ที่จริงผมจะเล่าวิธีทำ การจัดการเวลา (Time Management) ของผม มีคนถามเคล็ดลับนี้หลายคน แต่ที่ผมจะเล่านี้สงสัยว่าคงเอาไปใช้แบบลอกเลียนไม่ได้ เพราะแต่ละคนอยู่ในฐานะความรับผิดชอบและความอิสระต่างกัน ผมมีอิสระเต็มที่ เพราะเกษียณอายุจากงานบริหารทั้งปวงแล้ว บันทึกของผมจึงเป็นตัวอย่างของ Time Management ของคนที่มีชีวิตสำหรับทำหน้าที่เป็นกองเชียร์ ทำงานเชิง empowerment
ผมกำหนดหลักการรับนัดไว้ว่า ผมมีงานประชุมประจำที่เขานัดล่วงหน้าไว้อย่างเป็นระบบ เช่นสภามหาวิทยาลัยมหิดลประชุมทุกๆ วันพุธสัปดาห์ที่ ๓ ของเดือน แม้ประชุมช่วงบ่าย แต่ผมให้เวลาทั้งวัน เพราะผมเป็นประธาน ต้องไปเตรียมตัวล่วงหน้า และจริงๆ แล้วก่อนประชุม ก็มีการทำการบ้านล่วงหน้าพอสมควร คือจริงๆ แล้วทำงานตลอดเดือน แต่การประชุมอื่นที่ผมไม่ได้เป็นประธานถ้านัดประชุมเป็นระบบอย่างนี้ผมจะไม่ขาด จะไม่ยอมให้นัดอื่นมาแทรกแซง
นัดจร ผมมีระบบว่า first come first serve คือเมื่อมีนัดมา และเป็นเรื่องสำคัญ ผมรับนัด แล้วจะไม่ยอมให้นัดอื่นมาชิงเวลาไป แม้จะเป็นเรื่องสำคัญกว่าและผมอยาก ไปใจจะขาด ตรงนี้แหละครับที่ผมเกิดการเรียนรู้ใหม่ ว่าบางหน่วยงานเป็นนักเลื่อนนัด หรืองดนัด หน่วยงานเหล่านี้จะเข้าไปอยู่ในบัญชีแดงและบัญชีดำของผม ว่าเป็นหน่วยงานที่ทำให้ผมขาดโอกาสทำงานอื่นโดยไม่จำเป็น เป็นหน่วยงานที่ทำงาน (อย่างน้อยก็เรื่องการนัด) ไม่ประณีต ผมก็อาจไม่รับนัด ไม่ติดต่อ หรือรับแต่ไม่หนักแน่นกับเขามากนัก คือแม้รับนัดแล้วผมจะยอมให้นัดอื่นมาชิงเวลาเอาไปได้
มีหลายบุคคล และหน่วยงาน ที่ถือเป็น “วงใน” ที่ผมจะให้เวลาเสมอ ถ้าไม่ติดนัดอื่นอยู่ก่อนแล้ว ผมจะเอื้อเฟื้อเวลาให้เป็นพิเศษ แต่ระยะหลังนี้ผมพบว่ามักมีการนัดแบบไม่บอกเรื่องที่จะปรึกษาหรือคุย คล้ายๆ ถือว่ากันเอง แต่หลังๆ นี้ผมสังเกตว่าการนัดแบบนี้น่าจะให้ประโยชน์น้อย เพราะคนที่จะมาคุยจะไม่ได้เตรียมตัวคิดมาก่อนเลย คนนัดประชุมคงจะคิดว่าผมเป็นฮิตาชิ เปิดปุ๊บติดปั๊บ ซึ่งก็เป็นความจริงอยู่ส่วนหนึ่ง (คงจะสัก ๒๐%) แต่ถ้าบอกโจทย์แต่เนิ่นๆ ผมก็จะสามารถคิดไตร่ตรองไว้ก่อนล่วงหน้า ความคิดเห็นจะคมและรอบคอบขึ้นอีกหลายเท่า ผมกำลังคิดว่า ต่อไปถ้ามีการนัดแบบไม่บอกโจทย์ผมจะไม่รับนัด
ที่จริงการรับนัดแบบต้องรู้ว่านัดไปทำอะไรนี้ผมยึดถือมานานแล้ว แต่ยังยอมผ่อนผันให้หน่วยงานหรือบุคคลที่คุ้นเคย ต่อไปผมจะไม่ผ่อนผัน หรือผ่อนผันน้อยลง
มีจดหมายนัด หรือจดหมายเชิญ จำนวนมาก ที่เขาบอกให้ตอบแบบสอบถามสำหรับตอบรับหรือปฏิเสธ โดยโทรศัพท์หรือ Fax ตอบ เขายังสื่อสารกันด้วยโทรศัพท์หรือแฟ็กซ์ แต่ผมชอบสื่อสารด้วย อี-เมล์ เพราะสะดวกต่อผมในฐานะคนไม่มีเลขานุการ หรือจริงๆ แล้วมีเลขานุการอยู่ที่ปลายนิ้ว เอานิ้วกด iPhone ไม่กี่ทีก็ตอบได้ หน่วยงานที่ไม่ระบุว่าให้ตอบทาง อี-เมล์ ไปที่ไหน ผมก็ตอบยาก จึงอาจไม่ตอบเลยหากปัจจัยต่างๆ ในภาพรวมไม่เอื้ออำนวย
มีหลายหน่วยงานนัดแล้วนัดอีก คนนัดหลายคน แบบนี้รบกวนผมมาก ผมชอบการนัดแบบนัดทีเดียว ตอบทีเดียว ก็มั่นเหมาะแล้ว ผมไม่นับถือหน่วยงานที่นัดแบบ อี-เมล์ นัด แฟ็กซ์นัด และ จดหมายนัด ทั้ง ๓ ทาง แบบนี้ผมเสียเวลาอ่าน ๓ ทีโดยไม่จำเป็น ผมพยายามบอกให้เขาแก้ไข หากแก้ไม่ได้ ผมอาจหาทางเลิกทำงานให้หน่วยงานแบบนี้
ผมประกาศไปแล้วที่นี่ว่าอย่าส่งจดหมายลงทะเบียนหรือ EMS ไปที่บ้านผม เพราะที่บ้านไม่มีคนอยู่ช่วงกลางวัน เมื่อไปรษณีย์มาส่งไม่มีคนรับเขาจะแจ้งให้ไปรับเอง ผมก็ไม่ว่างไปรับอีก จะทำให้ยิ่งช้า หรือผมไม่ได้รับเลย เคยมีจดหมาย EMS ส่งช้าถึง ๑ สัปดาห์ คือได้รับหลังการประชุม เวลานี้หน่วยงานที่หลงส่งจดหมายลงทะเบียนหรือ EMS มักเกิดจากความอ่อนแอด้านการจัดการภายใน เจ้าหน้าที่ธุระการไม่ได้รับการฝึก
บางหน่วยงานส่งจดหมายนัดล่วงหน้า ๒ – ๓ สัปดาห์ หน่วยงานเหล่านี้จะไม่ได้ผมไปร่วมประชุมเลย เพราะผมรับนัดเต็มแล้ว บางหน่วยงานที่เป็นแบบนี้เป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกัน แต่ไม่ฝึกฝนเจ้าหน้าที่ให้ทำงานเป็น จองเวลาคนที่มีธุระยุ่งเป็น ก็ไม่ได้เวลาผม และต้องห่างเหินกันไปตามธรรมชาติจากผลของความอ่อนแอด้านการจัดการและการฝึกคน
วิจารณ์ พานิช
๘ ส.ค. ๕๑
จะต้องเป็นอย่างอ.ให้ได้ค่ะ คงต้องมีวินัยอย่างมาก
เป็นวิธีที่ดีสำหรับมีนัดซ้อนไม่รู้จะเลือกนัดไหนดี เราควรที่จะเลือกนัดแรกก่อนแม้ว่านัดหลังเราชอบ สนใจมากแค่ไหน (ฃอบมากค่ะ)
อาจารย์คะ ตอนนี้หนูกำลังอยู่ระหว่างการตัดสินใจเลือกระหว่างนัดที่ควรไป(และต้องไป) กับนัดที่อยากไปค่ะ
เอ...อาจารย์น่าจะเดาได้นะคะว่าหลังจากอ่านบล็อกอาจารย์แล้วหนูจะเลือกนัดไหน
ขอบคุณนะคะ