เมื่อพึ่งตนเองได้แล้ว เวลามีปัญหาคนอื่นจะมาช่วยอะไรอีกล่ะ

การแนะแนว คือ การช่วยให้เขาพึ่งตนเองได้

    ในแง่ของพระพุทธศาสนา เรามีหลักการที่ทุกคนจะได้ยิน ได้ฟังมาจากพุทธภาษิตที่ว่า อัตตาหิ อัตตโน นาโถ แปลว่า ตนแลเป็นที่พึ่งของตน

    เมื่อพึ่งตนเองได้แล้ว เวลามีปัญหาคนอื่นจะมาช่วยอะไรอีกล่ะ ในเมื่องตนต้องเป็นที่พึ่งของตน แต่ที่นี้มีปัญหาว่า บางทีคนที่พึ่งตนเองไม่ได้ ตามหลักการก็ควรจะเป็นอย่างที่ท่านว่าคือ คนต้องเป็นที่พึ่งของตน แต่เมื่อมีคนที่พึ่งตนเองไม่ได้ เราจะทำอย่างไร ก่อนตอบคำถามนี้ เราจะต้องยอมรับหลักการเบื้องต้นเสียก่อนว่า ชีวิตที่ดีนั้นต้องเป็นชีวิตที่พึ่งตนเองได้  ถ้าเป็นชีวิตที่พึ่งตนเองไม่ได้ ก็จะมีปัญหา

    เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหนก็แล้วแต่ คนต้องพึ่งตัวเอง ในระดับใดระดับหนึ่งชีวิตจึงจะดำรงอยู่ได้  ทีนี้ถ้าชีวิตพึ่งตนเองได้มากเต็มที่ของมัน ชีวิตนั้นก็เป็นชีวิตที่ดีงาม  เป็นชีวิตที่สมบูรณ์ นอกจากพึ่งตนเองได้แล้ว ก็ยังขยายออกไปช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย บางท่านอาจจะแย้งว่า เวลาเราสมาทานศีล ตอนเริ่มต้นเราเรียกว่า  ไตรสรณาคมน์ คือ ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นสรณะ และสังฆัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ คำว่า สรณะ เราแปลกันว่า เป็นที่พึ่ง ถ้าอย่างนั้น พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ก็เป็นที่พึ่งซิ จะพึ่งตนเองอย่างไร

    ความจริง ที่ว่าเป็นที่พึ่งนั้น ก็หมายความว่า ท่านมาช่วยแนะแนวนั่นเอง คือ ช่วยแนะนำบอกกล่าวให้เรารู้จักพึ่งตนเอง  เวลาแปลเป็นภาษาอังกฤษ คำว่า สรณะนี้ยังแย้งกันอยู่ บางพวกก็แปลว่า refuge  แปลว่า ที่พึ่ง อีกพวกหนึ่งแปลว่า guide แปลว่า ผู้นำทาง หรือผู้ทำการแนะแนวนั่นเอง คือ ผู้ชี้แนะแนวทาง หมายถึง แนวทางชีวิตหรือดำเนินชีวิต

    พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นผู้แนะแนวที่สำคัญ หลักการของพระพุทธศาสนา สนับสนุนทัศนะที่ว่า พระพุทธศาสนา เป็นการแนะแนว เพราะว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบทาง พระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบทางดำเนินชีิวิตที่ถูกต้อง เมื่อพบแล้วก็นำเอามาเปิดเผย มาชี้แนะแนว บอกทางให้แก่ผู้อื่น ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า อักขาตาโร ตถาคตา ตถาคตเป็นเพียงผู้บอก คือ ชี้ทางให้ ตุมเหหิ กิจจัง อาตปปัง ส่วนตัวการกระทำนั้น เป็นเรื่องที่ท่านต้องเพียรพยายามอีกทาง

    เมื่อท่านชี้แนวทางให้แล้ว  การที่จะปฏิบัติให้สำเร็จผล ก็ต้องทำด้วยตนเอง คือ นำเอกธรรมนั้นมาปฏิบัติ ธรรมนั้นเป็นเรื่องของการที่ต้องเข้าใจด้วยปัญหา เมื่อรู้เข้าใจแล้วก็ปฏิบัติไปตามนั้น ธรรมเป็นตัวชี้แนวทาง เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ก็มีธรรมไว้เป็นหลัก แต่ถ้าไม่มีใครช่วยชี้แจงอธิบาย ไม่มีผู้ที่จะมาถ่ายทอด ธรรมก็จะเงียบหายไป ไม่มาถึงเรา จึงต้องมีพระสงฆ์ทำหน้าที่ถ่าทอดชี้แนะแนวทางต่อมา

    เมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ในการที่จะแก้ปัญหานั้น ปัญหามีหลายขั้นหลายระดับ ยากมาก ยากน้อย เราจะต้องพัฒนาตัวเองให้มีความสามารถในการแก้ปัญหามากขึ้น จึงกินความรวมถึง การที่รู้จักปรับปรุงตัวเอง พัฒนาตัวเองได้

อ้างถึง  ผศ.ดร.ทศวร มณีศรีขำ ผู้เรียบเรียง                                                         การอบรมสัมมนาครูแนะแนว ของสำนักจัดหางานจังหวัดระยอง (2551)