GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ส.อ.ท.ห่วงวิกฤติการเมือง ฉุดเศรษฐกิจสู่ภาวะเงินฝืด

ส.อ.ท.ห่วงวิกฤติการเมือง ฉุดเศรษฐกิจสู่ภาวะเงินฝืด
       ส.อ.ท.ประเมินผลกระทบวิกฤติการเมืองต่อเศรษฐกิจ ระบุหากยืดเยื้อถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม ฉุดจีดีพีโตแค่ 3.64% ขณะที่การลงทุนและการบริโภคลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างมาก อาจเข้าสู่ภาวะ "เงินฝืด" ชี้ 4 อุตสาหกรรมทั้งกิจการพิมพ์-เฟอร์นิเจอร์-พลังงานทดแทน-ปิโตรเคมี เริ่มได้รับผลกระทบแล้ว "เกียรติพงศ์" เรียกร้องเร่งหาความสงบโดยเร็ว
นายเกียรติพงศ์ น้อยใจบุญ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท. ได้จัดทำรายงานผลกระทบทางการเมืองต่อเศรษฐกิจ ซึ่งได้เสนอต่อนายประพัฒน์ โพธิวรคุณ ประธาน ส.อ.ท. แล้ว โดยการชุมนุมประท้วงให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีลาออก เริ่มส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจแล้ว ซึ่งแบ่งผลกระทบออกเป็น 2 ระยะ คือ ผลกระทบระยะสั้นและผลกระทบระยะปานกลาง  
สำหรับผลกระทบระยะสั้น เริ่มตั้งแต่ประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 2 เมษายน 2549 โดยผลกระทบทางเศรษฐกิจจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ขยายตัวเพียง 4.22% จากเดิมสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประมาณการว่าจีดีพีจะขยายตัว 4.5% โดยทำให้มูลค่าจีดีพีลดลง 11,000 ล้านบาท จากการลดลงของการบริโภค 7,000 ล้านบาท   ในส่วนของการลงทุนลดลง 3,000 ล้านบาท และการส่งออกสุทธิลดลง 1,000 ล้านบาท ซึ่งมีผลทำให้ภาคอุตสาหกรรมหดตัวลง 4,000 ล้านบาท ภาคเกษตรลดลง 1,000 ล้านบาท ภาคการค้าโรงแรมและภัตตาคารลดลง 1,000 ล้านบาท  ภาคอสังหาริมทรัพย์ลดลง 1,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย 1.อุตสาหกรรมการพิมพ์ ได้รับผลกระทบเนื่องจาก       ผู้ประกอบการได้ตัดงบประมาณโฆษณา รวมทั้งการลงทุนจากต่างประเทศเริ่มชะลอตัว และการบอยคอตการเลือกตั้งของพรรคการเมืองใหญ่ 3 พรรค ทำให้ผู้ที่สมัครเลือกตั้งใช้สิ่งพิมพ์ในการหาเสียงจำนวนลดลง 2.อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน มีการชะลอตัวลง เนื่องจากขาดความเชื่อมั่นทางการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนจากต่างประเทศที่เกรงว่าจะเกิดความเสียหาย หากมีการลงทุนก่อสร้าง 3.อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ได้รับผลกระทบเนื่องจากเป็นสินค้าที่ไม่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะสถานการณ์ที่ประเทศมีความขัดแย้งทางการเมือง และ 4.อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ได้รับผลกระทบจากพนักงานบางส่วนที่ออกไปประท้วง ทำให้การผลิตทำได้ไม่เต็มที่  นอกจากนี้ ยังมีอุตสาหกรรมที่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว คืออุตสาหกรรมยานยนต์ การขยายตัวยังเป็นไปตามเป้าหมาย และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศ ยังขยายตัวต่อเนื่องเพราะอยู่ในช่วงฤดูร้อน และอุตสาหกรรมยา ยังมีการขยายตัวได้ดี เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้ยาที่ผลิตในประเทศเพิ่มมากขึ้น
นายเกียรติพงศ์ กล่าวว่า ผลกระทบในระยะปานกลาง เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 จะทำให้อัตราการขยายตัวของจีดีพีปีนี้ลดเหลือ 3.64% โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้จีดีพีมีมูลค่าลดลง 33,000 ล้านบาท เป็นการลดลงของการบริโภค 21,000 ล้านบาท การลงทุนลดลง 8,000 ล้านบาท การส่งออกสุทธิลดลง 4,000 ล้านบาท และมีผลทำให้ภาคอุตสาหกรรมหดตัวลง 13,000 ล้านบาท ภาคเกษตรลดลง 3,000 ล้านบาท

ภาคการค้าโรงแรมและภัตตาคารลดลง 6,000 ล้านบาท ภาคก่อสร้างลดลง 1,000 ล้านบาท ภาคอสังหาริมทรัพย์ลดลง 2,000 ล้านบาท   ดังนั้น หากการชุมนุมยืดเยื้อออกไปหลังวันที่ 2 เมษายน 2549 แล้ว จะส่งผลให้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างมาก อาจจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ที่จะมีผลให้การผลิตลดลง การลงทุนลดลง รวมทั้งอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การหดตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในอนาคต
นายเกียรติพงศ์ กล่าวว่า จากการหารือร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรม 19 กลุ่ม ของ ส.อ.ท. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า ที่ประชุมต้องการให้การประท้วงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นไปด้วยความสงบ รวมทั้งต้องการให้การประท้วงยุติโดยเร็ว เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับเศรษฐกิจของประเทศ และขอให้เหตุการณ์ความขัดแย้งอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย รวมทั้งต้องการให้กลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท. มีการปรึกษาใกล้ชิดกันขึ้นเพื่อหาจุดร่วมกัน
นายเกียรติพงศ์ กล่าวว่า ส.อ.ท. ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของภาครัฐในด้านอุตสาหกรรม คงไม่สามารถให้ความเห็นเกี่ยวกับทางออกทางการเมืองให้กับรัฐบาลได้ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลแต่ภาคเอกชนต้องการให้เหตุการณ์ ยุติโดยเร็ว  เพราะขณะนี้ กำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มสะดุดแล้ว เนื่องจากประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยผู้บริโภคมีความกังวลว่าปัญหาการเมือง จะทำให้เกิดการจลาจลจึงระมัดระวังการใช้จ่าย และบางราย  ต้องกักตุนสินค้าไว้   สถานการณ์ปัจจุบันการทำงานของภาครัฐลดความเข้มข้นลง เพื่อรอนโยบายจากรัฐบาลใหม่ ส่งผลให้มีการฉกฉวยขึ้นราคาสินค้า ขณะที่การใช้กำลังผลิตเฉลี่ยปัจจุบันสูงถึง 70% แล้ว จะต้องมีการลงทุนใหม่ แต่อาจต้องชะลอตัวลงจึงมีผลกระทบต่อจีดีพี โดยการลงทุนเมกะโปรเจค และการลงทุนใหม่ที่ต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลใหม่ ซึ่งถ้าไม่มีการลงทุนเพิ่มไทยจะเสียความสามารถทางการแข่งขันให้กับต่างประเทศ
นายเกียรติพงศ์ กล่าวว่า การที่หน่วยงานรัฐชะลอการทำงานลง มีผลกับการส่งออก เพราะการขยาย       ตลาดใหม่จะชะงักลง ซึ่งอาจทำให้เป้าหมายการส่งออกปีนี้ที่รัฐบาลวางไว้ว่าจะขยายตัว 15% เป็นไปได้ยาก   จึงมีโอกาสที่จะขาดดุลการค้าถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าปีที่แล้วที่ขาดดุล 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยภาวะขาดดุลการค้าจะทำให้โอกาสเศรษฐกิจตกมีมากขึ้น   นอกจากนี้ ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นยังทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานราชการล่าช้ากว่าปีที่แล้ว  เพราะแต่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้เร่งเบิกจ่ายงบประมาณทำให้ภาคเอกชนที่ประมูลโครงการได้รับเงินเร็วขึ้น การเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าจึงมีผลกระทบกับเอกชน และการที่เศรษฐกิจอาจจะชะลอทำให้รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะจัดเก็บรายได้ลดลง เพราะผลประกอบการบริษัทและรายได้ของประชาชนลดลง
นายเกียรติพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้ หน่วยงานภาครัฐทำอะไรได้ไม่มากจึงเห็นว่า แต่ละหน่วยงานควรเตรียมแผนการรองรับหลังสถานการณ์สงบ โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ควรเตรียมแผนการโรดโชว์ต่างประเทศ เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย และมีผลต่อการลงทุนมากน้อยแค่ไหน และอาจจะให้เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศต่างๆ ชี้แจงถึงสถานการณ์ของประเทศไทย
กรุงเทพธุรกิจ  23  มีนาคม  2549

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 20449
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)