ผมได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อเรื่อง กิจกรรมบำบัดและการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ณ ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติด เชียงใหม่ ในวันที่ 29 ส.ค. 51 เลยมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับอดีตนายตำรวจผู้มีประสบการณ์ปราบปรามยาเสพติดยาวนานถึง 38 ปี

ประเด็นที่มีสาระเพื่อนำมาพัฒนาระบบงานกิจกรรมบำบัดและการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังนี้

 

ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ได้แก่

  1. ความตั้งใจ แรงจูงใจ ทัศนคติ และความรู้ความเข้าใจของผู้ต้องการเลิกติดยาเสพติด
  2. ความเสียสละ ความอดทน และความรู้ความเข้าใจของผู้ให้การบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด
  3. ทัศนคติของครอบครัวของผู้ติดยาเสพติดที่ต้องการช่วยเหลือและให้กำลังใจผู้ที่ต้องการเลิกติดยาเสพติดอย่างต่อเนื่องและถาวร

การสังเคราะห์และวิเคราะห์กิจกรรมบำบัดที่มีเป้าหมายให้ผู้ต้องการเลิกยาเสพติดมีความมั่นใจในคุณค่าของตนเองและสามารถควบคุมตนเองไม่ให้กลับไปใช้สารเสพติดอีกหรือต้อง ไม่อยู่ว่าง-เกิดกระบวนการของความคิด ความรู้ และการมีส่วนร่วมปฏิบัติกิจกรรม ทำให้เบี่ยงเบน (ลืมความรู้สึกอยากยา) และสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาคุณค่าของตนเองผ่านกิจกรรมพัฒนาจิตใจและกิจกรรมเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ที่มีรูปธรรมชัดเจน

 

นักกิจกรรมบำบัดเป็นหนึ่งในทีมฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดและควรแสดงบทบาทและการให้บริการตามวิชาชีพที่สามารถช่วยเหลือผู้ติดยาเสพติดให้สอดคล้องกับทีมวิชาชีพอื่นๆ ในการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดด้วย ประเด็นสำคัญคือ ทีมฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องตระหนักถึงกรอบความคิดที่ว่า ธรรมชาติของผู้ติดยาเสพติดสามารถปรับตัวได้ดีขึ้นอย่างไม่ต่อเนื่อง เพราะสาเหตุหรือที่มาของการติดยาไม่ได้ถูกแก้ไขทั้งหมด โดยเฉพาะพื้นฐานการเลี้ยงดูและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ติดยาเสพติดและครอบครัว

 

ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ติดยาเสพติดเลิกยาและลืมเรื่องยาเสพติดขณะมีส่วนร่วมทำกิจกรรมที่มีคุณค่าแก่ตนเอง ในบรรยากาศของทีมฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แต่เมื่อกลับออกไปอยู่ในวิถีชีวิตเดิม ครอบครัวและสิ่งแวดล้อมเดิม ไม่มีผู้ใดรับประกันได้ว่าผู้ติดยาเสพติดจะไม่ลืมความรู้สึกอยากยา ดังนั้นจึงเกิดคำถามกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนว่า เราจะมีวิธีการที่เป็นรูปธรรมอย่างไรในการทำให้ผู้ติดยาเสพติดลืมความรู้สึกอยากยา และสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาคุณค่าของตนเองผ่านกิจกรรมพัฒนาจิตใจและกิจกรรมเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมได้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิตที่เหลืออยู่

 

ผมยอมรับว่าร่ำเรียน ดร. กิจกรรมบำบัดจิตสังคม แต่ไม่สามารถหาคำตอบนี้ได้ เพราะระบบฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในสังคมไทยยังไม่เข้าใจและยอมรับ บทบาทนักกิจกรรมบำบัดจิตสังคม มากนัก แม้ว่าวัฒนธรรมตะวันตกที่ทุกคนต้องสร้างศักยภาพของตนเองในการดำรงชีวิตด้วยตนเองจะให้ความสำคัญของวิชาชีพกิจกรรมบำบัด เหมือนที่องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า นักกิจกรรมบำบัดคือผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาศักยภาพแห่งทักษะชีวิตจะเห็นว่าวัฒนธรรมของครอบครัวไทยมีสาเหตุทำให้เยาวชนทั้งที่มีฐานะหรือมีรายได้น้อยต้องการลองสารเสพติด ซึ่งมีแหล่งค้ายาที่ง่ายต่อการซื้อหา สังเกตจากตลาดค้ายาที่ของไม่เคยตกเพราะมีลูกค้าต้องการอยู่ตลอดเวลา

เมื่อฟังจากคุณอาตำรวจข้างต้น คำตอบที่ทำให้ผู้ติดยาลืมความรู้สึกอยากยา คือ

  1. ออกนอกประเทศและมีชีวิตการทำงาน ชีวิตครอบครัว ที่ไม่มีโอกาสยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดได้เพราะกฎหมายประเทศอื่นที่เคร่งครัดกว่าเมืองไทย
  2. อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อำนวยคุณค่าทางสังคมให้กับผู้เลิกยาเสพติดโดยครอบครัว ญาติ และเพื่อนฝูง ต้องใจแข็งไม่ชักนำให้ผู้เลิกยาเสพติดเกิดความคิดกลับไปเสพอีก ซึ่งเกิดขึ้นยากมากในสังคมไทย เพราะผู้เลิกยาเสพติดมีโอกาสติดยาซ้ำ และเข้ามาศูนย์บำบัดได้บ่อยครั้งจนเกิดการเรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตแบบวงจรอุบาทว์ (มีการคิดกลับไปกลับมาในสิ่งแวดล้อมแห่งการเสพยา) ดังนั้นระบบที่ไม่ซับซ้อนในการช่วยเหลือผู้ติดยาเสพติดที่คัดกรองและติดตามผล เพื่อไม่ให้เกิดวงจรอุบาทว์จึงเป็นเรื่องที่ควรสร้างอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างผู้เชี่ยวชาญทั้งรัฐและเอกชน เน้นบุคคลที่มีอุดมคติด้านมนุษยธรรมมากกว่าด้านธุรกิจ
  3. หนทางสุดท้ายในกรณีไม่สามารถใช้สองวิธีข้างต้นได้ หรือใช้สองวิธีข้างต้นไม่ได้ผล คือเข้าสู่วงจรของการสิ้นลมจากโลกนี้ไปเพื่อไม่ให้เข้าใกล้ยาเสพติดได้อีกในภพนี้ โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส เช่น โดนพ่อแม่มีฐานะบังคับให้เรียนเก่งจนถูกหลอกลวงง่ายจนติดยาบ้าขยันเรียนแบบผิดๆ

 

ณ ขณะนี้ผมจึงได้แนวคิดที่จะสร้างระบบการนำเสนอให้ผู้เกี่ยวข้องทราบว่า นักกิจกรรมบำบัดจะใช้ความรู้อย่างไรในการประเมินและบำบัดรักษาให้ผู้เลิกยาเสพติดมีกิจกรรมที่มีเป้าหมาย ทำให้ลืมประสบการณ์ที่เลวร้ายจากการติดยาและเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ให้เกิดศักยภาพของการดำรงชีวิตที่มีความสุขหลังจากออกจากการให้บริการจากทีมฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด