

เขาพระวิหารควรเป็นของใครกันแน่ ..?
ในมุมมองทฤษฎีประวัติศาสตร์
หากจะมองตามความเป็นจริงในขณะนี้ เขาพระวิหารก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ของชาวกัมพูชาไปแล้วตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ตามคำประกาศของคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32 ณ เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา แม้จะได้รับการขึ้นทะเบียนตามเกณฑ์เพียง 1 ข้อ จาก 3 ข้อ ซึ่งถือว่าองค์ประกอบการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอย่างไม่สมบูรณ์ก็ตาม อีกทั้งคณะผู้แทนจากประเทศไทยยังได้แสดงข้อคิดเห็น ข้อสังเกต ที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเขาพระวิหารให้เป็นมรดกโลกของกัมพูชาเพียงประเทศเดียว แต่ก็ไม่เป็นผล คำตัดสินถือเป็นคำชี้ขาดของคณะกรรมการมรดกโลกโดยถือเอาสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศหรืออิโคโมส เป็นที่ตั้ง แม้ฝ่ายไทยจะพยายามหาหลักฐานมายืนยันขอขึ้นทะเบียนร่วมกันก็ไม่เป็นผลสำเร็จ นับเป็นมรดกโลกที่มีปัญหาถกเถียงกันมายาวนานพอสมควรโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของพื้นที่ทับซ้อนที่ไทยกับกัมพูชาขัดแย้งกันมาเป็นเวลายาวนาน
จากเรื่องของพื้นที่ทับซ้อนก็กลายมาเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะการได้ขึ้นเป็นมรดกโลกนั้นจะทำให้เกิดผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวที่ทำให้เกิดรายได้อย่างมหาศาลแก่ทางกัมพูชา ที่ชาวไทยต้องสูญเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดายทั้งๆที่ไทยน่าจะเป็นประเทศที่ได้ครอบครองเขาพระวิหารด้วยซ้ำ เพราะจากหลักฐานทางภูมิศาสตร์ของเทือกเขาพนมดงเร็กที่แยกดินแดนที่ราบสูงออกจากที่ราบต่ำนั้นนับเป็นเส้นแบ่งเขตแดนตามธรรมชาติมาแต่โบราณ จะเห็นว่าบริเวณปราสาทเขาพระวิหารตั้งแต่ลาดเชิงเขาจนถึงส่วนยอดที่เรียกว่าเป้ยตาดีนั้นล้วนอยู่ในเขตประเทศไทย ปราสาทเขาพระวิหารอยู่บนจะงอยบนผาที่อยู่บนจุดสูงสุดที่ลาดเทลงมาในฝั่งไทย ต้นน้ำไหลเข้าเขตไทย ลงลำตราว ผ่านบาราย แหล่งตัดหินลำตราวก็มาลงในเขต
ศรีสะเกษ (ศรีศักร วัลลิโภดม. เขาพระวิหาร : ระเบิดเวลาจากยุคอาณานิคม. 2551 , หน้า 10)
แต่เหตุที่ไทยต้องสูญเสียเขาพระวิหารให้แก่กัมพูชาไปก็เพราะฝรั่งเศสเป็นผู้ทำแผนที่แบ่งเขตแดน โดยใช้ทฤษฎีทางประวัติศาสตร์มาเป็นตัวจับโดยทางฝรั่งเศสซึ่งเป็นมหาอำนาจในยุคอาณานิคมซึ่งเข้ามาทำการศึกษาความเป็นมาทางสังคมและวัฒนธรรมของผู้คนในภูมิภาคนี้ ทั้งด้านโบราณคดี และด้านชาติพันธุ์วรรณนา แล้วสร้างองค์ความรู้หรือตำรามาให้คนไทยเรียนและท่องจำให้คนไทยเข้าใจว่าที่ไหนที่มีจารึกที่นั่นเคยเป็นเขตปกครองของเขมร คนไทยไม่ได้วิเคราะห์ว่าจริงหรือไม่ ได้แต่เชื่อตามทฤษฎีของฝรั่งเศสทำให้สูญเสียเขาพระวิหารเพราะใช้ทฤษฎีประวัติศาสตร์นี้ คนไทยจึงเถียงกัมพูชาไม่ได้เพราะหลักฐานทางโบราณคดี จารึก รูปแบบศิลปะ ดินแดนในประเทศไทยที่มีศิลปะแบบเขมรก็บอกว่าเขมรเคยยิ่งใหญ่มีอิทธิพลเคยปกครองคนไทยหรือชาวสยาม มาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลเพราะมีชื่อของเขมรมาปกครองไทยที่ชื่อ ขอมสบาดโขลญลำพง ตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย ทำให้นักวิชาการชาตินิยมชาวกัมพูชาอ้างบ่อยๆว่าประเทศไทยเคยเป็นอาณาจักรของกัมพูชามาก่อน ซึ่งถ้าหากจะคิดตามนี้ประเทศไทยก็ต้องจบเรื่องเขาพระวิหารไป แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะสาเหตุที่แท้จริงของการสร้างตำราประวัติศาสตร์ของชาวฝรั่งเศสก็เพื่อต้องการครอบครองดินแดนไทยและเขมรเท่านั้น เมื่อคนไทยเชื่อตามนี้เขาพระวิหารก็ตกเป็นของกัมพูชาอย่างง่ายดาย (ขณะนั้นฝรั่งเศสปกครองกัมพูชา) ไม่มีข้อโต้เถียงใดๆ แม้แต่ตอนทำแผนที่แบ่งกั้นเขตแดน คนไทยก็หละหลวมไม่ได้ใส่ใจส่งผู้แทนและเจ้าหน้าที่ไปร่วมสำรวจแผนที่ ปล่อยให้ฝรั่งเจ้าของประเทศกัมพูชาดำเนินการแต่ฝ่ายเดียว
เมื่อฝรั่งทำแผนที่เสร็จก็นำมาให้ฝ่ายไทยดู ใน ค.ศ. 1907 ทางไทยไม่คัดค้าน มิหนำซ้ำยังเซ็นรับรองความถูกต้องของแผนที่ชุดนี้เสียอีกด้วย แผนที่คือหลักฐานเอกสารทางกฎหมายที่ใช้ในการตัดสินคดีความ เมื่อทางไทยเซ็นรับรองก็เท่ากับยอมรับว่าเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชาในการครอบครองของฝรั่งชาติดังกล่าวนั่นเอง และเมื่อมีการตัดสินคดีความในศาลโลก ทางฝรั่งยังอ้างภาพถ่ายครั้งที่สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพไปร่วมถ่ายภาพกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายของฝรั่งเศสบนเขาพระวิหาร โดยมีธงชาติของตนปักอยู่เบื้องหลัง เท่ากับเป็นการยอมรับโดยดุษณีอยู่แล้ว แม้ในขณะนั้นท่านไม่ได้เป็นเสนาบดีมหาดไทย แต่ท่านเป็นบัณฑิตยสภา ซึ่งเป็นประธานสำหรับงานโบราณคดีโดยตรง (ศรีศักร วัลลิโภดม. เขาพระวิหาร : ระเบิดเวลาจากยุคอาณานิคม. 2551 , หน้า 12)
เมื่อเป็นมาดังนี้ ตอนนี้ไทยคงเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมใดๆไม่ได้นอกจากจะขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันเท่านั้น แต่ผลการประกาศของคณะกรรมการมรดกโลกก็ได้ประกาศไปแล้วว่าเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชา ไม่มีคำว่าร่วมกับประเทศไทย เมื่อมาถึงขั้นนี้คัดค้านอย่างไรก็ไม่มีผลแล้ว ไทยก็คงจะได้แต่ทำใจยอมรับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีต ที่คนไทยเชื่อตำราเอกสารของฝรั่งมากเกินไป เขาพระวิหารจึงหลุดลอยไปเช่นนี้
อ้างอิง
ศรีศักร วัลลิโภดมและคณะ. เขาพระวิหาร : ระเบิดเวลาจากยุคอาณานิคม. มติชน, กรุงเทพ : 2551.
หนังสือพิมพ์มติชน. ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม 2551. หน้า 11,14,23.
นางกมลรส โมฆรัตน์ นิสิตปริญญาโท วัฒนธรรมศาสตร์ รหัส 51015580001
บทสรุปของเขาพระวิหารไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ก็ขอให้คนไทยรักกันเหมือนเดิมก็พอ
อย่าทะเลาะกันเลย ควรหาทางออกร่วมกัน เพื่อชาติไทยของเรา รักกันไว้เถิด
เราเกิดร่วมแดนไทย จะเกิดชาติไหนๆ ก็ไทยด้วยกัน เชื้อสายประเพณี ไม่มีขวางกั้น เกิดใต้ธงไทยนั้น พวกเราทุกคนคือไทย
ขอสันติภาพจงบังเกิด
ขอความดีงาม
ภราดรภาพจงบังเกิด
ทั้งคนไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
เอาเขาพระวิหารเขาเราคืนมา คนไทยสู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ