หลายเดือนที่ผ่านมา ชีวิตต้องหวนกลับไปทำงานตามหน้าที่ที่ถนัด นั่นคือ “งานวิจัย” แต่งานวิจัยคราวนี้เป็น “งานท้าใจ” เพราะเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับสถานที่และอุปกรณ์ที่ใช้จัดการร่างหลังความตาย นั่นคือ “เมรุ”

เนื่องจากที่วัดกำลังจะดำเนินการสร้าง “เมรุ” ขึ้น
เราเองจึงได้รับหน้าที่ในการหาข้อมูลเพื่อที่จะนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจครั้งนี้
การดำเนินการครั้งนี้แบ่งงานออกเป็นสองส่วนหลังก็คือ
ส่วนแรกส่วนของ “เตาเผาศพ”
และส่วนที่สองเรื่องของ ส่วนปกคลุม เปลือก อาคาร หรือที่เราเรียกโดยรวมว่า “เมรุ”
ตอนแรก เราเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ โทรไปติดต่อโรงงานเราก็บอกเขาว่า “เราจะซื้อเมรุ”
เขาก็ถามเราว่า “เมรุหรือเตาเผาศพ” โรงงานขายเตาเผาศพไม่ได้ขายเมรุ เราก็เลยถึงบางอ้อว่า “เมรุกับเตาเผามันคนละส่วนกัน...”
เตาเผาศพ ส่วนใหญ่สมัยนี้เป็นเตาเผาสำเร็จรูป คือ ผลิตจากโรงงานเสร็จแล้วยกใส่รถสิบล้อขนมาตั้งบนเมรุ ติดตั้ง ทดสอบ ตกแต่งให้หล่ออีกนิดหน่อยแล้วก็ใช้ได้เลย
ส่วนเมรุนั้นทางวัดเป็นผู้จัดเตรียม จัดทำ หรือจะเหมาให้ทางส่วนผู้ผลิตเตาเผาศพติดต่อช่างมาทำเหมารวมเลยก็ได้
แค่วันแรกนั้นก็มีเรื่องสนุก ๆ เกิดขึ้นมากมาย หลายเดือนที่ผ่านมานี้จึงเป็นประสบการณ์อันทรงคุณค่าอย่างมากหลายที่ครั้งหนึ่งได้เข้ามาสัมผัสงานหลังความตายว่าด้วย “เมรุ”

ตะลอนทัวร์ มุ่งหน้า หา “เมรุ...”
ธงแรกของการดำเนินงานครั้งนี้ เราตั้งใจว่าจะใช้ “เตาเผาศพไฟฟ้า” ซึ่งเป็นไฟฟ้าทั้งระบบ
เตาเผาศพปัจจุบันในประเทศนั้นหาแบบเป็นไฟฟ้าทั้งระบบค่อนข้างยาก ในประเทศมีอยู่ไม่ถึงสิบเตา
ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นเตาที่ใช้ระบบไฟฟ้าควบคุม แต่ส่วนของการเผานั้น จะใช้เชื้อเพลิงคือน้ำมัน หรือแก๊ส
แต่ในส่วนธงของเรา เราต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งระบบ คือ ใช้ความร้อนจากขดลวดในการเผา

ซึ่งในส่วนนี้เอง ทำให้เราทราบได้ว่า ขดลวดนำความร้อนที่ใช้ในการเผาศพนั้นมีปัญหาค่อนข้างมาก
กล่าวคือ การเผาศพในประเทศเรา มักจะมีอุปกรณ์เสริมใส่ไปเผาด้วยนอกเหนือจากศพ เช่น เสื้อผ้า และของใช้ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้ตายมีเชื้อสายเป็นคนจีน ก็จะมีการใส่กระดาษเงิน กระดาษทอง บ้าน รถ เครื่องใช้จำลองต่าง ๆ ใส่เข้าไปในเตาเผาพร้อมกับศพด้วย
กระดาษเงิน กระดาษทอง และของใช้นี้เอง ที่มักทำให้ขดลวดมีปัญหา เพราะสิ่งของเหล่านี้มักจะมีส่วนปนเปื้อนด้วยโลหะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พลาสติก” ผสมอยู่ด้วย
เมื่อโลหะหรือพลาสติกถูกความร้อนก็จะหลอมละลาย เมื่อละลายแล้วก็จะไปจับตัวอยู่กับขดลวดที่ใช้เผาศพ
ดังนั้นเมื่อเผาศพเสร็จแล้ว จึงต้องมีการปีนเข้าไป แคะ ขัด งัด เจ้าพวกโลหะหรือพลาสติกที่ละลายติดอยู่กับขดลวดออก
โลหะและพลาสติกเมื่อเย็นตัวลงนั้นก็จะแข็งติดเป็นเนื้อเดียวกันกับขดลวด ทำให้ต้องใช้เหล็ก หรืออุปกรณ์บาง ๆ ขูด (รวมถึงชิ้นเนื้อที่ไหม้เกรียมอยู่ติดกับขดลวดก็ต้องขูดออกด้วย)
ขูดเบา ๆ ก็ไม่ออก ขูดแรงไป ขดลวดก็เสีย เมื่อเสียจุดหนึ่ง ไฟไม่สามารถเดินได้ทั้งเส้น ก็เป็นอันต้องเปลี่ยนกันยกแผง และแผงหนึ่ง ๆ ก็แพงมิใช่เล่น (หลายหมื่นบาท) ในหนึ่งเตาต้องใช้หลายสิบแผง
เตาเผาศพขนิดนี้ไม่ค่อยเหมาะสมกับประเพณีคนไทย รวมทั้งดูแลรักษายาก มีปัญหาติดตามมาหลังการใช้งานค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเรื่อง "ขดลวด"
ปัญหานี้ ทางผู้ผลิตก็ได้มีการแก้ไขโดยใช้เซรามิคเคลือบขดลวดให้แข็งแรงและทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น แต่เทคโนโลยีนี้ก็ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ (ทวีปยุโรป) ซึ่งนั่นก็จะทำให้เราคิดหนักว่า ถ้าเกิดเสียแบบฉุกเฉิน กว่าเราจะสั่งอะไหล่ หรือดำเนินการซ่อมได้ ศพที่รอเผาอยู่นั้นจะทำอย่างไร หรือว่าถ้าเผาไปครึ่งหนึ่งแล้ว ขดลวดเกิดเสียเราจะทำอย่างไร (เคยเกิดขึ้นกับหัวเผาน้ำมันซึ่งหมดอายุกลางคลัน จึงต้องนำศพที่เหลือครึ่งหนึ่งไปฝังไว้ก่อน) ความรู้ ความชำนาญของช่างภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สัปเหร่อจำเป็นแบบเราก็คงจะเข้าไปซ่อม ไปดูแลอะไรได้ไม่มากนักเพราะเป็นเทคโนโลยีใหม่ และค่อนข้างอันตราย (หัวเผาน้ำมันเปลี่ยนด้วยตนเองได้ อะไหล่หัวเผามีขายในประเทศ ราคาประมาณหนึ่งพันบาทต่อหัว)
และสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่เตาเผาศพชนิดไฟฟ้าทั้งระบบ (ขดลวด) นี้ต้องการคือ กำลังไฟฟ้าจำนวนมาก (ใช้พลังงานไฟฟ้าขนาด 150 – 200 KV 3 Phase 380 Volt 50 Hz) แต่เรื่องไฟฟ้านี้ เราได้เตรียมติดตั้งหม้อแปลงขนาด 160 KV ไว้เรียบร้อยแล้ว อันนี้ไม่มีปัญหา (เรื่องกำลังไฟฟ้านี้ก็เพิ่งมารู้เรื่อง รู้ราว ตอนมาหาข้อมูลเรื่องเมรุนี่เอง)
แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อดี ข้อเสียทั้งหมดแล้ว คือ ความตั้งใจแรกที่จะใช้ระบบไฟฟ้านั้นคือจะเน้นที่ความรวดเร็วในการเผา ซึ่งคิดว่า น่าจะใช้เวลาประมาณ 15 – 30 นาทีต่อศพ แต่เมื่อตรวจสอบเรื่องเวลาแล้วพบว่า ใช้เวลาประมาณ 1.30 – 2.00 ชั่วโมงต่อศพ ซึ่งนั่นก็ไม่แตกต่างอะไรกับระบบน้ำมันที่ทางวัดใช้อยู่แต่ก่อน
ดังนั้น เมื่อผนวกกับปัญหาเรื่องขดลวด และเรื่องราคาที่สูงมาก เฉพาะตัวเตาเผาศพราคาประมาณสามล้านบาทเศษ (สูงกว่าเตาระบบน้ำมันหรือแก๊สประมาณหนึ่งเท่าตัว) เราจึงตัดธงเรื่องเตาเผาศพระบบไฟฟ้า (ขดลวด) นี้ออกไป คงเหลือแต่เตาเผาศพระบบแก๊สเพียงอย่างเดียว (ตัดระบบน้ำมันดีเซลออกไป เพราะทางวัดสาขาใหญ่ใช้อยู่แล้ว)
R2R เรื่องเตาเผาศพครั้งนี้ เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก คือ น่าสนใจว่า “เราทำไปได้อย่างไร...”
เพราะเมื่อก่อนเมรุนี้เห็นแล้วต้องรีบหนีให้ห่างไกล แทบไม่อยากจะเข้าใกล้

แต่ครั้งนี้ต้องเสาะแสวงหา “เมรุจ๋า อยู่ที่ไหน...” เจอแล้ว ต้องรีบรุดเร็วไว ล้วง แคะ แกะ เกาะ เปิดดูทั้งล่าง ทั้งบน ทั้งนอก ทั้งใน อื่ม... ชีวิตนี้กลัวอะไรก็มักจะได้เดินเข้าใกล้ในสิ่งนั้น
เรื่องราวลึก ๆ และความรู้สึกดี ๆ ปัญญาอันหลากหลายเกี่ยวกับเตาเผาศพนี้มีอีกมากมาย ซึ่งเราจะขอนำเสนอในบันทึกถัดไป และถัดไป...
อ่านเรื่องเช่นนี้ดึกๆ ได้ระลึกรู้ดีเหมือนกัน
ขอบคุณข้อมูลดีๆ..พึ่งรูเหมือนกันในความแตกต่าง..เมรุกับเตาเผาศพ
เดินเข้าไปนอนเองไม่ได้ต้องมีคนจับใส่..อีกส่วนที่ไม่มีคนจัดให้ ไม่มีสิทธิ์..
ทายาทนากรีส..ไงคะ....ขอบคุณเพื่อนยายดึกคะ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณเนื้อหาดี ๆ ที่หลาย ๆ คนไม่อยากรู้ แต่ทุกคนต้องไป...ขอบคุณค่ะ
นมัสการพระคุณเจ้า ลองค้นในกูเกิ่ล เจอบทความ คนไทยเจ๋งสร้างเตาเผาศพประหยัดพลังงานและลดมลภาวะ ที่มา www.ThaiPR.net -- พฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน
นายสาทิส ถาวรนันท์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) ผู้อำนวยการโครงการจัดสร้างเตาศพแบบประหยัดพลังงานและลดมลภาวะ เปิดเผยว่า ปัจจุบันการเผาศพในประเทศไทยมีการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงจำนวนมากและปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมสูง เนื่องจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ เพราะไม่ได้ออกแบบและสร้างโดยมีการควบคุมอุณหภูมิ การป้อนอากาศ การควบคุมห้องเผาอย่างถูกต้อง รวมไปถึงการใช้วัสดุไม่เหมาะสม ประกอบกับ ผู้ผลิตเตาศพในประเทศไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานของการเผาไหม้ การกำจัดควันและกลิ่น ด้วยเหตุนี้ มช. จึงได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ พลังงานในการทดลองศึกษาการออกแบบและก่อสร้างเตาเผาศพให้สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการจัดสร้างแห่งแรกแล้วเสร็จที่วัดสะพานพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร โดยเป็นลักษณะเตาเผาศพแบบ 2 ห้องเผา คือ ห้องเผาหลัก ซึ่งทำหน้าที่เผาไหม้ศพและโลงศพ ส่วนห้องเผารองทำหน้าที่เผาควันและกลิ่นก่อนที่จะปล่อยออกทางปล่อง สำหรับเตาเผาศพแบบนี้ใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อลดมลพิษจากการเผาศพและประหยัดพลังงาน เนื่องจากระบบการเผาศพแบบ 2 ห้องเผา จะช่วยลดปริมาณควันและสารพิษต่างๆ จากการเผาไหม้ รวมทั้งวัสดุที่ใช้ก่อสร้างเป็นอิฐทนไฟ และฉนวนกันความร้อนที่อยู่ใน ผนังเหล็กกล้า สามารถสะสมความร้อนได้อย่างเหมาะสมจึงทำให้เผาศพได้รวดเร็ว โดยสามารถเลือกใช้เชื้อเพลิงได้ 2 ชนิด คือ ก๊าซ LPG หรือน้ำมันดีเซล ทั้งนี้จากการศึกษาทดลองเตาเผาศพแบบประหยัดโดยใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงพบว่าในการฌาปนกิจ 1 ครั้ง ใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 44 ลิตร ขณะที่เตาเผาศพทั่วไปใช้น้ำมันดีเซล 55-80 ลิตร และจากผลการวัดค่ามลพิษทางอากาศสามารถตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองอยู่ที่ 84.44 ลูกบาศก์เมตร โดยค่ามาตรฐานที่ กทม. กำหนดอยู่ที่ 100 ลูกบาศก์เมตร ปริมาณก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์อยู่ที่ 77.31 ลูกบาศก์เมตร โดยค่ามาตรฐานที่ กทม. กำหนดอยู่ที่ 200 ลูกบาศก์เมตร ปริมาณ ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนอยู่ที่ 75.87 ลูกบาศก์เมตร โดยค่ามาตรที่ฐาน กทม.กำหนดอยู่ที่ 500 ลูกบาศก์เมตร ปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์อยู่ที่ 91.16 ลูกบาศก์เมตร โดยค่ามาตรฐานที่ กทม. กำหนดอยู่ที่ 100 ลูกบาศก์เมตร นายชวลิต พิชาลัย ผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์แผนพลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า สนพ.ได้ใช้เงินจากกองทุนฯ สนับสนุนการศึกษา วิจัย และพัฒนา ของ มช. เรื่องระบบการเผาศพ เริ่มตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล วิธีการจัดการ อุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเผาศพทั้งในและต่างประเทศ เพื่อหาข้อสรุปนำไปใช้ในโครงการสาธิต ซึ่งในเบื้องต้นได้คัดเลือกเตาเผาศพของประเทศสหรัฐอเมริกามาเป็นต้นแบบ เพื่อติดตั้งเป็นศูนย์สาธิตที่วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ทั้งนี้เพื่อพัฒนาเตาเผาศพให้เหมาะสมกับขนบธรรมเนียมประเพณีการฌาปนกิจศพในประเทศไทย จึงได้สาธิตการสร้างเตาเผาศพประหยัดพลังงานและลดมลภาวะโดยฝีมือคนไทย ที่ใช้วัสดุและอุปกรณ์ในการก่อสร้างภายในประเทศที่วัดสะพานพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งคาดว่าเตาเผาศพต้นแบบที่สร้างขึ้นสามารถประหยัดเชื้อเพลิงได้ร้อยละ 25 หรือลดค่าเชื้อเพลิงที่ใช้ในการเผาศพได้ประมาณ 3.1 ล้านบาท ตลอดอายุการใช้งาน 15 ปี ทั้งนี้กองทุนฯ ได้เล็งเห็นว่าการสนับสนุนให้มีการจัดสร้างเตาเผาศพแบบประหยัด พลังงานและลดมลภาวะจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติในระดับหนึ่ง ดังนั้นกองทุนฯ จะให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อสมทบให้กับวัดหรือฌาปนสถานเพื่อก่อสร้างเตาเผาศพแบบประหยัดพลังงานและลดมลภาวะอีก 4 แห่ง โดยจะให้การสนับสนุนงบประมาณในการจัดสร้างเตาเผาศพแบบจำนวนศพน้อย จำนวน 3 ชุด และเตาเผาศพแบบต่อเนื่อง จำนวน 1 ชุด ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในปี 2548 ทั้งนี้จากการประเมินค่าก่อสร้างเตาเผาศพแบบจำนวนศพน้อยใช้งบประมาณในการก่อสร้างไม่เกิน 1,500,000 บาท และใช้งบประมาณสำหรับเตาเผาศพแบบต่อเนื่องไม่เกิน 3,000,000 บาท
สาธุ สาธุ สาธุ
เป็นข้อมูลที่ดีและมีประโยชน์อย่างยิ่ง
สองสามสัปดาห์ก่อน อ.สาทิสได้เข้ามาพบกับอาตมาหลายครั้ง และอาตมาเองก็ได้มีโอกาสไปดูโรงงานของ โยม อ.สาทิส รวมถึงติดตามดูเตาเผาศพที่ท่านผลิต ก็นับได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทยที่น่าจะพัฒนาได้ดีและได้ไกลอีกตัวหนึ่ง
เวน..กลัวแทบตาย ดันหลงทางอีก เห้อ
ปัจจุบันเตาเผาศพได้พัฒนาให้ใช้งานง่ายขึ้น ประหยัดเชื้อเพลิงโดยใช้น้ำมันดีเซลในการเผาแต่ละศพไม่ถึง 40 ลิตร และใช้เวลาในการเผาไม่เกิน หนึ่งชั่งโมง ซื่งห.จ.ก แดแฮไทย ได้เป็นเจ้าของสิทธิบัตรในประเทศไทย โดยผนังภายในเตาบุด้วยเซรามิคไฟเบอร์ซึ่งทนทานมีอายุการใช้งานมากกว่าสามสิบปี อีกทั้งราคาก็ใกล้เคียง กับเตาซึ่งใช้อิฐทนไฟเป็นผนังภายใน สนใจสามารถติดต่อเข้าชมโรงงานได้ที่ จังหวัดลำปาง ซึ่งปัจจุบันประกอบและติดตั้งภายในประเทศไทยเป็นจำนวนหลายสิบแห่งแล้ว สอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์โทร 0811703136 นะครับยินดีที่จะให้ความรู้ในเรื่องนี้ครับ