อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปเป็นวิทยากรการบูรณาการช่วยเหลือเด็กพิเศษแก่ สช. ร่วมกับมูลนิธิออทิสติกไทย ได้แลกเปลี่ยนรู้กับทีมงานสมาคมนักกิจกรรมบำบัด/อาชีวบำบัดแห่งประเทศไทย ประชุมอย่างไม่เป็นทางการกับทีมคลินิกกิจกรรมบำบัดของคณะฯ และได้รับทราบข้อมูลจากผู้ปกครองท่านหนึ่ง จึงอยากสรุปประเด็นเพื่อตอบโจทย์ที่ว่า ทำไมเด็กไทยที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการด้านร่างกาย ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร ความรู้ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมทางสังคม จึงไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองให้เกิดทักษะชีวิตที่มีความสุขได้

คำตอบคือ

  • นักกิจกรรมบำบัดควรพัฒนาความรู้ความเข้าใจของตนเองในหลายๆเรื่อง ได้แก่ Domain & process of occupation, activitiy and participation และ Therapeutic media of occupational therapy เพราะปัจจุบันเรามักจะสร้างกิจกรรมประเมินแยกออกจากกิจกรรมการรักษาได้ไม่ชัดเจน ทำให้ไม่มีการวัดผลความก้าวหน้าของพฤติกรรมของผู้รับบริการด้านทักษะชีวิต ซึ่งมีหลายมิติและองค์ประกอบ

 

  • นักกิจกรรมบำบัดชอบใช้การประเมินความก้าวหน้าทางคลินิกแบบ "ความรู้สึก" บางครั้งเข้าข้างตนเองมากนัก และไม่ยอมปรับเปลี่ยนกิจกรรมการรักษาหรือไม่ยอมเน้นกิจกรรมการรักษาที่ผู้รับบริการต้องการและให้ความสำคัญต่อการดำรงชีวิต อยากให้นักกิจกรรมบำบัดตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมในคลินิกเป็นการเตรียมความพร้อมระดับหนึ่งแต่ทักษะชีวิตของทุกคนย่อมเกิดจากการประเมินและเรียนรู้ในสิ่งแวดล้อมจริง และมีการเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการหรือสิ่งแวดล้อมภายในตัวตน ได้แก่ ความสนใจและความตั้งใจในการทำกิจกรรม ความรู้ความเข้าใจในขั้นตอนการทำกิจกรรม และการรู้จักคิดและประยุกต์ทักษะการทำกิจกรรมหนึ่งสู่กิจกรรมหนึ่งที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิต

 

  • บุคลากรทางการแพทย์หลายสาขาวิชาชีพขาดแคลน และมุ่งเน้นปริมาณการให้บริการตามนโยบายขององค์กร มากกว่าการประเมินคุณภาพของการให้บริการ เช่น ความพึงพอใจของผู้รับบริการ ความก้าวหน้าของการเปลี่ยนแปลงหลังการรักษา ทักษะการให้เหตุผลทางคลินิก ทำให้ทักษะชีวิตในผู้รับบริการที่มีหลายๆมิติถูกเพิกเฉยและมีขีดจำกัดของการให้เวลาและบริการที่ครบวงจร

 

  • บุคลกรทางการศึกษามีทัศนคติที่ดีต่อการช่วยเหลือเด็กพิเศษ แต่ระบบการศึกษาในสังคมไทย ขาดการเชื่อมโยงองค์ความรู้และการประสานงานการทำงานเป็นทีมร่วมกับนักกิจกรรมบำบัด ทำให้มีช่องว่างของการสื่อสารเพื่อพัฒนาศักยภาพและทักษชีวิตด้านการเรียนรู้ในเด็กพิเศษและเด็กทั่วไปอย่างมีระบบ

 

  • ตัวแทนผู้รับบริการท่านหนึ่งแนะนำว่า ทำไมนักกิจกรรมบำบัดที่จบใหม่ๆ ไม่สามารถ Approach และ Handling ผู้รับบริการได้อย่างมีคุณภาพ วิชาชีพนี้จะถูกใช้เทคนิคในการรักษามากจนเกินไปทำให้ไม่เห็นภาพรวมของวิชาชีพที่มีแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพและทักษะชีวิตได้อย่างเหมาะสม เช่น บางท่านเน้นฝึกมือ หรือฝีกการใช้ริมฝีปาก จนไม่มีการสื่อสารหรือเชื่อมโยงกับกิจกรรรมอื่นๆ ที่เป็นทักษะชีวิตของคนๆหนึ่งที่เข้ามารับบริการ

 

  • ความยอมรับประสบการณ์การปรับตัวของผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกายและจิตสังคม น่าจะทำให้บุคลากรที่ช่วยเหลือทำความเข้าใจและให้คำปรึกษาสู่กระบวนการพัฒนาศักยภาพแห่งการดำรงชีวิตของผู้นั้นๆ ได้ แต่เราไม่ควรยึดเทคนิคมากจนเกินไป ควรปรับเปลี่ยนวิธีการรักษาที่เหมาะสมตามศักยภาพและการเรียนรู้ของผู้นั้นๆเป็นสำคัญ ตัวอย่างที่พบเมื่อวาน เด็กน้อยคนหนึ่ง ผู้ปกครองนำมาฝึกเดิน บุคลากรทางการแพทย์ท่านหนึ่งหรือหลายๆ ท่านนำเด็กใส่รองเท้าแน่นๆ ไปฝึกในเครื่องมือเกือบ 2 ปี แล้ว แต่เด็กเรียนรู้การเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ (ไม่สามารถก้าวเดินเพราะขาเหยียดเกร็งทั้งสองข้าง เกาะยืนบ้างแต่รองเท้าที่ตัดเล็กเกินไป) ทำให้คุณพ่อของเด็กอยากแลกเปลี่ยนเรียนกับผมหลังจากสังเกตการประเมินทักษะชีวิตของเด็กน้อยท่านนี้อย่างละเอียดจนแปลกตากว่าที่อื่นๆ คุณพ่อท่านนี้อยากให้ผมยืนยันว่า หากจับเด็กให้ยืนด้วยเท้าเปล่าอย่างช้าๆ จนไม่รู้สึกเกร็งและผ่อนคลาย เกิดอารมณ์ที่สนุกสนานในการอยากเล่นและเคลื่อนไหวทำกิจกรรมต่างๆ เราสามารถค่อยๆ จับก้าวเดินให้เด็กเรียนรู้ในแต่ละขั้นตอนของการทำกิจกรรมได้หรือไม่ คำตอบของผมคือ คุณพ่อมีการเรียนรู้ที่ตรงกับแนวทางการฝึกของนักกิจกรรมบำบัด คือ การสังเคราะห์และวิเคราะห์กิจกรรมอย่างมีขั้นตอน มีการช่วยเหลือให้เด็กเรียนรู้จากขั้นตอนง่ายไปยาก เน้นกระบวนการคิดของเด็กเป็นสำคัญและเป็นธรรมชาติจริงๆ ของการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมสู่การมีทักษะชีวิตที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง คำตอบของคุณพ่อสามารถทำได้โดยเข้ามามีส่วนร่วมฝึกกิจกรรมบำบัดและนำไปใช้ต่อที่บ้าน ส่วนการฝึกเดินบนเครื่องก็ควรทำแบบคู่ขนานกับแนวการฝึกกิจกรรมบำบัด รองเท้าลองใส่คู่ที่เป็นธรรมชาติและอาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญว่าจำเป็นต้องใส่หรือไม่ ถ้าใส่คงต้องให้ปรับขนาดให้พอดี