"เลี้ยบ" นัดประชุม 4 หน่วยงาน ประเมินแนวโน้ม วางแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจ  แย้มใช้เป็นเวทีหารือกับผู้ว่าการ ธปท. เพื่อจูนการทำงานให้สอดคล้องกันด้วย ไม่เชื่อ กนง.ท้าทาย ขึ้นดอกเบี้ยอีกงวดปลายเดือนนี้ เพื่อโชว์ความเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง น้ำมันขาลง เบนซิน-ดีเซลลดอีกลิตรละ 60-80 สตางค์

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง นัดประชุมหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ        4 หน่วยงานหลัก ประกอบด้วย 1.กระทรวงการคลัง  2.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  3.สำนักงบประมาณ และ     4.สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)  เพื่อสรุปภาพรวมเศรษฐกิจช่วง 6 เดือนแรกของปี 2551 พร้อมทั้งร่วมกันประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2551  เพื่อหาแนวทางในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อเนื่องและรอบด้าน โดยคาดว่าจะประชุมภายในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ ในการประชุมคงจะได้หารือกับนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับแนวคิดในการดำเนินนโยบายการเงินการคลังของกระทรวงการคลัง และ ธปท. เพื่อให้การทำงานของทั้งสองหน่วยงานสอดคล้องกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเห็นต่างกันได้ไม่ใช่สิ่งผิด ขอยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่เคยสั่งการเกี่ยวกับนโยบายการเงินต่อ ธปท.ว่า ต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะถือเป็นเรื่องจริยธรรมของผู้รับผิดชอบ และการตัดสินใจใด ๆ ย่อมอยู่บนพื้นฐานการรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้น ๆ อยู่แล้ว

สำหรับกระแสข่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งสุดท้ายวันที่ 27 สิงหาคม   ก่อนการคัดเลือก กนง.ชุดใหม่ จะมีการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อแสดงความเป็นอิสระจากภาคการเมืองนั้น นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าในการประชุม กนง.ครั้งสุดท้าย คณะกรรมการจะยังคงตัดสินใจด้านนโยบายบนพื้นฐาน เศรษฐกิจที่มีหลักเกณฑ์ แต่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่ คงยังตอบไม่ได้ แต่เชื่อว่า กนง.จะไม่ตัดสินใจเพื่อต้องการแสดงจุดยืนใด ๆ เพราะทั้งหมดเป็นเรื่องที่สำคัญและทำเพื่อดูแลเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

นพ.สุรพงษ์กล่าวด้วยว่า หากไม่สามารถสรรหา กนง.ชุดใหม่ได้ทันในการประชุมวันที่ 27 สิงหาคม คณะกรรมการชุดเก่าก็จะยังทำหน้าที่ในการประชุมต่อไป

ขณะที่สถานการณ์ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศนั้น ผู้ค้าน้ำมันทุกราย ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินลิตรละ 60 สตางค์ และดีเซลลิตรละ 80 สตางค์ ตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันตลาดโลกลดลงต่อเนื่อง ทำให้ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ลดลงเหลือ 29.39 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ลดลงเหลือ 28.59 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซล ลดลงเหลือ 34.24 บาทต่อลิตร และราคาน้ำมันดีเซล บี 5       ลงเหลือ 33.54 บาทต่อลิตร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบไลท์สวีต ซื้อขายในตลาดเอเชีย เพิ่มขึ้น 1.54 ดอลลาร์  ไปอยู่ที่ 116.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากตลาดกังวลว่า การจัดหาน้ำมันป้อนตลาดจะมีปัญหาหลังจากเกิดการ    สู้รบระหว่างจอร์เจียและรัสเซีย ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งของท่อส่งน้ำมันยาวลำดับสองของโลก ทั้งนี้ แม้จอร์เจียจะไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมัน แต่ถือเป็นเส้นทางลำเลียงหลักของน้ำมันดิบและก๊าซจากอาเซอร์ไบจันไปยังตลาดในประเทศตะวันตก อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าเหตุการณ์สู้รบที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อส่งน้ำมันน้อยมากในระยะอันสั้นนี้

มติชน (12 ส.ค. 51)  13  ส.ค. 2551