เวียงไซบ่อนปฏิวัติของลาว

น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้สัมภาษณ์ชาวบ้านอย่างเต็มที่  คุณบุญเจ้อช่วยหาข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์พ่อเฒ่าซึ่งอายุใกล้เคียงกับเรา  ได้ข้อมูลเกี่ยวกับประเพณีของไตแดงหลายอย่าง เช่น การแต่งงานหรือกินดองหรือแต่งดอง  มีทั้งแต่งเอาเขยเข้าเฮือนและแต่งเอาใภ้ออกเฮือน  หากแต่งเอาเขยไปสู่บ้านสะใภ้  ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้จัดงานแต่งงานที่เฮือนของตนเอง  จะมีธรรมเนียมสู้ยันระหว่างบ่าวเขย คือ กลุ่มคนหนุ่มที่พาเจ้าบ่าวมาเป็นเขย  มีการแห่กันอย่างอย่างสนุกสนาน  อาจจะนำเอาอาหารประเภท ปลาส้ม ปลาม่ำ จูงหมู วัว หรือไก่ซึ่งจะนำเอาปรุงอาหารเลี้ยงแขกมาด้วย  เป็นขบวนที่พะรุงพะรังพอดู  ฝ่ายหญิงซึ่งจะเตรียมความเรียบร้อยของสถานที่จะแกล้งด้วยวิธีการนานัปการไม่ให้ฝ่ายชายได้รับความสะดวกสบาย เช่น แอบขโมยสิ่งของต่างๆที่ฝ่ายชายนำมา ทำให้หาไม่พบเมื่อจะต้องใช้  เอาหนามไปปักรอบๆเรือน  ไม่ให้ขึ้นเรือนได้สะดวก  ดับไฟในเตา หากอยากได้ของคืนหรืออยากให้เกิดความสะดวกสบายต้องจ่ายเงิน  คล้ายกับการกั้นประตูแล้วเรียกเงินค่าเปิดประตู  เพียงแต่ทุลักทุเลกว่า

              การแต่งงานต้องมีขันแต่ง  เงินแต่งนั้นไม่จำกัดตายตัวขึ้นอยู่กับฐานะของฝ่ายชาย  เอาเงินป๋ง (เป็นน้ำหนักโบราณของจีนเท่ากับ ๑๔ หมัน ๒ บิ) ประมาณ ๒.๖ ป๋งเท่ากับหนึ่งกิโลกรัม  ปกติแล้วจะให้ประมาณ๑๒ป๋งอย่างมาก  ภายหลังเปลี่ยนจากเงินป๋งเป็นเบี้ย  สิบเบี้ยเท่ากับหนึ่งป๋ง   มีค่าข้าวม่ำน้ำนมให้กับแม่ของฝ่ายหญิง เป็นเงินประมาณห้าหมันสองวิ่น ให้เฉพาะแม่ พ่อจะขอแบ่งไม่ได้  หลังจากแต่งดองต้องอยู่เรือนภรรยาแปดปี  หากไม่อยู่ต้องชดใช้เงินปีละห้าหมันหรือสองแสนห้าหมื่นกีบ  เงินจำนวนนี้คิดลดไปหากฝ่ายชายเป็นผู้จ่ายเงินค่าสินเลี้ยงในการแต่งดอง  ที่น่าสนใจคือมีเงินลุงตา  แล้วแต่จะให้  เงินจำนวนนี้จะแบ่งกันระหว่างพี่ชายน้องชายของแม่  เงินจำนวนนี้จะสร้างความผูกพันและภาระความรับผิดชอบ เป็นการจองความฮักความแพง  หากครอบครัวใหม่มีปัญหาไม่ว่าจะเป็นความเจ็บไข้ได้ป่วย  ความขัดแย้งต่างๆ ปัญหาเงินทอง  ญาติผู้ใหญ่เหล่านั้นที่ได้รับเงินลุงตาไปแล้วต้องมาเยี่ยมมาสู่และช่วยแก้ไขปัญหาให้  เป็นธรรมเนียมที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของคนในตระกูลของฝ่ายหญิง  เช่นเดียวกับชาวจ้วงในมณฑลกวางสีสมัยก่อนพี่ชายน้องชายของแม่มีบทบาทมากในพิธีแต่งงาน  แสดงถึงความสำคัญของผู้หญิงที่มีให้เห็นมากในสังคมไต-ไท

              ประเพณีอื่นๆ เช่น การขึ้นเฮือนใหม่ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องมงคล  ต้องมีหมอมื้อหาฤกษ์งามยามดีให้  เมื่อถึงฤกษ์หมอมื้อจะนำสิ่งของเครื่องใช้เสื้อผ้าอาวุธ  เอาขึ้นเฮือน  จุดไฟซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสว่างรุ่งเรือง ความอิ่มหมีพีมัน  ปูเสื่อที่นอนให้พ่อเฮือนแม่เฮือน  หลังจากนั้นเจ้าเฮือนกับญาติมิตรก็กินเลี้ยงกันสนุกสนาน

              ประเพณีการตายนั้นคล้ายกับไตดำ  แต่จะเก็บศพไว้นานวันเพียงใดขึ้นอยู่กับฐานะของครอบครัวนั้นๆ  มีธรรมเนียมส่งวิญญาณไปเมืองเลียนพานเหมือนไตดำ  การกล่าวส่งผีจะไม่ให้ไปทันที  จะต้องส่งล่องน้ำม่า  ให้ผีไปพักอยู่เมืองใกล้ๆ  ไปถึงชายฝั่งทะเลแล้วค่อยไปเมืองแถง เมืองตุมวาง เหมือนไตดำ  พิธีศพมีหมอส่งผีเป็นผู้ทำพิธี  ธรรมเนียมต่างๆมาเลิกในช่วงประมาณค.ศ.๑๙๖๘  หันไปรับเอาวัฒนธรรมเวียตนาม เช่น การเสนบ้านเสนเฮือนก็เปลี่ยนมาเป็นการฉลองตรุษสารทเหมือนญวน  พอถึงฤดูเพาะปลูกห้าหกครอบครัวจะรวมกันทำพิธี  ยังมีการกินข้าวใหม่เหมือนกันกับไตดำ  ก่อนเกี่ยวข้าวชาวบ้านจะฆ่าไก่  นำมาปรุงอาหารให้ผีพ่อผีแม่กิน  ถือว่าผลผลิตใหม่ต้องให้บรรพบุรุษได้กินก่อน  เหมือนกับธรรมเนียมของคนไทยวนที่ภายหลังนำเข้าไปในวัดแทน

              หลังจากเพลิดเพลินกับการฟังพ่อเฒ่าเว้าความฮีตไตแดงและชื่นชมกับความงามของลำน้ำม่าแล้ว  คุณบุญส่งซึ่งพยายามเหลือเกินที่จะให้ได้ข้อมูลมากๆ  ได้ตามไปถามถึงการทอผ้าให้จนได้ชื่อประธานสหพันธ์สตรีซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มทอผ้า  ตามหาจนพบเรือนของเธอ  เป็นเรือนไม้ผสมไม้ไผ่หลังเล็กๆ  มีโรงเลี้ยงหม่อนอยู่ใกล้ๆ  เธอบอกว่ากำลังจะปลูกเรือนใหม่  ได้เอาผ้าออกมาให้ดู  เป็นผ้าที่เคยเอาไปขายในงานที่เวียงจันทน์มาแล้ว  เป็นผ้าซิ่นไตแดงลวดลายสวยงาม มีลายหมี่ลายหมี่เครือ ลายเกาะ ลายดอกต่างๆ  ผ้าหน้าหมอน และผ้าทอสีพื้น  เป็นการใช้ไหมที่ปลูกเองผสมกับไหมจากโรงงาน  หรือผสมกับฝ้าย  มีทั้งย้อมสีธรรมชาติและสีเคมี  แต่ดูเหมือนว่าจะมีแนวโน้มในการใช้สีเคมีมากขึ้นเรื่อยๆ  ขอซื้อมาเบิ่งสี่ห้าผืนตามประสาคนเบี้ยน้อยหอยน้อย  และเกรงใจสหายจะเข้าใจว่าเราเป็นคนไทยประเภทซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า  อันที่จริงก็อยากจะเหมาทั้งกองอยู่หรอกนะ

 

เวียงไซ: บ่อนเกิดปฎิวัติลาว

              ออกจากสบฮ่าวก็ซิ่งต่อไปเวียงไซ  กะว่าจะไปดูถ้ำท่านผู้นำ  ไปถึงตลาดเล็กๆอีกนั้นล่ะ  มีอาหาร ขนม และผลไม้ขาย  ดูเหมือนจะเป็นท่ารถเมล์ด้วย  สหายสะกิดว่าใกล้ๆกันมีร้านขายสิ่งทอไท  ก็ต้องไปดูให้เห็นกับตาว่าสวยงามเพียงใด  ดูเหมือนว่าจะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เห็นร้านขายสิ่งทอซึ่งเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ซู้ด  เป็นร้านเล็กๆขนาด ๓x๓ เมตร  มีจักรเย็บผ้าตั้งอยู่ตรงกลาง  มีตู้ใส่ผ้าวางอยู่ด้านหน้า  มีผ้าแขวนตั้งแต่เพดานลงมาถึงพื้น  มีสาวๆนั่งอยู่ก่อนแล้วสามสี่คน  นัยว่าเอาผ้ามาส่งให้เจ้าของร้านซึ่งเป็นสาวงามที่พูดจาฉะฉานและมีทักษะในด้านการตลาดดีทีเดียว  มีผ้าทอสวยงามที่ใช้ประดับผนังห้อง  ผ้าสว้างแล่ง แปลว่า ผ้าสะไบค่ะ ผ้าซิ่นแบบของไตแดง และผ้าใช้ในโอกาสต่างๆ  เป็นศูนย์รวบรวมส่งไปขายยังบ่อนอื่น  คราวนี้ช้างมาฉุดก็ไม่อยู่ ขนาดซื้อไม่กี่ผืน เงิน(ของสหาย)ก็ยังไม่พอ สหายต้องออกไปหาที่แลกเงินเพราะป้าแกซื้อรวมเป็นเงินกว่าล้าน(กีบ) แล้วสาวงามเจ้าของร้านไม่รับเงินดอลลาร์  เอากะเธอซิ

              หลังจากซื้อผ้าจนเกือบจะหนำใจแล้ว  ก็ออกเดินทางจะไปเบิ่งถ้ำท่านผู้นำ  ระหว่างทางพบหน่วยกู้ระเบิด  ซึ่งสหายบอกว่าในเขตนี้มีอยู่มากมาย  เพราะอเมริกามาทิ้งแล้วไม่เก็บกลับบ้านไปด้วย  ทำให้เกิดการระเบิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการจนพี่น้องชาวลาวที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องบาดเจ็บหรือเสียชีวิตอยู่บ่อยๆ  ต้องมีหน่วยงานเก็บกู้ระเบิดซึ่งเก็บไปเต้อะ ไม่รู้จักหมดสักที เพราะท่านเล่นทิ้งแบบไม่บันยะบันยัง  มีเท่าไหร่ทิ้งให้หมด  ไม่ใช่บ้านใช่เมืองแม่กูนี่หว่า  ไปกินข้าวกลางวันกันประมาณสามโมงเย็น  บอกแล้วไง  ทริปนี้ไม่เคยกินข้าวเที่ยง  สาบานให้ก็ได้  ร้านนี้ก็เกือบจะหาอะไรมาให้กินไม่ได้เหมือนกัน  เอาเถอะเราไม่เดือดร้อนกับอาหารกายเท่าอาหารตาหรอก  มาคราวนี้ได้พบได้เห็นอะไรที่ถูกใจมากเหลือเกิน  แม้แต่ผ้าไตแดงเก่าๆลายปูที่ทางร้านเอามาติดผนังให้ดูก็ยังสวยเลย

              ภาคเหนือของลาวเป็นเขตที่ถูกทิ้งระเบิดมากที่สุด  คุณบุญเจ้อบอกว่าอเมริกามาทิ้งระเบิดประมาณสามล้านลูก  ประชากรภาคเหนือมีล้านห้า  ก็รับกันไปคนละสองลูกเน็ตๆ  คุณบุญส่งคงเห็นว่าหน้าตาเรามันก็ลาวคือกัน  เลยมั่วซื้อตั๋วคนลาวให้โพดเพราะมันถึกกว่าตั๋วชาวต่างประเทศ เธอสรุปเอาง่ายๆว่าอาจารย์ไม่ต้องบอกเขาว่าเป็นคนไทยก็แล้วกัน  เอาลาวก็ลาว  บ่เป๋นสัง  เพราะเราหน้าตาอินเตอร์อยู่แล้ว  ไปเมืองไหนก็มีคนเชื่อหัวปักหัวปำว่าเป็นคนชาตินั้น  ตอนไปจีนก็มีคนมาทักว่าเป็นซิ้มจีน  ไปเวียดนามเขาก็ไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษด้วย  ไปพม่าก็บอกให้เราไปเอาผงประทินผิวเหลืองๆมาทาแก้มจะได้ผิวสวย