เมื่ออาหารนั้นมีมากเกินไป ดีมากเกินไป
มากเกินสำหรับความต้องการของร่างกาย
มากเกินจนกลายเป็นกิเลส
อาหารนั้นมิใช่มีไว้เพียงเพื่อประทังความหิว แต่อาหารกลายเป็นสิ่งที่บำบัด “ความอยาก...”
อยากนัก ดัดมัน ขัดมัน ไม่ตามใจมัน ไม่ให้ความอยากนั้นอยู่เหนือเรา หรือชนะเราอยู่ร่ำไป

หลายครั้ง หลายวันที่ผ่านมานี้ ฉันจำเป็น “จำใจ” สมาทาน “ฉันตกบาตร” ไม่ไปพิจารณาอาหารที่วางเรียงราย “มากมาย” อยู่บนโต๊ะ
ตั้งใจฉันอาหารที่ได้มาจากการบิณฑบาตเท่านั้น
อาหารที่ได้จากการบิณฑบาต ไม่มีสิทธิเลือก เขาใส่อะไรมาก็ฉันอย่างนั้น (ยกเว้นเนื้อสัตว์ต้องพิจารณาออก)
ญาติโยมไม่ใส่บาตร ก็ไม่มีอะไรใส่ท้อง

การเดินบิณฑบาตของพระบวชใหม่อย่างเรา อยู่ในลำดับที่สิบกว่า ๆ สิบสองบ้าง สิบสามบ้าง บางครั้งก็ถึงสิบห้าบ้าง อาหารที่ญาติโยมเริ่มใส่มาตั้งแต่ครูบาอาจารย์หัวแถว
ญาติโยมก็เตรียมอาหารมาสามชุด ห้าชุด เก้าชุด น้อยนักที่จะตกล่วงเลยมาถึงเรา

ต้องหัด ต้องฝึกให้จิตใจมันว้าวุ่นเสียบ้าง
อยู่สบายเกินไป กินสบายเกินไป เดี๋ยวจะติดสุข ติดสบาย

หรือบ้างครั้งหลุดรอดมาถึงเราก็ดันเป็นอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์เสียอีก
เราก็ต้อง “ตัดใจ” พิจารณาออก ถึงแม้ว่าวันนั้นจะมีเพียงแค่ข้าวเปล่าถุงเดียว เราก็ต้องตัด ต้องทิ้ง ต้อง “ภาวนา” เพราะข้อวัตรปฏิบัติสำคัญสำหรับการ “ปฏิบัติธรรม...”

ต้องหัดอยู่แบบอด ๆ อยาก ๆ เสียบ้าง ไม่พยายามให้ตัวเองอยู่อย่างชูชก

 

าหารมังสวิรัตที่ฉันเพียงมื้อเดียวต่อวัน อาหารตกบาตรอะไรมาก็ฉันอันนั้น ครั้งเดียว มื้อเดียว และอาสนะเดียว...

ที่จริงแล้วร่างกายนั้นมิต้องการอาหารอะไรมากมายเลย แต่ ตาของเรา ปากของเรา “ความอยาก” ของเรา ที่ทำให้เรา “ทุกข์” จิตใจว้าวุ่น กระวนกระวาย ได้อาหารมาแค่นี้ไม่พอนะ ไม่อิ่ม อยู่ไม่ได้นะ ต้องกินอันนี้นะ ขาดอาหารอันนี้ไม่ได้นะ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็น “ความคิดซึ่งเกิดจากชุดความรู้” ท้องของเรา ร่างกายของเรา เขาไม่เคยได้บ่น ไม่เคยพูด ไม่เคยว่าอะไรเลย แต่เจ้าความคิดของเรา “กิเลสของเรา” ที่ร่ำร้อง ขวนขวาย และวุ่นวายไปเอง

สันดานแห่งความอยากของฉันนี้ต้องดัดมันเสียบ้าง ไม่อย่างนั้นก็ต้องตกเป็นทาสของความอยากร่ำไป

ดวงตาสองดวงเล็ก ๆ ของฉันนี้นั้น มักจะใหญ่กว่ากะเพาะอาหารเสมอ มักจะละโมภ โลภมาก “อยาก” กินโน่น อยากกินนี่ มีอาหารแล้ว ก็อยากมีอาหารที่ดีมากกว่านี้อีก มีน้อย ได้น้อย ไม่ได้ตามที่หวัง ก็โกรธ ก็เซ็ง ก็ “ว้าวุ่น...”

ดีแล้ว ให้มันว้าวุ่นเสียบ้าง มันจะได้รู้จักการทำใจให้สงบ
ยิ่งหิว ยิ่งโลภ ยิ่งโกรธ จักได้รู้จักสันดาน รู้จักทุกข์ รู้จักจิตของตนเองเสียบ้าง


ปล่อยให้ปากมันร้อง โอย โอย โอย
ปล่อยให้คอมันกลืนน้ำลาย เอื๊อก เอื๊อก เอื๊อก
ปล่อยให้ท้องมันร้อง จ๊อก จ๊อก จ๊อก
แล้วเฝ้าดูมัน....


ดูว่าความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันเกิดขึ้นมาจากอะไร “อะไรกันแน่...?”
หิวรึว่าอยาก...

ตามดูมันต่อไปว่า เมื่อมันตั้งอยู่ มีความคิดอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง เราข่มจิตข่มใจอะไรของเราได้เวลาไหน เพราะอะไร...?

แล้วดูซิว่ามันจะดับไปได้อย่างไร...?
ดับเมื่อได้กิน หรือดับเมื่อจิตใจนั้นสงบ

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปนี้ มิใช่จะรู้ได้จากการที่อ่านหนังสือ หรือเฝ้าแต่นั่งคิด
แต่เป็นสิ่งที่บัณฑิตทั้งหลายต้องลอง ต้องแลกด้วยชีวิตถึงจะได้รู้และได้มาซึ่งปัญญานั้น

ฉันจะอดทน อดทน อดทน และสู้ต่อไปเพื่อเรียน เพื่อรู้ และวางให้ได้ซึ่งความทุกข์จากความอยากเหล่านี้...