๑ วันหลังประกาศภาวะฉุกเฉินของคนธรรมดาๆ


๑ วันหลังประกาศภาวะฉุกเฉินของคนธรรมดาๆ

๑ วันหลังประกาศภาวะฉุกเฉินของคนธรรมดาๆ

 

หลังจากที่รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินใน กทม. ผ่านมา ๑ วัน ในฐานะคนธรรมดาๆ คนหนึ่งแม้ชีวิตจะไม่ได้มีส่วนสำคัญในสังคมมากนัก แต่ก็มีแง่คิดเล็กๆ น้อยที่อยากเล่าสู่กันฟังบ้างครับ

 

เริ่มด้วยคำถามแรกของหลายวัย ๔ ขวบ ที่ถามว่า “ทำไม หนูไม่ได้ไปโรงเรียน” ผมก็อึ้งอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มีคำตอบที่ดีไปกว่า “คุณครูให้หนูหยุด และทำการบ้านที่บ้านไปส่ง” เพราะถ้าจะอธิบายเรื่องเหตุบ้านการเมืองให้หลานวัย ๔ ขวบฟัง ผมว่ามันคงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

 

ต่อมาหลักจากประกาศภาวะฉุกเฉินไม่นาน ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนๆ และน้องๆ ที่ทำงาน พร้อมกับคำถามว่า “วันนี้ไปทำงานเปล่า” ผมเองก็ไม่ใช่ใครที่ไหนที่จะสามารถบอกได้ว่าไปหรือไม่ไป แต่ด้วยคำถามต่อๆ มาคือ แล้วเขาปิดถนนเส้นไหนบ้าง? รถจะติดหรือเปล่า? แล้วเข้าจะสลายการชุมนุนไหม? ทหารจะปฏิวัติหรือเปล่า? แล้วเขาจะสั่งหยุดงานเหมือนวันที่ ๑๙ ก.ย. มั้ยฯ ฯลฯ...อีกนั่นหละ ผมก็ไม่ได้เป็นใครมาจากไหนนี่ ที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้ แต่สุดท้ายผมก็ไม่กล้าออกจากบ้านเช่นกัน เพราะกังวลกับสิ่งที่เพื่อนๆ น้องๆ ถามนั่นแหละ หรือถ้าขับรถออกไปแล้วเจอรถติดมากๆ ก็เปลืองน้ำมันเปล่าๆ บวกกับความขี้เกียจนิดๆ ตามประสาคนหาเช้ากินค่ำ ก็เลยตกลงโทรศัพท์ไปลางานซะ ๑ วัน

 

มาวันนี้ (๓ ก.ย.) ผมก็มาทำงานปกติ และต้องนั่ง Taxi ไปแถวๆ รามคำแหง ก็กะจะไม่สนทนาประสาการเมือง เพราะเดี๋ยวมันเครียดเปล่าๆ แต่รถก็ดันติดซะนี่ พี่คนขับเลยเปรยๆ เชิงบ่นว่า น่าสงสารคนที่ตาย เพราะต่างก็เป็นคนไทยด้วยกัน ทำไมต้องมาฆ่ากันแบบไม่มีสติด้วย ทั้งๆ ที่อาจจะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรืออาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้อเท็จจริงคืออะไร มิหนำซ้ำไอ้มาตรการตัดน้ำตัดไฟที่เขาว่าๆ กัน ถ้าเขาทำจริงแล้วเราในฐานะประชาชาจะทำยังไง นอกจากจะเหนื่อยกับการหาเงินใช้หนี้ไปวันๆ แล้ว ยังต้องมาเครียดเรื่องพวกนี้อีกเหรอ? ผมก็นั่งฟังแบบเหนื่อยๆ เช่นกัน เลยพูดติดตลกทั้งๆ ที่ก็เครียดเหมือนกันว่า แบบนี้น่าจะให้แกนนำทั้ง ๒ ฝ่ายขึ้นชกกันบนเวทีแล้วให้ประชาชนนั่งเชียร์น่าจะดีกว่า อย่างน้องประชาชนก็ไม่ต้องเข้ามาเจ็บตัว

 

โอเคหละครับ เราประชาชนธรรมดาๆ พอจะรับได้กับเหตุผลของท่านๆ ทั้งหลายที่บอกว่าทำเพื่อประชาชน แต่สำหรับคน “ต้นทุนต่ำ” อันหมายถึงหาเช้ากินค่ำ หยุด ๑ วันแถบไม่มีอันจะกิน หรือในคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลยอย่างหลานผม ถ้าเจอแบบนี้ก็เหนื่อยครับ ทั้ง ๒ ฝ่ายน่าจะรีบหันมาทบทวนบทบาท การกระทำ และหาทางออก ก่อนที่ปัญหาจะสายเกินการแก้ไขครับ

 

ด้วยความเคารพรัก

คำสำคัญ (Tags): #ภาวะฉุกเฉิน
หมายเลขบันทึก: 205344เขียนเมื่อ 3 กันยายน 2008 16:22 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2012 01:53 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี