มีข้อเสนอมากมายให้จัดการแผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ
แบบแรกคือให้พัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณโดยผ่านกลไกทางศาสนา คือ พระ วัด สำนักวิปัสสนา เป็นต้น วิธีนี้มีข้อเสนอการทำงานที่เป็นรูปธรรมคือให้แผนงานฯ ทำบัญชีรายชื่อสำนักวิปัสสนาทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ โดยมีสมมติฐานว่ามีคนมากมายที่ต้องการฝึกวิปัสสนาแต่ไม่ทราบว่าจะเริ่มอย่างไร
การทำงานแบบที่ 1 นี้ชวนให้ผมนึกถึงหนังสือ สมัญญาแห่งดอกกุหลาบ(The Name of the Rose) ของ อุมแบร์โต เอโก แปลไทยโดย ภัควดี วีระภาสพงษ์ สำนักพิมพ์คบไฟ พ.ศ.2541 กล่าวคือยุคสมัยหนึ่งคนเราเชื่อมั่นในศาสนจักรอย่างมากว่าสามารถนำพาจิตวิญญาณมนุษย์ไปสู่ระดับที่สูงขึ้นด้วยการปฏิบัติอย่างเข้มงวด แต่ว่าเมื่อไรที่เรามอบอำนาจให้แก่ศาสนจักรเกินสมควรก็จะพบความเสียหาย การปกครองคณะสงฆ์ในบ้านเราหรือเหตุการณ์ประท้วงเพื่อบรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญก็เป็นตัวอย่างการใช้อำนาจเกินสมควรของศาสนจักร
แบบที่สองคือให้พัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณโดยผ่านกลุ่มที่เรียกว่า New Age คือภาคีที่ทำงานด้านการจัดกระบวนการ สุนทรียสนทนา สานเสวนา ญาณวิทยา กระบวนทัศน์ใหม่ จิตวิวัฒน์ รวมทั้งสื่อมวลชนหรือนักบวชทั้งในหรือต่างประเทศที่มีความสามารถในการนำธรรมะมาผลิตซ้ำให้สวยงาม น่าอ่าน น่าฟัง น่าถือ ถูกจริตของคนรุ่นใหม่ โดยมีสมมติฐานว่าอย่างไรโลกก็ไม่อาจรอดพ้นภัยพิบัติครั้งใหญ่ไปได้แน่นอนแล้ว การนำพาคนส่วนน้อยเพียงส่วนเดียวให้บังเกิดจิตสำนึกใหม่เป็นหนทางที่จะกอบกู้อารยธรรมในภายหลังได้
การทำงานแบบที่ 2 นี้ชวนให้นึกถึงหนังสือชุด Foundation ของ ไอแซค อะสิมอฟ แปลไทยครั้งแรกเมื่อประมาณสามสิบปีก่อนเป็นหนังสือชุดกาแล็กซี่โดยใช้ชื่อว่าชุดสถาบันสถาปนา ผมอ่านไป 7 เล่ม หลังจากที่อาซิมอฟถึงแก่กรรมแล้วก็ยังมีคนแต่งต่ออีก เนื้อเรื่องเกี่ยวกับการล่มสลายของสากลจักรวาลซึ่งจะนำพาอารยธรรมทั้งมวลเข้าสู่ยุคอนารยะนับล้านปี นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งจึงละทิ้งอารยธรรมที่กำลังล่มสลายนั้นไปหาที่หลบซ่อนเพื่อรวมตัวกันพัฒนาจิตสำนึกใหม่โดยคาดหวังว่าจะนำพามนุษยชาติผ่านยุคอนารยะได้สำเร็จในเวลาเพียงหนึ่งหมื่นปี
นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้เรียกตนเองว่าสถาบันสถาปนาแห่งที่สอง ในตอนแรกก็คล้ายจะดีแต่ในตอนหลังพวกเขาเองเป็นฝ่ายพบว่าสมมติฐานนี้ผิด ความเจริญรุ่งเรืองทางจิตของสถาบันสถาปนาที่สองทำให้คนกลุ่มอื่นๆไม่พอใจและนำไปสู่ความขัดแย้งและสงครามครั้งใหม่ไม่หยุดหย่อน ในตอนท้ายของเล่มห้าพวกเขาจึงคืนอำนาจการตัดสินใจอนาคตของสากลจักรวาลให้แก่พวก “คนธรรมดา”
แบบที่สาม คือให้พัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณโดยผ่านทางคนธรรมดา ด้วยกิจกรรมธรรมดาที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้ง่าย ตัวอย่างของกิจกรรมเหล่านี้คือจิตอาสา แผนที่ความดี และการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ อธิบายว่างานอาสาสมัครและการให้ใครๆก็ทำได้ ประเด็นสำคัญที่อย่าพลาดคือขอให้จิตของอาสาสมัครนั้นที่พัฒนา มิใช่พอใจเพียงเหยื่อของภัยพิบัติได้รับการดูแล แผนที่ความดีเป็นเรื่องที่แม้เด็กๆก็ทำได้ ทำได้ดีและสนุกด้วย ประเด็นสำคัญที่อย่าพลาดคือขอให้จิตของคนทำแผนที่ที่พัฒนา มิใช่จำนวนแผนที่ที่ปรากฏ การแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์เป็นเรื่องที่ทำได้ทันที ประเด็นสำคัญที่อย่าพลาดคือขอให้จิตของแพทย์ พยาบาล ผู้ให้บริการที่พัฒนา มิใช่คำนึงถึงศักดิ์ศรีและคุณค่าของผู้ป่วยและญาติเท่านั้น
การทำงานแบบที่สามนั้น ผมในฐานะผู้จัดการแผนงานฯ ยึดแนวคิด คำสอน และหนังสือของอาจารย์ประเวศ วะสีเป็นแนวทาง เพราะเชื่อว่างานยากและเป็นนามธรรมเช่นงานพัฒนาจิตนั้นต้องมี reference ที่ชัดเจนไว้ยึดเหนี่ยวและอ้างอิง อาจารย์ประเวศได้พูดและเขียนถึงงานพัฒนาจิตรวมทั้งยุทธศาสตร์สังคมคุณธรรมไว้ชัดอย่างที่ไม่เคยมีใครทำ นอกจากนี้ยังได้เสนอวิธีทำงาน(Method)ให้ได้ผลด้วยแนวคิด INN(Individual-Node-Network) และ RCN(Research- Communication-Network) เมื่อเติมเต็มวิธีทำงานตามแนวคิดนี้ด้วยการจัดการความรู้(KM:Knowledge Management) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสื่อสารความสำเร็จ งานง่ายๆอย่างจิตอาสา แผนที่ความดี และการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ก็สามารถขยายตัว เป็นที่ยอมรับ และเข้าถึงคนธรรมดาในระบบต่างๆได้
อย่างไรก็ตาม ยังมีวิธีทำงานแบบอื่นอีก เช่น การทำหลักสูตรฝึกอบรมด้านจิตวิญญาณหรือการผลักดันนโยบายด้านสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ซึ่งน่าใส่ใจและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันต่อไปว่าจริงหรือเปล่าที่การฝึกอบรมเรื่องจิตวิญญาณสามารถพัฒนาจิต และการพัฒนานโยบายเป็นเรื่องที่ยังสามารถทำได้โดยไม่ผิดเพี้ยนในบ้านเรา
ซึ่งผมคิดว่าทำไม่ได้
นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์