เมื่อคุณยืนอยู่ตรงระเบียงบ้านที่ไหนสักแห่ง
หรือนั่งอยู่บนโลกใบนี้กับความเหงา.......เพราะคิดถึงใครบางคน
ในสถานที่ครั้งเก่าแห่งความทรงจำ หลายปีแล้วซิ
จนทำให้วันนี้เป็นวันที่รู้สึก........และเหงาเสียเหลือเกิน
หัวใจทำไมห่อเหี่ยวและไร้เรี่ยวแรงได้เช่นนี้
ไอ้เรานี้มันก็แปลก เมื่อมีอันต้องอยู่คนเดียวเพียงลำพัง
ก็เป็นอันต้องให้คิดถึงเรื่องราวเก่า ๆ ในอดีตเสียทุกที
อยู่บ้านคนเดียว....ฝนตก.....เปิดทีวี....ต้มมาม่า.............แล้วมันก็เกิดอาการเหงา
ๆ หงอย ๆ ขึ้นมา เป็นอย่างนี้ประจำ หรือนั่นอาจเป็นอาการเบื่อ-เซ็งก็ได้
ป้าของผมมักเรียกปรากฏการณ์เช่นนี้ว่า “ความว้าเหว่”
ฟังดูน่าเศร้าและอดเป็นห่วงไม่ได้เสียจริงๆ “ฉันว้าเหว่”
หากใครมาบอกกับผมอย่างนี้ล่ะก้อ
เป็นต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว.....ให้เขาอาการดีขึ้น ...
ให้ผมได้คุยด้วยนะ.......หรือไม่ก็ให้ผมพาคุณไปอยู่ในที่ที่มีคนเยอะ ๆ
เดินไปเรื่อยเปื่อยแบบไม่มีจุดหมาย คุณจะได้ไม่เหงา (ผมเองก็ชอบเช่นกัน)
แต่ก็นั่นแหละ บางเวลามัน....ไม่มีใครจริง ๆ
ไม่รู้ทำไมเพื่อนฝูงมันหายหัวไปไหนกันหมด ตรงกันข้ามเวลาอยากอยู่คนเดียว
มันดันโผล่กันมาเสียให้วุ่นวาย
ก็อย่างวันนี้...อยู่บ้าน....ฝนตก.....เปิดทีวี....และต้มมาม่า......นั่งอยู่คนเดียวเหงาๆ
แม้หมาสักตัวยังไม่ยอมเดินผ่านหน้าบ้าน (สงสัยจะกลัวเปียก)
วันนี้เบื่อจริง ๆ เดินไปเดินมาอยู่หลายรอบ รายการทีวีก็มีแต่คนตัวล่ำ ๆ
นุ่งกางเกงตัวจิ๋ว สีแดงกับสีน้ำเงินสองฝ่ายเตะต่อยและปล้ำกัน
จนน่าปูดหน้าเบี้ยว ฝนตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ เดินผ่านห้องเก็บของ
เลยแวะเข้าไปรื้อค้นดูหนังสือเก่า ๆ ของปู่ที่ป้าเก็บไว้
เปิดเล่มโน้น หยิบเล่มนี้ พลิกหน้าพลิกหลัง เออ........มันก็เพลินดี
ผมเพิ่งมารู้ว่า คำว่า “เป็น” เมื่อประมาณสัก 40-50 ปีก่อน เขาเขียนว่า “เปน”
นะ ไม่ได้เขียนอย่างในปัจจุบันนี้หรอก พออ่านแล้วก็ให้นึกว่า
หนังสือเขาพิมพ์ผิดเปนความเข้าใจคลาดเคลื่อนของผมเอง
ไว้คุณลองไปหาหนังสือเก่า ๆ มาอ่านดูบ้าง
รับรองว่ามันจะช่วยแก้เซ็งทำให้เพลิดเพลินได้ไม่น้อยทีเดียว
หากยิ่งได้อ่านข้อความทางราชการหรือหนังสือโต้ตอบของคนในสมัยนั้นด้วยแล้ว
รับรองสนุก เพราะคำที่ใช้เรามักไม่คุ้นเคย
ให้รู้สึกเหมือนได้เดินทางย้อนยุคเลยทีเดียว
ผมหยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง หน้าปกขาดเกือบหมดแล้ว ชื่อเรื่องว่า
“วรรณกรรมอะไรสักอย่างผมอ่านไม่ชัด” พอพลิกดูตรงกลางเล่มก็พบจดหมายฉบับหนึ่ง
พร้อมซอง สภาพมันเก่ามาก มันกรอบเสียจนจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ อยู่แล้ว
ผมค่อย ๆ เปิดมันออกดู หน้าซองเขียนว่า “เรียน คุณพัว ทรัพย์ทวี
ปลัดอำเภอชั้นตรี อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่”
ส่วนแสตมป์สมัยก่อนเขาคงนิยมไปติดด้านหลังซอง ติดอยู่ 2 ดวง ราคาดวงละ 10
สตางค์
ข้อความในจดหมายเขียนว่า..........................................(กรุณาดูภาพจดหมายประกอบ)
ส่วนวันที่และปีพ.ศ. คนเขียน เขียนเป็นเลขไทย ดูแปลกตา และสวยดี
ทั้งที่เป็นเลขไทย เราคนไทยแท้ ๆ ยังไม่ค่อยจะได้เห็นมันเลย
ผมชอบท่อนนี้ในจดหมาย*** คิดถึงกระบี่ ฝันเห็นหลายคน ผมร้อน ๆ หนาว ๆ
อยากกลับวันพรุ่ง แต่ท่านผู้บังคับบัญชายังไม่ยอม
เมื่อผมอ่านบรรทัดสุดท้ายของจดหมายฉบับนี้จบก็ให้รู้สึกว่า.....หัวใจมันชักหวิวๆยังไงพิกล
เขาเป็นใครกันนะ ผมอยากรู้เรื่องราวต่อไปของเขาเสียจริง ๆ
อยากทราบชื่อที่แท้จริง และนามสกุลจริงของเขา หน้าตาเขาเป็นอย่างไรกัน
ทำไมเขาจึงได้เขียนจดหมายฉบับนี้มาหาปู่ของผม เขาสนิทกับปู่มากแค่ไหน
แต่ที่เห็นได้ชัดดูเขาคนนั้นจะรักและเคารพปู่ของผมมาก....สุดท้ายเขาจะได้กลับมากระบี่อีกหรือไม่
ส่วนผมเองไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดปู่เลย
เพราะท่านเสียชีวิตตั้งแต่ตอนผมยังเป็นเด็ก คงได้ยินจากคำบอกเล่าเรื่องของปู่
จากลุงป้าน้าอาทั้งหลาย ว่า ปู่ เป็นคนใจเย็น มีเมตตา
และชาวบ้านในอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ต่างก็รักท่านมาก .....เรียกท่านว่า
“นายอำเภอพัว”
ผมจำได้ลาง ๆ ตอนนั้นไปเยี่ยมย่าที่อ่าวลึก มีชาวบ้านถามผมว่า
“นี่หลานนายอำเภอใช่ไหม?”
แล้วเขาก็เอาขนมนมเนยมาเลี้ยงต้อนรับด้วยความเป็นกันเอง ผมกินจนอิ่มแปล้
พุงกาง กลางคืนเดินเล่นในตลาดผ่านโรงหนัง คนขายตั๋วถามว่า
“นี่หลานนายอำเภอใช่ไหม?” ผมตอบว่า “ใช่ครับ” คนขายตั๋วรีบโบกมือให้รีบเข้าไป
“เอา....เอา...นี่หลานนายอำเภอเข้ามาทางนี้”
แหม....ใครจะรู้ล่ะว่าที่อำเภอเล็ก ๆ ในจังหวัดกระบี่
ผมจะเป็นคนดังกับเขาเช่นกัน นี่เพราะบารมีของปู่แท้ ๆ
เขาจึงเผื่อแผ่ความรักและกรุณามายังผมด้วย
เป็นความทรงจำเก่าๆที่ผมมิเคยลืม ที่มีคนมาเรียกผมว่า “หลานนายอำเภอ”
จนเก็บมาเป็นปลื้มอยู่ทุกวันนี้
ส่วนผู้ที่เขียนจดหมายฉบับนี้
ปานฉะนี้ท่านคงซี้เบ้ง...เท่งทึงไปนานแล้วเช่นกัน (ซี้เบ้ง...เท่งทึง
เป็นภาษาท้องถิ่นภาคใต้ แปลว่า เสียชีวิต)
ผมเลยแอบเก็บจดหมายฉบับนี้ไว้ เพื่อเป็นความประทับใจส่วนตัว
เพราะอย่างน้อยที่สุด คนเขียนและคนอ่าน ต่างก็เคยได้รับสัมผัสจับต้องมันมาแล้ว
ทั้งตัวจดหมายเอง ก็เดินทางผ่านกาลเวลามาตั้ง 57 ปี
เป็นความยาวนานของมิตรภาพและความจริงใจที่ผู้เขียนฝากเอาไว้
ในยามที่เขาทั้งเหงาและคิดถึงบ้าน มันแฝงความรู้สึกนั้น
มันอยู่ในน้ำหนักที่กดลงบนแผ่นกระดาษทุก ๆ ตัวอักษร
“เขาฝากมันไว้ตรงนั้นถึง 57 ปี
ปู่ของผมคงได้อ่านมันแล้ว จึงเก็บมันไว้กับหนังสือของท่าน
มันคงมาอาศัยอยู่กับปู่ราวเดือนกุมภาพันธ์ 2492
มันนอนรอที่จะเปิดเผยตัวเองอีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าคน ๆ
นั้นจะเป็นผมที่หยิบมันขึ้นมาอีก ถ้าเจ้าจดหมายฉบับนี้มีชีวิต
ผมคงต้องเรียกมันว่า “คุณลุง” แล้วสิ
เราคงมีเรื่องราวมากมายที่จะเล่าให้กันฟังอยู่โขทีเดียว
ผมเอง...เหมือนได้ค้นพบลายแทงสมบัติโดยบังเอิญ
มันเป็นสมบัติแห่งความทรงจำของปู่
ณ. เวลานี้ผมมองเห็นแค่เพียง ภาพของชายคนหนึ่ง ใส่เสื้อคอป่านสีขาว
นุ่งกางเกงแพรสีสด นั่งไขว่ห้างอ่านหนังสืออยู่ตรงระเบียงบ้านพักนายอำเภอ
ข้าง ๆ มีกล่องยาเส้นและถ้วย น้ำชาเล็ก ๆ วางอยู่
ผมคงเกาะรั่วมองชายคนนั้นอยู่ไกล ๆ ในจินตนาการ นั่นแหละปู่ล่ะ ปู่ของผม
ผมคงมองท่านอยู่อีกสักพัก ผมเห็นปู่จากตรงนี้ มองจากแผ่นกระดาษเก่า ๆ
แผ่นหนึ่งที่ท่านเคยอ่านมันแล้ว มองจนรู้สึกว่า
จดหมายฉบับนี้พึ่งถูกส่งมาถึงเมื่อวานเอง
พ.ศ. 2549 ในปีที่จดหมายอิเล็คทรอนิค (E-mail)
ได้รับความนิยมเขียนถึงกันอย่างแพร่หลาย ทุกคนคิดได้เร็วกว่าปากจะพูด
ขยับนิ้วได้ดีกว่าการเขียนหนังสือ Internet
ทำหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์ส่งได้ทั้งข้อความภาพและเสียงไปยังอีกครึ่งค่อนโลก
เพียงไม่กี่วินาที เมื่อเราคลิกคำสั่งว่า Send
ผมลองส่งจดหมายของปู่ดูบ้าง
เผื่อว่าความเหงาอันเกิดจากความคิดถึงของใครคนหนึ่งในจดหมายฉบับนี้
อาจมีโอกาสแวะเวียนและเข้าไปทักทายหัวใจเหงา ๆ อีกมากมาย
ผมเดาว่า คุณปู่คนที่เขียนจดหมายฉบับนี้ จากที่ว่าการอำเภอเมืองสตูล
ท่านคงมีกำลังใจเข้มแข็งอยู่ในการปฏิบัติหน้าที่และอดทนจนในที่สุดท่านผู้บังคับบัญชายอมใจอ่อน
อนุญาตให้กลับมากระบี่ได้
ผมไม่รู้หรอกว่าปู่ของผมจะตอบจดหมายฉบับนี้กลับไปว่าอย่างไร แต่เชื่อว่ามิตรภาพ
ระหว่างคนสองคนในจดหมายคงแนบแน่นและไม่ห่างไกลกันเหมือนกับระยะทาง
สักวัน...อาจมีใครบางคนพบจดหมายฉบับของปู่ ที่เขียนตอบกลับไป..... มันคงกำลังรอ
ให้ใครบางคนมาพบอยู่เช่นกัน
จดหมายของปู่
เขียนไว้เมื่อปี 49
อ่านสนุกดีครับ
ขอบคุณครับ