ความเข้าใจในศาสนา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญ

การเลือกตั้งกับชุมชนชาวมุสลิม: ไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในภาคใต้ประเทศไทยและมุสลิมโมโรในมินดาเนา

โดย  ดร.สุริยะ สะนิวา  และคณะ

บทความเรื่องการเลือกตั้งกับชุมชนชาวมุสลิม: ชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูและชาวมุสลิมมินดาเนาเชื้อสายมลายูเป็นบทความวิจัยทางวิชาการ  มีความมุ่งหมายที่จะตอบคำถามที่ว่า เพราะเหตุใดยุทธศาสตร์ทางการเมืองของชนกลุ่มน้อยในประเทศที่มีระบบการเลือกตั้งแบบเสรีนิยมยังคงดำเนินความรุนแรงเป็นกิจกรรมทางเลือก 

          ก่อนที่จะมีการอภิปรายเรื่องนี้ เราขอนำเข้าสู่ความเข้าใจถึงประเด็นสำคัญของการเลือกตั้ง  ประชาธิปไตย  ชุมชนมุสลิม  ชนกลุ่มน้อย และ ชนเชื้อสายมลายูมาพอสังเขปขึ้นก่อน

                ขอเริ่มต้นด้วยประเด็นของการเลือกตั้งกันก่อน  อะไรคือการเลือกตั้ง  ซึ่งความหมายของการเลือกตั้งนั้น  เราอาจตอบได้หลายอย่าง  ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ตอบของแต่ละท่าน  แต่ในที่นี้เราหมายถึง  กระบวนการสร้างเพื่อให้เกิดการตัดสินใจ  ซึ่งประชากรจะเลือกปัจเจกชนเพื่อให้ดูแลองค์กรที่เป็นทางการ  การเลือกตั้งจึงเป็นกลไกที่ระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่บรรจุลงในสภานิติบัญญัติ (legislature) บางครั้ง  บรรจุอยู่ในกลไกการบริหาร (executive) และระบบการพิจารณาคดีความ (judiciary)  ซึ่งจะรวมไปถึงการดำเนินงานส่วนภูมิภาค (regional)  และการปกครองท้องถิ่น (local government)  นอกจากนี้  การเลือกตั้งยังมีให้ใช้อย่างกว้างขวางในองค์กรที่เป็นภาคเอกชนและภาคธุรกิจต่างๆ  จากหน่วยเล็กๆ อย่างเช่น สโมสรไปจนถึงสมาคมและบริษัทใหญ่โต  ที่มีอำนาจในการเลือกตั้ง  อย่างไรก็ตาม  ท่าน Montesquieu กล่าวถึงการเลือกตั้งใน Book II บทที่ 2 ของเรื่อง “The Sprit of Laws” ว่า ไม่ว่าจะเป็นสาธารณรัฐหรือประชาธิปไตยก็ตาม  ผู้ที่ลงคะแนนเสียง จะมีตัวเลือกระหว่างการเลือกผู้ปกครองของประเทศ (rulers of the country) พร้อมๆ ไปกับการเป็นพลเมืองที่อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาล (subjects of the government)  กิจกรรมการเลือกตั้งนั้น เป็นความสามารถทางร่างกายหรือจิตใจเกี่ยวกับอำนาจ(หรือการปกครอง) สูงสุด  ซึ่งประชาชนจะแสดงออกถึงความเป็น เจ้าของ (master) ในการคัดเลือกรัฐบาลของพวกเขาซึ่งเป็น ผู้รับใช้”(servants)  พฤติกรรมที่มีคุณสมบัติพิเศษของประชาธิปไตยและสาธารณรัฐเหล่านี้ถือเป็นการรับรองว่า  ความชอบธรรมที่เป็นบ่อเกิดแห่งอำนาจเท่านั้นที่ปกครองประชาชน ดังสโลแกนที่ว่า ของประชาชน โดยประชาชน  และเพื่อประชาชน  จะเป็นที่อนุญาตของผู้ถูกปกครอง (consent of the governed) จากฝ่ายประชาชนด้วยตัวของประชาชนเอง  ฉะนั้น  การยอมรับที่เป็นสากลเกี่ยวกับการเลือกตั้งเปรียบเสมือนเครื่องมือสำหรับการคัดเลือกผู้แทนในยุคประชาธิปไตยสมัยใหม่  ซึ่งจะตรงกันข้ามกับการปฏิบัติในต้นแบบเดิมของประชาธิปไตย (democratic archetype) ของยุคเอเธนส์โบราณ (ancient Athens)  ซึ่งการเลือกตั้งในยุคนั้นจะพิจารณาโดยสถาบันของกลุ่มคนชั้นปกครอง (oligarchic institution) และสำนักงานทางการเมืองส่วนมากจะใช้การแบ่งแยกชนชั้นหรือเชื้อชาติ (sortition)  บางครั้งจะเรียกการเลือกตั้งว่า การจัดแบ่ง (allotment)  ซึ่งผู้ดูแลสำนักงานจะถูกเลือกโดยกลุ่มตน (by lot)  ฉะนั้น  จึงได้เกิดการปฏิรูปการเลือกตั้งรูปแบบใหม่ขึ้นมา (electoral reform) เพื่อเป็นการอธิบายถึงกระบวนการที่มีการแนะนำระบบการเลือกตั้งที่ยุติธรรม  ซึ่งมีการปรับปรุงความยุติธรรมให้ดีขึ้นหรือเป็นผลมากขึ้น  จนทำให้ปัจจุบันมีวิชาอีกสาขาหนึ่งที่เรียกว่า  Psephology ที่ศึกษาถึงผลลัพธ์และสถิติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำนายผลต่างๆ  ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

                สรุปแล้วกิจกรรมการเลือกตั้งนั้น  จะต้องประกอบไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ความเสมอภาค เคารพคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และดำเนินด้วยความยุติธรรมอยู่ในตัว  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองกับสังคมที่มีความแตกต่างกันทางด้านวัฒนธรรม  เพราะนั้นคือ  หัวใจของประชาธิปไตย

คราวนี้เรากลับมามองถึงทฤษฎีบางอย่างที่ถือเป็นความคิดรวบยอดเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของชนกลุ่มน้อย  ซึ่งมีการกล่าวว่า  จะไม่มีการหยุดนิ่งตายตัว  (not static)  คือจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  แต่หากระบบการเมืองของรัฐบาลดำเนินนโยบายโดยไม่มีการยืดหยุ่นหรือกีดกันเสรีภาพ  (without liberalization) โอกาสที่จะเกิดลัทธิความรุนแรง (radicalism)  จากบรรดาชนกลุ่มน้อยนั้นจะมีมากกว่าระบบการเมืองที่ดำเนินนโยบายแบบเสรีนิยม (liberalizing tendencies)     เพราะความเป็นประชาธิปไตยนั้นเป็นผลที่เกิดขึ้นมาจากการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองแบบเผด็จการ  หรือแบบเผด็จการครึ่งหนึ่งมาก่อนแล้วไปเป็นระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย

ปัญหาของชนกลุ่มน้อยในประเทศที่ดำเนินการปกครองแบบประชาธิปไตยตามความเห็นจากนักวิจัยนั้น  มีการสรุปออกเป็นหลายแนวทางอย่าง   ซึ่งพอจะยกตัวอย่าง  อย่างเช่น )ชื่นภิบาล(1975:184) ศึกษาเกี่ยวกับการกลืนชาติของชนกลุ่มน้อยจากชนกลุ่มใหญ่ โดยสรุปออกมาว่า  การกลืนวัฒนธรรมชนกลุ่มน้อยนั้น  เป็นสิ่งที่ยากเย็นเพราะจะทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจจากชนกลุ่มน้อย )ท่านดุลยเกษม (1981:212)  ศึกษาถึงระบบการศึกษา  เศรษฐกิจและสังคมในสังคมชนกลุ่มน้อย  ซึ่งท่านสรุปไว้ว่า  ความซื่อสัตย์อย่างเดียวจะไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาชนกลุ่มน้อย  สิ่งที่ท่านเสนอที่รัฐต้องกระทำคือ  ระบบผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้งจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบบผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง  โดยให้เหตุผลว่าระบบการศึกษา  เศรษฐกิจและสังคมจะสอดคล้องกับหลักการศาสนาของชนกลุ่มน้อยในพื้นที่  )ท่านอนุรักษา(1984:468)  ศึกษาถึงการแก้ไขปัญหาในสังคมชนกลุ่มน้อย  โดยท่านสรุปออกมาว่า  ฝ่ายรัฐยังไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังในการแก้ไขปัญหา  ท่านได้โต้แย้งว่า สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อชนกลุ่มน้อยคือ นโยบายแบ่งแยกแล้วปกครอง  นโยบายการสร้างชาติ  นโยบายบังคับให้รับอัตลักษณ์ของชนกลุ่มใหญ่  และนโยบายที่สร้างความอ่อนแอต่อการนับถือศาสนาของชนกลุ่มน้อย  ) ท่านสุรินทร์ พิศสุวรรณ (1985)  ศึกษาถึงอิสลามและชาตินิยมมลายู   ท่านโต้แย้งว่า  การทำลายระบบปอเนาะซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาของชนกลุ่มน้อยจะทำให้เกิดความเคลื่อนไหวของชนกลุ่มน้อยในลักษณะที่รุนแรง  จ)ท่าน Winzeler (1985:83-4)  ศึกษาถึงการให้สิทธิที่ไม่เท่าเทียมกันทางด้านเชื้อชาติในประเทศมาเลเซีย  ท่านได้สรุปออกมาว่า  การกีดกันระหว่างเชื้อชาติเป็นสิ่งอันตราย  ท่านเปรียบการกีดกันดังกล่าวเสมือนระเบิดเวลาที่พร้อมจะปะทุขึ้นไม่วันใดก็วันหนึ่งในอนาคต  ฉ)ท่าน Suwannathat-Pian (1988)  ศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทยกับชาวมลายู  ท่านได้สรุปออกมาว่า  ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นนั้น  มาจากชาวบริติชผู้ล่าอาณานิคมที่กระทำสัญญาแบ่งแยกอาณาเขตออกจากกัน  จนเป็นพื้นที่ที่มีอาณาเขตแยกต่างกันออกไป  ช)ท่าน Che Man (1991) ศึกษาถึงการขอแยกตัวของดินแดนชาวมลายูมุสลิมในมินดาเนาและในรัฐปัตตานี  โดยมีการสรุปออกมาว่า  ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสองชุมชนดังกล่าวนั้น  มาจากการทำลายระบบการเมืองการปกครองเดิมของชนกลุ่มน้อย  ซ)ท่าน Fianza, Myrthena (1996) ได้ศึกษาถึงความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมโมโรกับชาวคริสเตียนผู้อพยพในมินดาเนา  โดยท่านสรุปออกมาว่า  ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น  มาจากการที่ชาวคริสเตียนซึ่งเป็นผู้อพยพเข้าไปยึดครองที่ดินไปจากชาวมลายูอย่างไม่เป็นธรรม  ฌ)  ท่าน Syed Serajul Islam (2005)  ศึกษาถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  โดยท่านได้สรุปปัญหาที่ทำให้เกิดความรุนแรงว่า  เกิดจากการทำลายล้างด้านภาษาพูดและภาษาเขียนของชนกลุ่มน้อยด้วยน้ำมือของชนกลุ่มใหญ่ ที่มีอำนาจเหนือกว่า

สรุปแล้ว  บทความนี้มีความแตกต่างออกไปจากงานวรรณกรรมต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น  เพราะบทความนี้  มีความมุ่งหมายที่จะตอบคำถามที่ว่า เพราะเหตุใดยุทธศาสตร์ทางการเมืองของชนกลุ่มน้อยในประเทศที่มีระบบการเลือกตั้งแบบเสรีนิยมหรือประชาธิปไตยยังคงดำเนินความรุนแรงเป็นกิจกรรมทางเลือก

ประชาธิปไตยในที่นี้  หมายถึงพฤติกรรมของการคัดเลือกผู้นำ  และอำนาจของผู้นำนั้นสามารถตรวจสอบและยับยั้งได้  เพราะในระบอบประชาธิปไตยนั้น  บทบาทของประชาชนจะผลักดันให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา  ฉะนั้น  วิถีทางของระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นการจัดการทางสถาบันเพื่อให้ถึงระดับของการตัดสินใจทางการเมืองในสิ่งที่ปัจเจกชนได้รับอำนาจในการตัดสินใจผ่านตัวกลางที่เป็นการแข่งขันโดยมีคู่แข่งเพื่อให้ประชาชนเลือก (Schumpeter, 1952: 269)

                การสร้างประชาธิปไตยในแต่ละรัฐนั้น  ถือว่ารัฐบาลเป็นผู้ช่วยลดปัญหาความเคลื่อนไหวที่รุนแรงของชนกลุ่มน้อยลงได้  เพราะว่าระบอบการเมืองแบบเผด็จการ (authoritarianism) เท่านั้นที่ก่อให้เกิดลัทธิความรุนแรง (radicalism)  ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ท่าน Charles E. Linblom (อ้างใน Etzioni-Halevy, 1973:494) กล่าวว่า  นโยบายที่สมเหตุสมผล (rational) ที่ผ่านการปรับตัวอย่างที่มีการปฏิบัติในประเทศตะวันตกนั้น  เป็นระบบที่จะเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ของชนกลุ่มน้อยสู่ทางเดินสายกลาง (moderation)”  ฉะนั้น  นโยบายที่เดินตามแบบประชาธิปไตยอย่างสมเหตุสมผลเท่านั้น  ที่ท่าน Linblom เชื่อว่า  จะสามารถเปลี่ยนยุทธศาสตร์ความเคลื่อนไหวของชนกลุ่มน้อยสู่ทางเดินสายกลางได้  ชุมชนที่เห็นการเปลี่ยนแปลงจากพฤติกรรมความรุนแรงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐคือ  ชุมชนกลุ่มผิวสีในประเทศอัฟริกาใต้หลังที่มีการประกาศนโยบายกีดกันผิว (apartheid policy)   ชาวควิเบคในเคนาดาหลังจากที่มีการเจรจาและอนุญาตให้ชาวควิเบคเป็นเขตปกครองพิเศษโดยใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาราชการควบคู่กับภาษาอังกฤษ  และชาวอาเจะห์ในอินโดนีเซียหลังจากที่มีการเจรจาไกล่เกลี่ย  จนรัฐบาลอินโดนีเซียประกาศให้พรรคอาเจะห์แต่เดิมเป็นพรรคที่ผิดกฎหมายกลับมาเป็นพรรคการเมืองที่ถูกกฎหมาย 

                สรุปแล้ว  นโยบายของรัฐบาลเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการเล่นบทบาทเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ความเคลื่อนไหวของชนกลุ่มน้อยในทิศทางที่สู่ทางเดินสายกลางหรือไม่ก็สู่ความรุนแรง 

ก่อนที่เราจะนำเข้าสู่การอภิปรายถึงความแตกต่างระหว่างผู้ที่เป็นมุสลิมกับอัตลักษณ์มลายูเป็นอย่างไรนั้น สิ่งที่ต้องเข้าใจกันก่อนคือคำว่า ชนกลุ่มน้อย  หรือกลุ่มชาติพันธุ์

ในวิชาสังคมวิทยานั้น  ท่าน Loius Wirth ได้ให้คำนิยามของชนกลุ่มน้อยว่า  เป็นกลุ่มของคนที่มารวมตัวกัน  แต่เนื่องจากกลุ่มตนมีความแตกต่างกันทางด้านสรีระ  หรือไม่ก็แตกต่างกันทางพฤติกรรมด้านวัฒนธรรม  ทำให้ให้ต้องแยกออกไปจากสังคมกลุ่มใหญ่  มีความเป็นอยู่ในสังคมอย่างแปลกใหม่ หรือแตกต่างกัน และยังได้รับการดูแลที่แตกต่างกันจากชุมชนชาติพันธุ์กลุ่มใหญ่  ซึ่งชนกลุ่มน้อยจะมองตนเองอยู่เสมอว่า เป็นกลุ่มชนที่ได้รับการปรนนิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันจากพฤติกรรมที่มีการเลือกปฏิบัติจากลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่กว่าและมีอำนาจเหนือกว่า (อ้างใน Linton, 1945:34)    

                ที่จริงแล้ว  กลุ่มชาติพันธุ์นั้นได้เกิดขึ้นมาอยู่ก่อนนานแล้ว  และเกิดขึ้นใหม่เป็นระยะๆ ในยุคที่แตกต่างกันไป  โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อพันปีก่อนคริสตศักราช  และยังคงเป็นแบบอย่างทางวัฒนธรรมในสังคม (socio-cultural model) ขององค์กรมนุษย์และมีการติดต่อสื่อสารระหว่างกันตราบจนถึงปัจจุบัน  (Smith, 1987:32; Krieger, 2001:266)  ดังนั้น  คำว่า กลุ่มชาติพันธุ์ อาจนิยามเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “a self-perceived group of people who hold in common a set of traditions not shared by the others with whom they are in contact”   คือ กลุ่มคนที่มองตนเองหรือรู้สึกว่าตนเองมีวิถีปฏิบัติด้านขนบธรรมเนียมประเพณีที่ไม่สามารถเข้าร่วมกับวิถีปฏิบัติด้านขนบธรรมประเพณีของกลุ่มอื่นในสังคมได้นั้นเอง (De Vos & Romanucci-Ross, 1975:9)

ชนกลุ่มน้อยคืออะไร  อันที่จริงคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า  ชนกลุ่มน้อยหมายถึงชุมชน หรือกลุ่มชาติพันธุ์ใดๆ ที่มีปริมาณน้อยกว่าหากเทียบกับกลุ่มชาติพันธุ์ใหญ่ที่มีปริมาณในจำนวนที่มากกว่าในสังคม และ(ชนกลุ่มน้อย)จะมีความแตกต่างที่มีลักษณะด้อยทางด้านวัฒนธรรม มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่แตกต่างไปจากชนกลุ่มใหญ่ 

ในงานวิจัยนี้  ผู้เขียนไม่ได้หมายถึงชนกลุ่มน้อยทางด้านปริมาณ  เพราะทางรัฐศาสตร์  คำว่า ชนกลุ่มน้อย  ไม่ได้หมายถึงกลุ่มชนที่มีปริมาณน้อยกว่า  เพราะสิ่งที่ประจักษ์อยู่อย่างชัดเจนก็คือ กลุ่มชนผิวสีชาวแอฟริกาใต้  ซึ่งหากเทียบตามปริมาณแล้ว  ประเทศแอฟริกาใต้มีชาวผิวขาวประมาณร้อยละ 10  แต่กลุ่มชนผิวสีที่มีจำนวนถึงร้อยละ 90   ก็ยังถือว่าชาวผิวสีในแอฟริกาใต้นั้น เป็นชนกลุ่มน้อยเมื่อครั้งสมัยที่ประเทศแอฟริกาใต้ดำเนินนโยบายกีดกันผิว  (apartheid policy)  ทั้งนี้  ชาวผิวขาวเป็นผู้ที่ถืออำนาจใหญ่ในการบริหารการปกครองของประเทศนั้นเอง  จึงถือชาวผิวขาวว่าเป็น ชนกลุ่มใหญ่ ชนผิวสีกลายเป็น ชนกลุ่มน้อย  ทั้งนี้เนื่องจากชาวผิวสีมีความด้อยในอำนาจการบริหารการปกครองนั้นเอง  ซึ่งพอจะเห็นว่า  สิ่งที่วัดความเป็นชนกลุ่มน้อย-กลุ่มใหญ่นั้น  จะนับจากการถืออำนาจทางการเมืองการปกครอง  ไม่ใช่วัดที่ปริมาณของกลุ่มชน  ฉะนั้น  ชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในจังหวัดชายแดนภาคใต้  ถึงแม้ว่า  จะมีจำนวนมากในพื้นที่หากเทียบกับอัตราส่วนตามปริมาณ  แต่อำนาจทางการเมืองการปกครองไม่ได้ตกอยู่ในมือของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู  แต่จะตกอยู่ในมือของชาวไทยพุทธเชื้อสายสยาม  ฉะนั้น ชนกลุ่มใหญ่ในพื้นที่แห่งนี้ก็คือ ชาวไทยพุทธเชื้อสายสยามนั้นเอง   

คำถามจึงมีขึ้นว่า  ชนกลุ่มน้อยต่างๆ ในโลกนี้นั้นมีการเรียกร้องสิทธิอะไรบ้าง 

เกี่ยวกับการเรียกร้องสิทธิของชนกลุ่มน้อยนั้น จากการวิจัยในวิทยานิพนธ์ที่ชื่อ “De-radicalization of Minority Dissent ที่เขียนโดย Wan Mahmood, S.S (1998:7) พบว่ามีการแบ่งออกระดับการเรียกร้องสิทธิของชนกลุ่มน้อยออกเป็นสี่ระดับด้วยกันคือ  1)  สิทธิความเท่าเทียมกัน 2) สิทธิการพัฒนา 3) สิทธิการร่วมกำหนดนโยบายการบริหารร่วมกับชนกลุ่มใหญ่  และ  4)  สิทธิการมีอำนาจในการปกครองพิเศษ

1)                  สิทธิความเท่าเทียมกัน  แบ่งออกเป็น ก) สิทธิเท่าเทียมกันทางการเมือง และ ข) สิทฺธิเท่าเทียมกันทางค่าจ้างแรงงาน