การคิดแก้ปัญหาเชิงระบบ

ทุกคนในโลกต้องการความสุข          เวลาประมาณ 15.00 น. วันนี้ (1 กันยายน) ผมและคณะอีก 9 คน รวมเป็น 10 คน จะต้องวิ่งธงตามโครงการ จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน สร้างสามัคคี  จุดที่ผมและคณะรับผิดชอบคือจุดที่ 37 ระยะทางวิ่งเพียง 200 เมตร

         สิ่งที่รัฐบาลคาดหวังจะได้รับหลังจากเสร็จสิ้นโครงการนี้ คือ การกลับคืนมาของความรักความสามัคคีของคนในชาติ  คำถามที่ผมเองไม่ค่อยมั่นใจก็คือ แล้วมันจะได้สิ่งที่หวังหรือเปล่า จริงอยู่ การแสดงความจงรักภักดีต่อจุดศูนย์รวมน้ำใจของคนไทยทั้งชาติ เป็นเรื่องที่น่าปิติและเทอดทูนยินดี แต่ ณ เวลานี้ เราเลยจุดนี้มาแล้วหรือยัง

          สำหรับผม ผมคิดว่าทุกคนมีเหตุผล และควรเคารพในเหตุผลนั้น และทำให้ผมคิดเลยไปถึงปรัชญา"คิดเป็น" ของ กศน.  ที่ยึดหลักการว่า  สิ่งที่เป็นยอดปรารถนาของมนุษย์ทุกคนในโลก คือความสุข แต่ความสุขของคนไม่เหมือนกัน ในความหมายของความสุขของ กศน. คือการที่มนุษย์สามารถดำรงชีวิตให้ผสมกลมกลืนไปกับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ ในทางตรงกันข้ามถ้าไม่สามารถดำรงชีวิตให้ผสมกลมกลืนกับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ มนุษย์ก็จะเกิดปัญหาขึ้น

         แนวทางการแก้ปัญหาคือการปรับ ซึ่งสามารถดำเนินการได้ 4 วิธี คือ ปรับสังคมและสิ่งแวดล้อมมาหาตัวเรา  ปรับตัวเราเข้าหาสังคมและสิ่งแวดล้อม  ต่างฝ่ายต่างปรับในลักษณะพบกันครึ่งทาง และประการสุดท้ายคือหนีจากสังคมนี้ไปอยู่สังคมใหม่

         องค์ความรู้ที่จะใช้ปรับตัวคือ  ความรู้ที่เกิดจากข้อมูล 3 ด้าน ได้แก่ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้านวิชาการ และด้านตนเอง นำข้อมูลทั้ง 3 ด้านมาประมวลผลแล้วคิดตัดสินใจ ถ้าดำเนินการอย่างนี้ได้ จึงจะเรียกว่า เป็นคนคิดเป็น 

         เมื่อมาถึงจุดนี้ ความรู้สึกของผมคล้ายเดินเข้าไปในซอยที่ไม่มีทางออก ผมคงจะบอกได้แค่เพียงว่า บ่ายวันนี้ผมจะวิ่งธงด้วยความตั้งอกตั้งใจ และระมัดระวังเป็นพิเศษ เผื่อความตั้งใจของผมในวันนี้ จะส่งผลให้ผมพบทางออกจากซอยแห่งนี้ก็ได้ครับ