ภาพปกหนังสือ ที่มา http://www.matichonbook.com/index.php?mnuid=5&selmnu=510707160149


คอลัมน์ เชิญมาวิจารณ์ : ออลแม็กกาซีน ปีที่ 3 ฉบับที่ 5 เดือนกันยายน 2551 หน้า 50-51 โดย รศ.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์

เสนีย์ เสาวพงศ์ เป็นนามปากกาของศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ ผู้เพิ่งฉลองอายุครบ 90 ปี ไปเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 นี้เอง ท่านผู้นี้เป็นนักเขียนอาวุโสที่สร้างสรรค์ผลงานวรรณกรรมทั้งเรื่องสั้นและนวนิยายไว้ตั้งแต่ยุคบุกเบิกวรรณกรรมร่วมสมัยของไทย ผลงานและวรรณกรรมอันเพียบพร้อมด้วยคุณค่าทางสังคมและวรรณศิลป์ เช่น นวนิยายเรื่อง ความรักของวัลยา,  ปีศาจ, คนดีศรีอยุธยา เรื่องสั้นอย่าง ขอแรงหน่อยเถอะ,  ทานตะวันดอกหนึ่ง, ตีนหนาหน้าบาง ทำให้ท่านท่านเอกอัครราชทูตศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ ได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2533 อันนับเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตนักเขียน และได้รับรางวัลเกียรติยศอื่นๆ ต่อมาอีกมากมาย เช่น นักเขียนรางวัล “ศรีบูรพา” คนแรก นักเขียนรางวัล “อมตะ”  คนแรก

  เรื่องบุรุษไปรษณีย์ เป็นเรื่องสั้นที่แสดงความเปลี่ยนแปลงสังคมและจิตใจมนุษย์ โดยเล่าผ่านความนึกคิดและประสบการณ์ของบุรุษไปรษณีย์ชื่อ ลุงพร้อม ผู้ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์มาเป็นเวลา 25 ปี ผู้เขียนเปรียบเทียบบุรุษไปรษณีย์ว่าเหมือนคนแจวเรือจ้าง เมื่อส่งคนถึงฝั่งแล้วคนแจวเรือก็ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป เขาจึงถีบหัวเรือส่งบุรุษไปรษณีย์อย่างลุงพร้อมก็ทำหน้าที่ส่งหนังสือ ส่งของ ส่งข่าวคราว ความรู้สึกนึกคิด และความรักความระลึกถึงจากคนหนึ่งถึงอีกคนหนึ่ง แต่ลุงพร้อมไม่เคยได้รับสิ่งปรารถนาที่ลุงพร้อมเป็นสื่อนำส่งไปให้แก่คนอื่น

 ลุงพร้อมทำหน้าที่ส่งไปรษณียภัณฑ์ในเขตชานเมืองแห่งหนึ่งที่แต่เดิมเป็นเพียง “ทุ่งนาที่เวิ้งว้าง มืด วังเวง และเปล่าเปลี่ยวแต่ 25 ปีต่อมาพื้นที่แห่งนี้เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว มีถนนลาดยางตัดใหม่สายยาว มีถนนซอยแตกกิ่งก้านออกไปซ้ายและขวา บ้านสวยๆ ผุดขึ้นมาอย่างคับคั่งสองฝั่งถนนและในวอกซอยต่างๆ ในขณะที่เจ้าของที่ดินเดิมนั้นพับกระดาษสีเขียวสีแดงสองสามแผ่นแทนที่ดินผืนกว้างและสมบูรณ์ที่เคยได้อาศัยทำมาหากินเลี้ยงชีพมาแต่สมัยปู่สมัยทวด ใส่กระเป๋าเสื้อผ้าดิบสีน้ำตาลแก่ถอยหนีออกไปสู่อนาคตที่ปราศจากเงินและปราศจากที่ดิน ที่ดินทำกินของชาวนาตกอยู่ในความครอบครองของคนรวยและเปลี่ยนมือไปอีกเรื่อยๆ ตามอำนาจของเงิน ดังที่ผู้เขียนกล่าวว่า “ครั้งหนึ่งที่ดินเป็นของชาวไร่ชาวนาต่อมาเปลี่ยนไปเป็นของขุนนางและอำมาตย์ แล้วพวกขุนนางเก่า ก็ถูกขับไล่ออกไปโดยพวกพ่อค้านายธนาคาร”  ดังนั้น ลุงพร้อมได้เห็นการเปลี่ยนมือของที่ดินของบ้านใหญ่ๆ ตึกสวยๆ จากคนรวยคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งซึ่งรวยกว่า ลุงพร้อมเคยส่งจดหมายให้บ้านหลังใหญ่ซึ่งเป็นบ้านของเจ้าคุณคนหนึ่งแต่พอหลังสงคราม จดหมายส่งมาบ้านหลังนั้นจ่าหน้าซองถึง “นายธรรมดาคนหนึ่ง”  ไปเสียแล้ว และ “บ้านนั้นคึกคัก มีรถเก๋งคันใหญ่วิ่งเข้าวิ่งออกวันละหลายๆ เที่ยว

ประโยคต่างๆ เหล่านี้นำเสนอให้เห็นความเปลี่ยนแปลงสังคมไทยด้วย ธนานุภาพ หรือ อำนาจของเงินตราประโยคเรียบง่ายนี้แฝงถึงความคิดเชิงวิพากษ์ถึงความล่มสลายของชนชั้นศักดินา คนชั้นสูงหรือผู้รากมากดีมีชาติตระกูลยากจนลงจนไม่อาจรักษาสมบัติพัสถานของตนไว้ได้ ต้องขายเปลี่ยนมือไปสู่คนที่มีเงิน นอกจากนี้ ยังนำเสนอการรุกรานของนายทุนที่กวาดซื้อที่ดินจากชาวนาไปในราคาถูกๆ เพื่อนำไปพัฒนาให้เป็นเมือง ดูเผินๆ เหมือนสร้างความเจริญ แต่แท้ที่จริงเป็นการทำลายพื้นที่เกษตรกรรม ทำลายอาชีพชาวนาและดับอนาคตของชีวิตที่ดำรงอยู่ด้วยการทำมาหากินเลี้ยงชีพพึ่งพาตนเองมาโดยตลอด พื้นที่เพาะปลูกกลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษและทำลายสิ่งแวดล้อม เงินถ่างช่องว่าง ระหว่างคนรวยและคนจนให้กว้างขึ้นจนทำให้คนสองประเภทมีความแตกต่างกันมากราวกับคนประเภทหลังไม่ใช่คน ดังที่ให้ชาวบ้านที่อยู่ห้องแถวบ่นดังๆว่า  “เออเรานิ น้ำกินก็ไม่มี อาบก็ต้องอาบน้ำคลองโสโครก ส่วนเขาซิ ราดส้วมยังใช้น้ำประปาเลยโว้ย

 ความแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจนยังได้รับการนำเสนอด้วยการเปรียบเทียบระหว่าง “บ้านสวยๆ” กับ “กระต๊อบโย้เย้ริมคลองน้ำสกปกผู้คนที่อาศัยอยู่ในกระต๊อบผุพังนี้ยากไร้และขาดแคลนทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโภคทรัพย์และปัญญาทรัพย์ พวกเขาไม่มีเงิน ไม่มีความรู้ และไม่มีอนาคต ดังที่ลุงพร้อม กล่าวว่าไม่เคยมีไปรษณียภัณฑ์มาส่งให้คนเหล่านี้ทั้งปีทั้งชาติ เพราะพวกเขายากจน และไม่เคยมีจดหมายส่งถึงเพราะพวกเขาอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้  สภาพสังคมในเรื่องสั้นเรื่องนี้ยังมีให้เห็นอยู่ในปัจุบัน ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนในสังคมไทย (และสังคมโลก) จึงไม่เคยขยับเข้ามาจนปิดสนิท มีแต่จะถ่างกว้างออก ราวกับโลกสองมิติที่ซับซ้อนอยู่บนลกใบเดียวกัน


ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เล่าผ่านมุมมองของลุงพร้อมอย่างหนึ่งคือการรุกรานทางวัฒนธรรมฝรั่ง เสนีย์ เสาวพงศ์ แฝงนัยประเด็นนี้ไว้ตอนที่ลุงพร้อมเล่าว่า “ในระยะหลังๆ ผู้อาศัยอยู่ในบ้านสวยๆ มักมีชื่อปรากฏบนซองเป็นภาษาต่างประเทศ เพราะจดหมายเล่านี้ส่งมาจากญาติพี่น้องลูกหลานที่ไปศึกษาเล่าเรียนในซีกโลกตะวันตก” ลุงพร้อมจึงลำบากมากขึ้นในการเรียนรู้ชื่อเสียงเรียงนามของผู้รับจดหมาย จนกระทั่งต้องล้มเลิกความพยามที่จะอ่านชื่อที่จ่าหน้าซองเหล่านั้น  เนื่องจากจดหมายมีปริมาณมากเหลือเกิน ลุงพร้อมจึงส่งจดหมายตามบ้านเลขที่ที่จ่าหน้าซองเท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างลุงพร้อมกับผู้รับจดหมายจึงลดลงโดยปริยาย ต่างจากแต่เดิมที่แกจักรู้จักประวัติของคนในบ้านทุกบ้านที่แกนำจดหมายไปส่งและมีปฏิสันถารได้อย่างสนิทสนม


การเปลี่ยนใจของสาวน้อยที่ทิ้งคู่รักผู้ห่างไกลไปแต่งงานกับผู้ชายคนใหม่ที่ถึงจะ “เป็นเจ๊กเป็นจีน” แต่ร่ำรวย สะท้อนภาพสังคมไทยที่ผู้ดีมีตระกูลพยามพยุงฐานะการเงินและสถานภาพทางสังคมของตนไว้ ด้วยการแต่งงานกับพ่อค้านายทุนซึ่งเป็นกลุ่มชนชั้นกลางที่เติบโตอย่างรวดเร็วหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ปรากฏการณ์ทางสังคมเช่นนี้ ถูกนำเสนอในวรรณกรรมสมัยเดียวกับเรื่องอื่นๆ  ด้วย ในเรื่องสั้นเรื่องนี้ ถูกนำเสนอในวรรณกรรมยุคสมัยเดียวกันกับเรื่องอื่นๆ ด้วย ในเรื่องสั้นเรื่องนี้ แนวคิดเรื่องอำนาจเงินเปลี่ยนแปลงจิตใจของคนได้ ไม่เพียงแต่นำเสนอด้วยเรื่องสาวน้อยแห่งบ้านหลังใหญ่เท่านั้นแต่ยังตอกย้ำ ด้วยปะสบการณ์ของลุงพร้อมเอง ที่ภรรยาหนีไปอยู่กับชายที่ “ในกระเป๋ามีเสียงกังวานของสตางค์ดีบุก ดังกว่ากระเป๋าลุง” และทำให้ลุงพร้อมสรุปด้วยคำคมว่า  ”นกย่อมต้องการรวงรัง จระเข้ย่อมต้องการวัง และผู้หญิงย่อมต้องการผัวที่มี(สตางค์) ทรัพย์สิน

เสนีย์  เสาวพงศ์  เป็นนักเขียนที่ยึดมั่นในการทำหน้าที่สังเกตปรากฏการณ์ทางสังคมและส่งผ่านวรรณกรรมของเขามาสู่ผู้อ่านให้ตระหนักถึงพลานุภาพของ  “อำนาจทุน” ที่อาจจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางเสื่อมทรามทั้งสังคมและจิตใจมนุษย์ แม้ว่าเสนีย์ เสาวพงศ์ จะวางมือจากหนังสือไปนานหลายปีเพราะวัยที่สูงขึ้น แต่ผลงานที่สร้างสรรค์มายาวนานตั้งแต่ พ.ศ.2483  ถึง พ.ศ.2543 จากเรื่องสั้นเรื่อง นักโทษเนรเทศ จนถึงเรื่อง ขอให้การพายเรือของเจ้าเที่ยวนี้เป็นเที่ยวสุดท้าย รวมแล้วประมาณ 50 เรื่องและนวนิยายอีก 11 เรื่องล้วนแล้วแต่แสดงถึงสายตาอันแหลมคมและความคิดอันสุขุมที่พินิจโลก สังคม และชีวิตตามที่เป็นจริง ผู้เขียนคัดกรองเลือกสรรภาพชีวิตในสังคมไทยมานำเสนอให้ผู้อ่านรับรู้และร่วมรู้สึกรวมทั้งไม่รีรอที่จะปลูกสำนึกแห่งมนุษยธรรมในใจผู้อ่านเพื่อช่วยกันสร้างสรรค์ สร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งความเสมอภาคอย่างแท้จริง จึงกล่าวได้เต็มปากว่า  เสนีย์ เสาวพงศ์ หรือ ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ เป็นเสาหลักหลัดแห่งวงการวรรณกรรมไทย เป็นนักคิดนักเขียนที่ปอปรด้วยอุดมคติและอุดมกาณณ์อันน่ายกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนรุ่นหลัง




ทางเดินบริเวณ น้ำตกแก่งโสภา จ.พิษณุโลก