อิทธิบาท ๔
๑. ฉันทะ แปลว่า ความพอใจ
๒. วิริยะ แปลว่า ความเพียร
๓. จิตตะ แปลว่า ความใส่ใจ
๔. วิมังสา แปลว่า ความใคร่ครวญ
อิทธิบาท ๔ แปลว่า ฐานแห่งความสำเร็จ
ในเรื่องอิทธิบาทนี้ พระพุทธองค์ได้ตรัสถึง พื้นฐานหรือรากฐานหรือสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นก่อน เพื่อให้การไปถึงจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ตั้งเอาไว้ จะเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ
ความสำเร็จในองค์ธรรมที่พระพุทธองค์ ประทานให้นั้น เป็นความสำเร็จที่สมบูรณ์ทั้งผู้ปฏิบัติและผลงาน คือ
คนก็สำราญ งานก็สำเร็จ
และพื้นฐานหรือบาทฐานแห่งความสำเร็จ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงก็คือ "ฉันทะ"หรือ "ความพอใจ" นั่นเอง
สิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ ในการที่จะทำอะไรๆให้สำเร็จ ก็คือ ความพอใจ ในงานที่จะทำนั้น
เมื่อคุณมีความพอใจหรือชอบงานๆนั้น วิริยะ(ความเพียร) จิตตะ(ความใส่ใจ)และวิมังสา(ความใคร่ครวญ)
มันก็เกิดขึ้นเอง ไม่ใช่ต้องทำให้มันเกิดขึ้น
ตัวอย่างเช่น คุณชอบผู้หญิงสักคนหนึ่ง(ฉันทะ) คุณก็จะเพียรเทียวไล้เที่ยวขื่อวนเวียนอยู่ใกล้ใกล้กับเขา(วิริยะ)
จิตใจก็จะเฝ้าแต่วนเวียนครุ่นคิดถึงแต่เขา(จิตตะ) ใคร่ครวญหาวิธีการต่างๆนาๆเพื่อจะให้ได้เขามาครอบครอง(วิมังสา) เป็นต้น ซึ่งหากคนเข้าใจในหลักธรรมข้อนี้แล้ว ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเรื่องต่างๆได้อย่างมากมาย เช่น ในวงการการศึกษา หรือการใช้ชีวิตของคุณ
พ่อแม่หรือโรงเรียนต่างๆตลอดจนครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ต่างก็มุ่งหวังให้ลูกๆ นักเรียนหรือลูกศิษย์ของตน เรียนดีๆ เรียนเก่งๆ ดังนั้น จะพยายามหาวิธีการต่างๆนาๆ มาทำให้เด็กของตนเรียนดีๆเก่งๆกัน
ซึ่งโดยมาก ก็มักจะกลายเป็นการยัดเยียดความรู้ให้กับเด็กๆ โดยการมุ่งเน้นแต่เรื่อง วิริยะ หรือ ความเพียร คือ ต้องให้เรียนมากๆ ให้เด็กใช้เวลาทั้งหมดที่มีอยู่กับการเรียนการศึกษา เหมือนการพยายามยัดเยียดอาหารให้กับคนที่ไม่อยากไม่หิว คนให้ก็อึดอัด คนที่ต้องรับก็เป็นทุกข์ แทนที่เด็กจะเห็นถึงบุญคุณที่ครูอาจารย์ทั้งหลายยอมเสียสละเวลาส่วนตัว(ที่ควรจะได้พักได้ไปอยู่กับครอบครัว)มาสอนพิเศษให้หลังเวลาโรงเรียนเลิก กลับกลายเป็นว่า ครูกำลังลงโทษพวกเขา ให้ต้องมานั่งหลังขดหลังแข็ง เรียนกันต่อไปอีก ( ซึ่งก็น่าสงสารเด็กๆเหลือเกินที่ต้องทำงานหนักมากตั้งแต่ ๘ โมงเช้าถึง ๕ โมงเย็นหรือบางคนก็ดึกกว่านั้น แถมบางคนยังต้องเรียนทุกๆวันอีกด้วย แทนที่เขาควรจะได้มีความสุขในวัยเด็ก ที่เป็นวัยแห่งความแจ่มใสและเบิกบาน เป็นวัยที่ควรจะมีความสุขมากที่สุขของชีวิตกลับหนักที่สุดเกินกำลังของเด็ก ) แทนที่การเรียนจะเป็นไปด้วยดี กลับทำให้แย่ลงไปเสียอีก การศึกษาที่เด็กได้รับไป จึงเป็นความรู้ในลักษณะของการพอกพูนสะสม คือ รู้แบบการท่องจำ ขาดในเรื่องของจิตตะและวิมังสา ดังนั้นความรู้ที่เด็กได้รับไปจึงเป็นเหมือนกับอาหารที่กินไปแล้วไม่ย่อย มันทั้งอืดทั้งอึดอัด ไม่สามารถนำไปสู่การพลิกแพลง ประยุกต์ให้สามารถนำไปสู่การใช้กับเรื่องอื่นๆได้ เป็นความรู้เพียงเพื่อการสอบให้ผ่านไปได้หรือสามารถสอบแข่งขันได้เท่านั้น จึงกลายเป็นความรู้ที่เสียเปล่า เสียเวลาและโอกาส เพราะไม่สามารถต่อยอดความรู้ต่างๆออกไปได้
สิ่งที่พ่อแม่หรือทางโรงเรียน ควรจะต้องสร้างให้เกิดขึ้นก่อนคือ ฉันทะ คือ ให้คุณครูอาจารย์ทั้งหลายเกิด ฉันทะ ความพอใจในการที่จะสอน ให้เด็กเกิดมีฉันทะความพอใจในการศึกษา ส่วนครูแต่ละวิชาก็ต้องสร้างฉันทะให้เด็กๆ เกิดความพอใจที่จะรู้ จะศึกษาและสนใจในวิชาที่ตนสอน ซึ่งต้องกระทำต่อเนื่องกันไป
เมื่อเด็กชอบการเรียน เด็กก็จะมีความขยันหมั่นเพียร(วิริยะ)เอง เกิดความสนอกสนใจในการเรียน(จิตตะ)เอง เมื่อชอบก็จะยิ่งค้นคว้าหาความรู้ต่อไป(วิมังสา) ทำให้เกิดเป็นความเข้าใจที่แท้จริง และสามารถจดจำได้ เป็นองค์ความรู้ของตนเอง ซึ่งเป็นเหมือนอาหารที่ได้ย่อยแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของกายไปแล้ว จึงจะสามารถนำสามารถความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ ให้เกิดประโยชน์ได้จริง ในการดำรงชีวิตแม้ว่าเด็กคนนั้นจะไม่ได้ศึกษาต่อไปในชั้นเรียนที่สูงขึ้น อีกทั้งสามารถต่อยอดองค์ความรู้ที่ได้รู้มาในชั้นเรียน ไปสู่การศึกษานอกชั้นเรียน เช่นการพูด คุยกันของชาวบ้านต่างๆ หรือการสอนเพื่อนๆ ลูกเมียบริวารต่างๆได้ เนื่องการศึกษานั้นความรู้ที่ได้รับมานั้น ความรู้ความเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่แค่ความจำ
การนำอิทธิบาท ๔ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตก็เช่นกัน หากเราสามารถสร้างฉันทะหรือความพอใจในสิ่งที่ตนจะทำหรือกำลังทำได้ งานหรือสิ่งที่ทำนั้นก็จะสามารถพัฒนาไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแน่นอน และที่สำคัญ คือ เรามี ความสุข ที่จะทำ ไม่ใช่ ต้องทำ