช่นถั่วฝักยาว  แตงร้าน มะระ บวบ
               6.  ป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูอย่างเหมาะสม

การป้องกันแมลง

ศัตรูผักที่ถือว่าสำคัญทำความเสียหายให้กับผักมากอันดับหนึ่งคือ แมลง ซึ่งจะทำลายผักในบาง ระยะของวงจรชีวิตแมลงบางชนิดจะทำลายผักในระยะตัวอ่อนหรือตัวหนอน บ่งชนิดจะทำลายในระยะตัวเต็มวัย   หรือตัวแก่ การป้องกันที่ได้ผลดีนั้นต้องกระทำหลายวิธีควบคู่กันไปดังนี้
                 1.  ปรับปรุงดินให้อุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ  ถ้าดินดี  มีธาตุอาหารสูง  ผักจะเจริญเติบโตแข็งแรง  เมื่อผัก       แข็งแรงก็จะทนต่อโรคและแมลงได้ อีกประการหนึ่งคือ ดินที่ได้รับการบำรุงจากปุ๋ยธรรมชาติ เช่น ปุ๋ยหมัก       ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด จะทำให้ผักมีสีเขียวแบบธรรมชาติ ซึ่งสามารถลดการทำลายของแมลงได้
                 2.  ปลูกผักหลายชนิดสลับกัน เช่น แปลง  1 ปลูกอย่างหนึ่ง  แปลงที่  2  ปลูกอีกอีกอย่างหนึ่ง  แปลงที่ 3   ปลูกอีกอย่างหนึ่งสลับกันไปเรื่อย ๆ หรือ  2 - 3  แปลงปลูกผักชนิดเดียวกัน  อีก 2 - 3 แปลงถัดกันไปก็ปลูกอีกชนิด   หนึ่งเช่นนี้เรื่อยไปก็ได้  การปลูกผักหลายชนิดสลับกันไปจะช่วยลดการทำลายของศัตรู เพราะศัตรูจะเลือกทำลาย   เฉพาะพืช เมื่อปลูกสลับกันแล้วโอกาสที่จะแพร่กระจายทั่วสวนผักนั้นมีน้อย นอกจากนั้นยังเป็นการบำรุงดินอีกด้วย
                3.  ปลูกผักหมุนเวียน  คือ  อย่าปลูกผักชนิดเดียวกันซ้ำในแปลงเดิมทันที  ให้ปลูกชนิดอื่น  2 - 3 รุ่นก่อนแล้วจึงหนุมเวียนมาปลูกชนิดเดิม เช่น หลังจากเก็บหอมแล้วก็ปลูกผักกาด หรืออื่น ๆ ทั้งเพราะการปลูกผักหมุนเวียนจะทำให้ดินคงสภาพดีอยู่เสมอ   และยังเป็นการป้องกันการทำลายของศัตรูผักได้ดีอีกด้วย
               4.  ทำความสะอาดบริเวณปลูกผักอยู่เสมอ ถ้าปล่อยให้วัชพืชขึ้นรก  จะมีแมลงศัตรูหลบซ่อนและขยาย  พันธุ์แพร่ระบาดต่อไป

การใช้พืชสมุนไพรป้องกันและกำจัดแมลง

                  พืชสมุนไพรที่สามารถป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชมีมาก  เช่น  ข่า  ตะไคร็หอม  ดาวเรือง
กระเทียม  บอระเพ็ด มะรุม ฯลฯ  แต่ที่นิยมและได้ผลดี คือ  สะเดา ถ้าใช้ร่วมกับข่า ตะไคร้หอม จะช่วย
เสริมฤทธิ์ให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชได้ดีขึ้น
              สารที่ได้จาก สะเดา มีผลต่อแมลงศัตรูพืช ทำให้แมลงแสดงอาการต่าง ๆ ในแต่ละระยะการ
เจริญเติบโต เช่น  ยับยั้งการเจริญเติบโต  ยับยั้งการกินอาหาร เป็นสารฆ่าแมลง  เป็นสารไล่แมลง  ทำให้
แมลงไม่ลอกคราบ  ทำให้ไข่ไม่ฟักออกเป็นตัว  ทำให้แมลงเป็นหมัน ต่อต้านการดูดกิน
              ส่วนของ สะเดา ที่ใช้สารที่อยู่ในเมล็ดจะให้ผลดีที่สุดถ้าไม่มีให้ใช้ใบแก่ ๆ แต่จะไม่ได้ผลดี
เท่าเมล็ดและต้องใช้ปริมาณมาก  สารจากสะเดามีฤทธิ์สามารถป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชได้หลายชนิด
ทั้งพืชไร่และพืชสวน แต่จะขอกล่าวเฉพาะแมลงศัตรูที่สำคัญของสวนผัก เช่น  หนอนใย  หนอนกระทู้  หนอนหลอดหอม  หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด  เพลี้ย  ไส้เดือนฝอย  หมัดผัก  ตั้กแตน
             ส่วนของตะไคร้หอมและข่าที่ใช้  ข่า ใช้หัวแก่  ตะไคร้หอม ใช้ลำต้นและใบพืชทั้ง 2 ชนิด  มีสารช่วยในการขับไล่แมลง เมื่อใช้ร่วมกับสะเดาจะเป็นการเสริมฤทธิ์กัน
                                       
การเตรียมและการใช้

สูตรที่ 1  เมล็ดสะเดาที่แก่ตากแห้งตำให้ละเอียด   1  กก.(ถ้าใช้ใบจะใช้  2 กก.)  หัวข่าแก่ทุบหรือตำ  1 กก.              ตะไคร้หอมทุบและขยี้  1  กก.  นำส่วนผสมของสมุนไพรมาแช่น้ำ  5  ลิตร  ทิ้งไว้  1  คืน  บีบคั้น
ให้น้ำสารออกมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ กรองเอาเฉพาะส่วนน้ำ "หัวเชื้อ"
              การใช้   หัวเชื้อ  1  ลิตรผสมน้ำ  1  ปี้บ  ผสมยาจับใบหรือใช้สบู่  1  ก้อนต้มในน้ำ  1  ลิตร  ให้ละลาย  ใช ้ครั้งละ  5 - 10  ช้อน  ฉีดพ่นเวลาเย็นแดดอ่อน  5 - 7 วันต่อครั้ง
 สูตรที่ 2  กรณีที่ไม่มีตะไคร้หอม  ใช้มล็ดสะเดาที่แก่ตากแห้งตำให้ละเอียด   1  กก. หัวข่าแก่ทุบหรือตำ  1 กก.   นำไปแช่น้ำ  2  ลิตร ทิ้งไว้  1  คืน  หลังจากนั้นให้ปฏิบัติเหมือนสูตรที่  1
หมายเหตุ   สมุนไพรดังกล่าว  
             1.  ไม่เป็นพษต่อคน สัตว์ และไม่ทำลายสภาพแวดล้อม
             2.  การเตรียมและใช้บางครั้งต้องเพิ่มปริมาณสมุนไพรและลดอัตราส่วนลง
             3.  การใช้สมุนไพรไม่เห็นผลทันทีทันใด ต้องอาศัยเวลาระยะหนึ่งต่อไปจะเห็นผลดีขึ้นตามลำดับ
             4.  ปัจจุบันมีการผลิตแบบสำเร็จรูปจำหน่าย

การขาย
         ผัก  
เป็นสินค้าที่บอบบางเสียหายได้ง่าย ฉนั้นการเก็บเพื่อจำหน่ายแต่ละครั้งอย่าเก็บมาก ให้เก็บ
ในปริมาณที่พอเหมาะ  ส่วนการกำหนดราคาขายนั้นให้กำหนดตามราคาในท้องถิ่น หรือราคาขึ้นลงของตลาด เนื่องจากผักเป็นสินค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงราคาเร็ว ผักบางชนิด บางฤดูกาลราคาจะต่ำ บางชนิดราคาจะสูง มีผู้ปลูกผักปลูกแบบเกษตร ธรรมชาติบางรายสามารถจำหน่ายได้ดีมาก ทั้งนี้เนื่องจากผู้บริโภคทราบว่าเป็นผักที่ปราศจากสารเคมีต่าง ๆ ไม่เป็นภัยต่อร่างกาย มีคุณค่าต่อร่างกายมาก แม้ว่าจะซื้อในราคาแพง แต่ก็ถือว่าถูก