วันที่ 18 สิงหาคมนี้ เป็นวันเดดไลน์ที่ผู้รับเหมาทั่วประเทศ จะต้องยื่นขอความช่วยเหลือ จากหน่วยงานคู่สัญญา ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 11 ข้อ ที่ออกมาช่วยบรรเทาธุรกิจรับเหมา ที่ได้รับความเดือดร้อนในยุคน้ำมันแพงและวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น

วันที่ 18 สิงหาคมนี้ เป็นวันเดดไลน์ที่ผู้รับเหมาทั่วประเทศ จะต้องยื่นขอความช่วยเหลือ จากหน่วยงานคู่สัญญา  ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 11 ข้อ ที่ออกมาช่วยบรรเทาธุรกิจรับเหมา ที่ได้รับความเดือดร้อนในยุคน้ำมันแพงและวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น

แม้มติ ครม.จะคลอดออกมาตั้งแต่ วันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่ในทางปฏิบัติถึงขณะนี้ผู้รับเหมาจำนวนมากยังสับสนและไม่เข้าใจแนวทางปฏิบัติ  นอกจากนี้เมื่อยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานราชการยังถูกตีกลับโดยอ้างว่ายังไม่มีหนังสือเวียนมติ ครม. ดังกล่าว จึงไม่สามารถรับเรื่องไว้ได้ ทั้งที่เวลางวดเข้ามาทุกขณะ

เพื่อสร้างความเข้าใจในแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดสัมมนาโดยเชิญผู้รับเหมากว่า 100 ราย มาพบกับผู้แทนจากกรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อไขข้อข้องใจ

"ปัญญาพล ศรีแสงแก้ว" ผู้อำนวยการกลุ่มงานจัดทำมติ ครม. และตอบข้อหารือสำนักวิเคราะห์เรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวว่า มติ ครม.ช่วยผู้รับเหมามีออกมา 2 ฉบับ เพราะผู้รับเหมาไม่ได้บอกชัดเจนว่าจะให้รัฐช่วยอะไรบ้าง เดิมทางสภาพัฒน์นำเรื่องเข้า ครม.เพราะมีปัญหาเรื่องค่า K  โครงการรถไฟฟ้า จึงให้กระทรวงการคลังจัดรายละเอียด บังเอิญผู้รับเหมาต้องการให้รัฐช่วยเหลือ จากผลกระทบต้นทุนก่อสร้าง นายกรัฐมนตรีจึงให้นำเรื่องเข้าพิจารณา ใน ครม. ทำให้มี 2 เรื่อง 2 วาระพร้อมกัน   จริง ๆ แล้วมติ ครม.มีผลตั้งแต่วันที่ ครม. มีมติออกมา โดยหนังสือเวียนลงวันที่ 30 มิถุนายน เพราะต้องรวบทั้ง 2 มติเข้าเป็นฉบับเดียว

"วลัยรัตน์ ศรีอรุณ" ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ แจงถึงแนวทางการขอความช่วยเหลือค่า K ว่า ผู้รับเหมา ที่ทำสัญญาแบบปรับราคาได้ จะได้รับความช่วยเหลือตามมติ ครม.ด้วยการผ่อนผันวิธีการคำนวณค่า K ให้หักบวก-ลบ 2% จากเดิม 4% ชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2551 เฉพาะสัญญาจ้าง       ที่ได้ดำเนินงานก่อสร้างแล้วเสร็จ และส่งมอบงานงวดสุดท้ายแล้วเท่านั้น โดยจะได้รับเงินชดเชยในงวดสุดท้าย แต่ถ้ายื่นมาหลังจากนี้จะไม่ได้รับความช่วยเหลือ ส่วนสัญญาที่ไม่มีการปรับราคาได้จะไม่ได้รับความช่วยเหลือ แต่กำลังหาแนวทางช่วยเหลือ "เราเตรียมเงินสำหรับจ่ายค่า k ให้ผู้รับเหมาหลายพันล้านบาท น่าจะ มากกว่าที่ ครม.ประมาณการไว้ที่ 2 พันกว่าล้านบาท"

ส่วนการรื้อสูตรค่า K ใหม่ สำนักงบฯกำลังดำเนินการ เพราะสูตรเก่าใช้มานานหลาย 10 ปีแล้ว เพื่อให้ทันสมัย ครบประเภทของงาน และครอบคลุม ทุกสูตร ขณะนี้คืบหน้าแล้ว 50% เดือนกันยายนนี้น่าจะได้ข้อสรุป

ด้าน "ชุณหจิต สังข์ใหม่" ผู้อำนวยการสำนักพัฒนามาตรฐานระบบพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง ลงลึกรายละเอียดมติ ครม.ในแต่ละข้อเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นดังนี้ 1.การชะลอการยกเลิกสัญญา ให้ชะลอไว้ 30 วัน    นับแต่ ครม.มีมติบอกเลิกไปแล้วหลัง 1 ตุลาคม 2550-17 มิถุนายน 2551 ไม่ถือเป็นผู้ทิ้งงาน จัดหาใหม่โดยใช้วิธีพิเศษจากรายเดิมก่อนภายใต้เงื่อนไข และวงเงินตามสัญญาเดิมที่เหลืออยู่หาก ได้รับการปฏิเสธให้จัดหาใหม่  2.การขยายหรือเพิ่มระยะเวลางาน ลงนามก่อน 1 ตุลาคม 2550 ที่ยังมีนิติสัมพันธ์อยู่ และยังไม่ส่งมอบงานงวดสุดท้ายให้ขยาย 180 วันหากสัญญาก่อสร้างมีระยะเวลาน้อยกว่าให้ขยายได้เท่ากับอายุสัญญาเดิม งานลงนามหลังวันที่ 1 ตุลาคม 2550 ให้ขยาย 180 วันเช่นกัน  ส่วนงานที่เสนอราคาหลังวันที่ 1 ตุลาคม 2550-17 มิถุนายน 2551 ยังไม่เซ็นสัญญา
ให้เจรจายกเลิกได้ หากไม่ยกเลิกให้เพิ่มระยะเวลาอีก
120 วัน หรือน้อยกว่านี้ให้เท่ากับสัญญาเดิม  3.งานที่เสนอราคาก่อนวันที่ 17 มิถุนายน 2551 หากยังไม่เซ็นสัญญาหรือต้องการจะยกเลิกไม่ถือเป็นผู้ทิ้งงาน และให้คืนหลักประกันสัญญารวมถึงผู้รับเหมาเซ็นสัญญาแล้วแต่ยังไม่เริ่มงานงวดแรกด้วย แต่ถ้าส่งงานงวดแรกแล้วไม่ได้   4.การเพิ่มคู่สัญญา ต้องเป็นเพราะขาดสภาพคล่อง และจะทำงานต่อ จึงจะขอเพิ่มคู่สัญญาได้ และการแก้ไขสัญญาต้องไม่เพิ่มวงเงินหรือลดเนื้องาน และหลักประกันสัญญาจะใช้รายเดิมหรือรายใหม่ก็ได้   5.การจ่ายเงินล่วงหน้า 15% ต้องเป็นสัญญา  ที่มีนิติสัมพันธ์ หากยังไม่ส่งงานหรือส่งงานแล้วบางส่วนหรืองวดใดงวดหนึ่ง และต้องมีหลักประกันการรับเงินล่วงหน้าเต็มจำนวนที่ขอเบิก โดยให้ผู้รับจ้างจัดทำบัญชีแสดงวัตถุประสงค์และแผนการใช้เงิน ฯลฯ   6.การหักเงินค้ำประกันผลงาน สัญญาจ้างที่ยังไม่เสร็จนับแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2551 และมีเงื่อนไขหักเงินประกันผลงาน หากมีคำขอให้แก้ไขสัญญาให้คืนเงินประกันผลงาน โดยให้มีหนังสือค้ำประกันแทน ส่วนงานก่อสร้างที่เสนอราคาก่อนวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ผู้รับจ้างนำหนังสือ ค้ำประกันวางแทนได้   7.การแบ่งงวดงาน งวดเงินใหม่ เพราะงวดงานไม่สอดคล้องกับเงิน ให้เสนอแผนการดำเนินการและแผนการใช้จ่ายเงิน จะไม่มีการปรับวงเงินเพิ่มหรือลดเนื้องาน   8.การกำหนดระยะเวลาในการยื่นซอง ให้คำนึงถึงวงเงินในการจัดหา ความซับซ้อนของงาน ระยะเวลาการส่งมอบงาน เป็นส่วนประกอบ ในการใช้เวลาคิดคำนวณราคาค่างาน และให้ผู้รับเหมามีระยะเวลาเพียงพอคำนวณราคาและตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมเสนอราคาหรือไม่  9.การกำหนดราคากลาง หากงานที่ได้รับการอนุมัติแล้ว แต่ยังไม่ได้ประกาศประมูลใน 45 วัน ให้ทบทวนก่อนการประกาศ หากราคากลางสูงกว่าวงเงินต้องขอเพิ่มวงเงิน และปรับลดรายการลงโดย ไม่ให้กระทบแผนงานและโครงการเดิม

จากมติ ครม.ที่รัฐบาลออกมาหวังชุบชีวิตผู้รับเหมาทั่วประเทศนั้น ยังไม่ได้รับกันถ้วนหน้า เพราะยังมีผู้รับเหมาอีกกลุ่มหนึ่งที่มาตรการนี้เยียวยาไม่ถึง ไม่เข้าข่ายที่จะได้รับผลพลอยได้จากมติ ครม. คือ ผู้รับเหมาของการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ที่ก่อสร้างโครงการบ้านเอื้ออาทรทั่วประเทศ เนื่องจากสัญญาจ้างเป็นแบบเทิร์นคีย์ จัดหาที่ดินและปลูกสร้างขายให้ กคช. แต่กรมบัญชีกลางและสำนักงบประมาณ รับเรื่องจะไปพิจารณาในรายละเอียด

ประชาชาติธุรกิจ  21  สิงหาคม  2551