เรื่อง การรับรู้ความไพเราะของดนตรี
การฟังดนตรีทุกคนย่อมมีความต้องการเหมือนกัน คือ การฟังความไพเราะของดนตรีทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นดนตรีที่มีแต่การบรรเลงล้วน ๆ หรือดนตรีที่มีการขับร้องก็ตาม ดนตรีต่าง ๆ ย่อมมีความไพเราะที่แตกต่างกันไปตามองค์ประกอบของดนตรีนั้น ๆ ความไพเราะเป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นในความรู้สึกของผู้ฟัง หลังจากที่ได้รับฟังเสียงดนตรีแล้ว ความไพเราะที่ผู้ฟังได้รับรู้ย่อมมีความแตกต่างกันไปตามความคิดและอารมณ์ของผู้ฟัง บทเพลงเดียวกันคนหนึ่งฟังแล้วเห็นว่ามีความไพเราะ ในขณะเดียวกันคนอื่น ๆ ฟังแล้วอาจเห็นว่าไม่มีความไพเราะก็ได้ ความไพเราะจึงเป็นเรื่องของบุคคลโดยเฉพาะ
หลักการฟังดนตรี
การรับรู้ความไพเราะจากดนตรีนั้น การฟังถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดของคนรับรู้ ผู้ฟังจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจหรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับดนตรีเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเกี่ยวกับองค์ประกอบของดนตรี โดยมีหลักการฟัง ดังนี้
1. การฟังอย่างตั้งใจ
ผู้ฟังต้องมีความพร้อมที่จะฟังและมีสมาธิ ก่อนฟังต้องศึกษาเกี่ยวกับดนตรีที่จะฟังมาเป็นอย่างดี ต้องรู้ว่าดนตรีมีลีลาจังหวะเป็นอย่างไรมีทำนองเพลงที่สนุกสนานอ่อนหวานลึกซึ้งหรือโศกเศร้า ดนตรีเป็นดนตรีที่มีการขับร้องหรือไม่ถ้ามีเป็นการขับร้องเดี่ยวหรือร้องเป็นหมู่หรือร้องประสานเสียงเป็นดนตรีที่มีรูปแบบอย่างไร บรรเลงหรือขับร้องด้วยวงดนตรีประเภทใด เจตนารมณ์ของผู้ประพันธ์ต้องการให้เป็นอย่างไร ตลอดจนศึกษายุคสมัยของดนตรีอีกด้วย ถ้าตั้งใจฟังและก่อนฟังได้ศึกษาข้อมูลมาเป็นอย่างดี จะช่วยให้การฟังประสบความสำเร็จได้ และผู้ฟังจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะความไพเราะของดนตรี
2. การฟังอย่างเข้าใจ
การฟังอย่างเข้าใจเป็นการฟังที่เข้าถึงรายละเอียดของดนตรีอย่างแท้จริง โดยเฉพาะองค์ประกอบดนตรี นอกจากจะฟังให้รู้ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไรแล้ว
การรับรู้ความไพเราะของดนตรีสากล
การรับรู้ความไพเราะของดนตรีต้องอาศัยการฟังเป็นส่วนสำคัญที่สุดผนวกกับความรู้ความเข้าใจประสบการณ์อารมณ์ และความรู้สึกในขณะที่ฟัง การฟังให้เกิดความไพเราะผู้ฟังต้องมีความรู้ความเข้าใจหรือมีประสบการณ์ในการฟังมามาก โดยเฉพาะความไพเราะที่เกิดจากองค์ประกอบของดนตรี ซึ่งจะผสมผสานกันอย่างเป็นระบบและกลมกลืนกันอย่างสนิท ดังนี้
1. ความไพเราะที่เกิดจากเสียงดนตรีหรือเสียงขับร้อง
เสียงเครื่องดนตรีหรือเสียงขับร้อง มีส่วนสำคัญที่ทำให้เสียงดนตรีมีความไพเราะ เสียงเหล่านี้มีลักษณะ ดังนี้ เสียงสูงเสียงต่ำ เสียงแหลม เสียงทุ้ม เสียงกังวาน เสียงแจ่มใส เสียงสั้นเสียงยาว เสียงเพราะ เสียงเศร้าโศก เป็นต้น เสียงเหล่านี้จะให้ความรู้สึกหรืออารมณ์ที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเสียงที่เกิดจากเครื่องดนตรีหรือเสียงขับร้องที่แตกต่างก็ยิ่งทำให้ความไพเราะที่เกิดจากเสียงเหล่านี้แตกต่างกันอย่างชัดเจนอีกด้วย
2. ความไพเราะที่เกิดจากลีลาจังหวะของดนตรี
ดนตรีย่อมมีลีลาจังหวะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญเช่นเดียวกับองค์ประกอบอื่น ๆ ความช้าความเร็วของจังหวะดนตรี ความหนักเบาและกระสวนจังหวะ จังหวะหนัก จังหวะเบา ฯลฯ ล้วนแต่ทำให้เกิดความรู้สึกหรืออารมณ์ต่าง ๆ ทำให้ดนตรีมีความไพเราะที่แตกต่างกันไปด้วย
3. ความไพเราะที่เกิดจากทำนอง
ทำนองเพลงหรือทำนองดนตรีเป็นส่วนที่ผู้ฟังรับรู้ได้ง่ายที่สุด ทำนองดนตรีจะให้ความรู้สึกหรืออารมณ์ต่าง ๆ แก่ผู้ฟังได้เป็นอย่างดี ได้แก่ ความสนุกสนาน ความอ่อนหวาน ความร่าเริงแจ่มใส ความคึกคะนอง ความโศกเศร้าหรือความท้อแท้สิ้นหวัง เป็นต้น
4. ความไพเราะที่เกิดจากเสียงประสาน
เสียงประสานซึ่งเกิดจากเสียงเครื่องดนตรีหรือเสียงขับร้องก็ตาม ขณะที่ฟังผู้ฟังจะต้องฟังในลักษณะภาพรวมของเสียงดนตรีหรือฟังพร้อม ๆกันหลาย ๆเสียง โดยสังเกตว่าเสียงที่ฟังนั้นมีความกลมกลื่นฟังแล้วสนิทหูหรือเต็มหูหรือฟังแล้วรู้ว่าเสียงที่เกิดขึ้นมีความกระด้างบาดหูถ้าพิจารณาจัดแนวประสานเสียงได้ดีจะทำให้ดนตรีมีความไพเราะยิ่งขึ้น
5. ความไพเราะที่เกิดจากพื้นผิวดนตรี
พื้นผิวของดนตรีเกิดจากเสียงของเครื่องดนตรีหลาย ๆ เสียง หรือเสียงของการขับร้องหลาย ๆ เสียงเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน เป็นการฟังกลุ่มเสียงหรือฟังภาพรวมขอระดับเสียงต่าง ๆ ที่หลอมรวมกันเป็นดนตรี พื้นผิวของดนตรีจะดีหรือช่วยให้เกิดความไพเราะแค่ไหนขึ้นอยู่กับจินตนาการหรือความต้องการของผู้เรียบเรียงเสียงประสาน
6. ความไพเราะที่เกิดจากสีสันของดนตรี
สีสันของเสียงดนตรีเกิดจากคุณลักษณะของเสียงเครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆหรือเสียงขับร้องที่นำมาบรรเลงหรือร้องร่วมกันและเป็นไปตามลักษณะของการจัดวงดนตรีในลักษณะต่าง ๆสีสันของดนตรีที่แตกต่างกัน ย่อมทำให้ดนตรีมีความไพเราะที่แตกต่างกันไปด้วย
การรับรู้ความไพเราะของดนตรี
การรับรู้สิ่งต่าง ๆของมนุษย์ทำได้ด้วยการใช้ประสาทการรับรู้ในด้านต่าง ๆ ความไพเราะของดนตรีก็เช่นกัน เรารับรู้ความไพเราะได้โดยการใช้ประสาทการรับรู้ด้านการได้ยินหรือที่เรียกว่า โสตประสาท เมื่อประสาทส่วนนี้ได้รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ แล้ว จะส่งต่อไปยังสมองและจิตใจต่อไป ทำให้เราเกิดความรู้สึกหรืออารมณ์คล้อยตามสิ่งนั้นดนตรีก็เช่นกันเมื่อโสตประสาทการได้ยินได้รับรู้เสียงต่าง ๆ แล้วก็จะส่งต่อไปยังสมองและจิตใจ เพื่อแยกแยะและเปรียบเทียบกับประสาท ที่เคยได้รับรู้มา ก็จะตัดสินได้ว่าดนตรีที่ฟังนั้นมีความไพเราะหรือไม่
มีประโยชน์มากครับ พอดีทำราายงานด้วย แต่ยากให้มีเนื่อหาเยอะกว่านี้อีกครับ